ศึกงัดข้อของบิ๊กข้าราชการภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่คือ “เดอะซัน” สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคเพื่อไทย
กำลังถูกฉายภาพว่า ไม่ใช่เพียงการย้ายข้าราชการธรรมดา เพราะการโยกย้าย “ราเชน ศิลปะรายะ” พ้นจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรไปนั่งตบยุงในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ สัญญาณหนึ่งคือการจัดทัพข้าราชการใหม่ในยุคกระทรวงเกษตรฯ ที่มีดวงอาทิตย์ขึ้นสาดส่องแทน “พลังสีเขียว”
ในทางการเมืองคนการเมืองต่างรับรู้ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคการเมืองสีเขียวอย่าง “กล้าธรรม” ที่เป็นพรรคของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ กระทั่งประสบความสำเร็จ กวาด สส.ขึ้นมาเป็นพรรคขนาดกลาง ได้ สส. 58 คน ส่วนใหญ่เป็น สส.เขตในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้
ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา “ผู้กอง” เคยปักหลักเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงนี้ตั้งแต่หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 24 มี.ค. 2562 ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล 1
มีช่วงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เท่านั้น ที่เจ้ากระทรวงต้องเปลี่ยนมาเป็น “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” และ “อรรถกร ศิริลัทยากร” เพียงแต่ “ผู้กอง” ต้องหลบไปอยู่หลังฉากกระทรวง
ล่าสุด “อดีตอธิบดีราเชน” ได้เผยแพร่หนังสือลาออกถึงปลัดกระทรวงเกษตรฯ ลงวันที่ 28 เม.ย. 2569 มีผลในวันที่ 23 มิ.ย. 2569 โดยระบุเหตุผล เนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้ เหตุผลการลาออกเล่นแรง ถึงขั้นประจานฝ่ายการเมืองภายในกระทรวงเกษตรฯ ฝั่งสีแดง
สาเหตุแห่งการลาออก “ราเชน” ยังทิ้งบอมบ์ไปถึงคนตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ว่ามีหลานรัฐมนตรี คือ “วุฒิภูมิ จุฬางกูร" ลูกชาย สรรเสริญ จุฬางกูร พี่ชายคนโตของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ เกี่ยวพันกับการดีลโครงการ โดยอ้างถึงเหตุที่ไม่ต้องการก้มหัวให้กับฝ่ายการเมือง ซึ่งเบื้องหลังมีชนวนเหตุที่ว่า เกี่ยวพันถึงการใช้งบประมาณภายในกระทรวง
ขณะที่ “สุริยะ” ต้องออกมาชี้แจงถึง 2 วันติดต่อกัน โดยยืนยันว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่เป็นรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม ไม่เคยใช้อำนาจในการโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม แต่การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ครั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เป็นการปรับเปลี่ยนตามเหตุผลด้านการบริหารงาน ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง
ส่วนประเด็นที่อ้างว่ามีการบันทึกการติดต่อของหลานชายกับอธิบดี ในช่วง มี.ค. และ เม.ย. 2569 นั้น “เดอะซัน”ย้ำว่า ไม่ทราบเรื่องมาก่อน และเพิ่งสอบถามหลานหลังจากมีข่าว โดยได้รับการยืนยันว่ามีการติดต่อจริง และถ้าตนทราบล่วงหน้า ก็คงแจ้งให้อธิบดีฯ รับทราบ อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าไม่เคยได้รับการสื่อสารเรื่องนี้จากหลานแต่อย่างใด
“แม้จะเป็นญาติกัน แต่ต่างคนต่างมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง ผมทำงานการเมือง ส่วนคนอื่นก็ทำธุรกิจ ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน” สุริยะ กล่าว
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน “เดอะซัน”จึงสวนกลับ “ราเชน” ว่า หากมีข้อสงสัยหรือเห็นว่าการดำเนินการของตนไม่ถูกต้อง สามารถชี้แจงหรือดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่หาก “ราเชน” ยังมีการกล่าวหาที่ก่อให้เกิดความเสียหายโดยไม่มีหลักฐาน ก็อาจจำเป็นต้องใช้สิทธิทางกฎหมายเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การจัดทัพข้าราชการโดยพุ่งเป้าไปที่ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรนั้น สส.ในพรรคเพื่อไทย ต่างรับรู้ว่า เหตุที่เพื่อไทยได้กระทรวงเกรดเอ นี้ไปครอบครอง เพราะเป็นกระทรวงที่พรรคกล้าธรรมได้ฝังเครือข่ายไว้ลึกและกว้างขวาง จัดทัพคนของตัวเองไว้อย่างแน่นหนา คนการเมืองจึงพูดกันเสียงเดียว กระทรวงนี้ “เจ้าที่แรง”
ทำให้ “พรรคเพื่อไทย” โดยเฉพาะทีมเดอะซัน ต้องเข้าไปเขย่าเจ้าที่ จัดทัพข้าราชการใหม่ ให้ตอบสนองนโยบายและการทำงานของค่ายแดง เห็นได้ชัดเมื่อ “เพื่อไทย” ไปเตะตัดขากล่องดวงใจของพรรคสีเขียว จึงเกิดภาพงัดข้อทิ้งบอมบ์ลาออกราชการทันทีของ “อดีตอธิบดีราเชน”
ขณะเดียวกัน สส.ในพรรคเพื่อไทย สาย 2 ส.ยังตั้งข้อสังเกตถึงการโยกย้าย “ราเชน” ครั้งนี้ มีการรับลูกกันเป็นอย่างดีระหว่าง “พรรคกล้าธรรม” และ “ราเชน” เมื่อ “พรรคกล้าธรรม” เตรียมรับเรื่องร้องเรียนจากอดีตอธิบดี โดยจะใช้ช่องทางกลไกสภาฯ เข้าไปตรวจสอบและอาจโยงไปถึงเรื่องจริยธรรม ซึ่งข้อกล่าวหาทั้งหมด “เดอะซัน” พร้อมชี้แจงได้หมดทุกข้อกล่าวหา
เป็นเรื่องแปลกที่คนในพรรคเพื่อไทยมองว่า ทำไมที่ผ่านมาการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงใหญ่ๆ หลายกระทรวงที่มีการโยกย้ายตามฤดูกาลหรือช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็ยังไม่มีภาพแฉยับ แทงหลังกันขนาดนี้
ข่าวใหญ่ล้างบ้างข้าราชการสีเขียวประเดิมรายแรกในยุคร่มเงา “ดวงอาทิตย์” จึงมีการอ่านเกม และพยากรณ์ว่า นับจากนี้ พรรคเพื่อไทยจะค่อยๆ ขยับปรับทัพโยกย้ายบิ๊กข้าราชการภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกครั้ง เมื่อกระแสโจมตี การเด้งฟ้าผ่า “ราเชน” เงียบลง
การโยกย้ายข้าราชการ การจัดทัพใหม่ “เดอะซัน” จึงต้องรอจังหวะและดูทิศทางลมให้ดี เพราะต้องแลกมาด้วยการถูกตอบโต้กลับจากบางพรรคการเมืองที่ไม่ยอมปล่อยขุมทรัพย์ของตัวเอง ให้ตกไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายๆ
ที่สำคัญ ศึกล้างบางบิ๊กข้าราชการครั้งนี้ ยังเกี่ยวพันกับโครงการและงบประมาณที่เกิดขึ้นในปี 2569 ที่มีผลโดยตรงต่อความได้เปรียบในพื้นที่ของบางค่ายการเมืองที่ไม่ต้องการสูญเสียผลประโยชน์


