เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังหนาหู พลันคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ “ยกคำร้อง” กรณีกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เงื่อนปมหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ระดับพันล้านบาท ในมูลค่าหุ้น 119.5 ล้านบาท
โดย ป.ป.ช.ชี้ขาด 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.เชื่อตามคำให้การของ “ศักดิ์สยาม” ว่า ไม่รู้มาก่อนว่าถือครองหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ จึงไม่มีพฤติการณ์จงใจปกปิด หรือแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ทั้งที่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีการบรรยายเส้นทางเงิน และพฤติการณ์การโอนหุ้นละเอียดยิบ อย่างสลับซับซ้อน ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเชื่อว่า เงินที่ “นาย ศ.” นำมาซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ 119.5 ล้านบาทนั้น คือเงินของ “ศักดิ์สยาม” เอง
ที่สำคัญประวัติพื้นเพ “นาย ศ.” ก่อนหน้านี้คือ “ลูกจ้าง” ในบริษัทเครือข่าย “ตระกูลชิดชอบ” แถมปรากฏข้อเท็จจริงในการเบิกบิลค่าน้ำมัน เขียนในใบเสร็จว่า “ติดตามนาย” นอกจากนี้ ประเด็นที่ตั้งของ หจก.บุรีเจริญฯ เดิมใช้ที่อยู่เดียวกับ “ศักดิ์สยาม” เพิ่งมาแจ้งย้ายที่อยู่ใหม่ ไปใกล้ๆ ที่เดิม ก่อนที่ “ศักดิ์สยาม” ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม เพียง 23 วันเท่านั้น
2.กรณีการเข้าไปรับงานรัฐของ หจก.บุรีเจริญฯ ในช่วงที่ “ศักดิ์สยาม” เป็น รมว.คมนาคมนั้น ไม่ปรากฎพฤติการณ์ว่าเขาเข้าไปแทรกแซงการประมูลของหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด ทั้งที่ในช่วงปี 2565 เมื่อครั้งเขาเป็น รมว.คมนาคม เคยลงนามในหนังสือกระทรวงคมนาคม เลขที่ คค.0100/3300 เรื่อง การบริหารงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 2566 ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม สรุปสาระสำคัญคือ ให้รายงานโครงการที่ใช้งบประมาณประจำปี 2566 ทุกโครงการ ล้วงลึกถึงการออกระเบียบขอบเขตของงาน (TOR) การจัดซื้อจัดจ้าง จากเดิมหลักเกณฑ์เก่าให้รายงานเฉพาะโครงการวงเงินเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น
ขณะเดียวกัน หจก.บุรีเจริญฯ สถานะปัจจุบันก็ยังคงดำเนินกิจการอยู่ โดยมี “นาย ศ.” ถือครองหุ้นใหญ่ มี “เอกราช ชิดชอบ” เข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยจำนวนเล็กน้อย และในปีงบประมาณ 2569 (ระหว่าง ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา-ปัจจุบัน) เข้าไปเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐไปแล้วอย่างน้อย 14 โครงการ (ณ วันที่ 28 เม.ย. 2569 เท่าที่ตรวจสอบพบ) รวมวงเงินกว่า 102.62 ล้านบาท
ในจำนวนนี้เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานภายใต้กระทรวงคมนาคม อย่างน้อย 3 สัญญา แบ่งเป็น กรมทางหลวงชนบท 1 สัญญา คือ ประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานบำรุงรักษาทางหลวงชนบท เสริมผิวลาดยางแอสฟัลต์คอนกรีต ถนนสาย บร.4032 แยกทางหลวงหมายเลข 2378 - บ้านห้วยราช อ.สตึก ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ จำนวน 1 แห่ง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) วงเงิน 29.98 ล้านบาท ทำสัญญาเมื่อ 28 ม.ค. 2569
กรมทางหลวง 2 สัญญา คือ 1.ประกวดราคาจ้างก่อสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กิจกรรมบำรุงรักษาทางหลวง งานบูรณะทางผิวแอสฟัลต์ งานบำรุงพิเศษและบูรณะ ทางหลวงหมายเลข 226 ตอน หนองกระทิง - ลำปลายมาศ ตอน 1 ระหว่าง กม.81+205 - กม.81+900 ผลผลิต 1 แห่ง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) วงเงิน 14.99 ล้านบาท ทำสัญญาเมื่อ 25 ธ.ค. 2568
2.ประกวดราคาจ้างก่อสร้างกิจกรรมอำนวยความปลอดภัยทางถนน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งานอำนวยความปลอดภัยเพื่อป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุทางถนน งานปรับปรุงทางหลวง ทางหลวงหมายเลข 2074 ตอน บุรีรัมย์ - คูเมือง ระหว่าง กม.13+035 - กม.13+565 ผลผลิต 1 แห่ง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) วงเงิน 14.87 ล้านบาท ทำสัญญาเมื่อ 24 ธ.ค. 2568
ที่เหลืออีก 11 สัญญาคือโครงการกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บุรีรัมย์ ประกวดราคาจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนนลาดยางผิวทาง Asphaltic Concrete สายบ้านตาฮ้อ หมู่ที่ 5 ตำบลศรีภูมิ - บ้านห้วยสำราญ หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยสำราญ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) วงเงิน 1.99 ล้านบาท ทำสัญญาเมื่อ 2 ก.พ. 2569
ส่วนที่เหลือเป็นคู่สัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) หรือเทศบาลในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ทั้งสิ้น ได้แก่ อบต.ลำดวน อบต.ตาเสา อบต.เมืองโพธิ์ อบต.บ้านปรือ อบต.เมืองไผ่ เทศบาลตำบลโคกเหล็ก
ทำให้ปัจจุบัน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558-ปัจจุบัน หรือกว่า 11 ปี เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐไปแล้วไม่ต่ำกว่า 371 โครงการ รวมวงเงินกว่า 4,553.80 ล้านบาท
ทว่า ประเด็นสำคัญ ปัจจุบัน“ศักดิ์สยาม”ยังติดชนักอยู่อีก 1 คดี นั่นคือ คดีกล่าวหาว่า ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยเป็นการร้องเรียนเข้ามาในประเด็นเดียวกับที่ร้องในศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไปแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น
บ่วงจริยธรรมนี้เอง ที่ว่ากันว่า ทำให้ยังไม่มีการชงเรื่องแต่งตั้ง “ใครบางคน” เป็น “รัฐมนตรีคนใหม่” เพราะกังวลว่า “ฝ่ายค้าน” อาจยื่นคำร้องสอย “นายกฯ” ทำให้ยังต้องรอ ป.ป.ช.ชี้ขาดเงื่อนปมตรงนี้ให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อน หรือไม่
แต่ถ้าไม่นับคดีบัญชีทรัพย์สินของ “ศักดิ์สยาม” ซึ่งสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ป.ป.ช.ยกคำร้อง “สวนทาง” คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ ทำเอา “อาณาจักรสนามบินน้ำ” วิกฤติศรัทธาสั่นคลอนอยู่ในตอนนี้
ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่เคยมีมติการชี้มูล หรือคำวินิจฉัยที่ “หักล้าง” กับคำวินิจฉัยกับศาลรัฐธรรมนูญมาก่อนแม้แต่คดีเดียว ไม่ว่าจะเป็นคดีจริยธรรม อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล แก้ไข ม.112 ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดไปเมื่อไม่นานมานี้ หรือคดีโยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” ของอดีตนายกฯ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เธอพ้นเก้าอี้นายกฯเมื่อปี 2557 ผ่านมา 6 ปีเมื่อปี 2563 ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิด “ยิ่งลักษณ์” ในคดีนี้ไปเช่นกัน
นอกจาก“ศักดิ์สยาม”แล้ว ปัจจุบันคดีกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ยังมี “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ ถูกกล่าวหา อยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช.ในคดี “คลิปเสียงอังเคิล” ซึ่งเป็นการไต่สวนสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วย ดังนั้น ป.ป.ช.จะใช้ “มาตรฐานเดียวกัน” ในการไต่สวนคดีหรือไม่
(ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.ปชน. เผยพรรคส้มเตรียมล่าชื่อชงศาลฎีกา ตั้งผู้ไต่สวนอิสระกับ ป.ป.ช.)
เรื่องนี้หลายฝ่ายในสังคมกังขาอย่างมาก ทำให้เริ่มมีการยื่นร้องเรียนเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบมติของ ป.ป.ช.เพิ่มเติมแล้ว ได้แก่
1.ศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส. และ รมว.คมนาคม ไม่ได้จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 211 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 5 หรือไม่
2.สส.พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ สว.กลุ่มอิสระ เตรียมเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อขอให้ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณียกคำร้องกล่าวหา “ศักดิ์สยาม” แล้ว
บทสรุปในคดีสุดท้ายกล่าวหา“ศักดิ์สยาม”จะออกมาในรูปแบบไหน หากมีคำวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา ที่ค้านสายตาสาธารณชน-คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญขึ้น คงยากที่จะลบครหา “2 มาตรฐาน” ได้


