ถึงคิวปรับทัพพรรคกล้าธรรม ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่1/2569 หลังเสร็จศึกเลือกตั้ง
แม้บทบาทของพรรคจะไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง ต้องรับสภาพกับความเป็นฝ่ายค้านแบบไม่คาดคิด แต่ในทางการเมืองต้องเดินหน้าต่อไป กับภารกิจเดินหน้ารันพรรคตรวจสอบรัฐบาล
กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ 21 คน ตำแหน่งสำคัญของ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” จากประธานที่ปรึกษาพรรค ขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่เต็มตัว แทนนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ขยับไปเป็นเหรัญญิกพรรค ส่วนเลขาฯ พรรค ยังตามเดิม คือไผ่ ลิกค์
ในส่วนของกรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ เป็นนายทะเบียนพรรค อิทธิ ศิริลัทธิยากร ณภาภัช อัญชสาณิชมน จรัญ จันทร์แก้ว สุชาติ อุสาหะ ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ พลเรือโทนิรัตน์ ทากุดเรือ นิกร ซัจเดว ภาคภูมิ บูลย์ประมุข (ผู้อำนวยการพรรค)
ภูรินทร์ เชิดชื่น สมศักดิ์ แสงอารยะกุล อัครแสนคีรี โล่ห์วีระ อามินทร์ มะยูโซ๊ะ จตุพร กมลพันธ์ทิพย์ ประมวล พงศ์ถาวราเดช เจนจิรา รัตนเพียร สะถิระ เผือกประพันธุ์ และไพโรจน์ ตันบรรจง
ขณะที่ รองหัวหน้าพรรคฯ 12 คน ประกอบด้วย สุรินทร์ ปาลาเร่ บุญยิ่ง นิติกาญจนา อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อัครา พรหมเผ่า นัจมุดดีน อูมา เอกราช ช่างเหลา นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ พงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ องอาจ วงษ์ประยูร รัชนี พลซื่อ และสินธพ แก้วพิจิตร โดยโฆษกพรรค คืออดีตรัฐมนตรี อย่างอรรถกร ศิริลัทธยากร
นอกจากนั้น ยังมีการวางตัวบุคคลรับผิดชอบพื้นที่ 9 ภาคทั่วประเทศ คล้ายโมเดลสมัยพรรคพลังประชารัฐ รวมถึงหัวหน้าสาขา และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ซึ่งล้วนเป็นเบอร์ใหญ่ ได้แก่ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ปวีณา หงสกุล และประจวบ วงศ์สุข
งานนี้ “ธรรมนัส” เปิดใจทันทีหลังรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ช่วงหนึ่งว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พรรคกล้าธรรม ถ้าเป็นสาวก็คงบอบช้ำหมดแล้ว กว่าจะได้แต่งงาน เพราะถูกโจมตีมาตลอด แต่ท้ายสุด พรรคเราโต ได้ สส.เขต 56 เขต เราไม่ได้ล้มช้าง แต่น่าจะล้มอะไรที่ใหญ่กว่าช้าง วาฬ
“ถ้าเราลงลึกไปที่ผู้สมัคร สส.แถวสอง มี 45 คนที่แพ้หลักร้อย ถ้ามีเวลามากกว่า 28 วัน เราน่าจะได้ สส.มาเป็น 100 คน และถ้าเจาะลึกลงไปผู้สมัครแถวสาม คะแนนหลักหมื่นอีกประมาณ 30 คน รวมแล้ว 130 กว่าคน โตไวจนน่ากลัว”
กล้าธรรมในฐานะฝ่ายตรวจสอบในสภาฯ หลายฝ่ายก็อยากเห็นฝีไม้ลายมือในการติดตามการทำงานรัฐบาล ว่าจะเข้าตาประชาชนมากน้อยแค่ไหน ท่ามกลางข้อสังเกตว่าพรรคสีเขียว เป็นฝ่ายค้านรอร่วม(รัฐบาล) หรือฝ่ายคอย
เรื่องนี้เป็นบทพิสูจน์ของพรรคกล้าธรรม โดยเฉพาะตัวของธรรมนัส อย่างแท้จริง จนผู้กองต้องประกาศต่อหน้าลูกพรรค ว่ามีความภาคภูมิใจในการทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน เรามาทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านเราก็ทำได้ การเป็นนักการเมืองต้องถนัดทุกอย่าง เราอยู่ฝ่ายบริหารนานเกินไป อยู่ตั้งแต่ปี 62 จนถึงต้นปี 69 อาจจะไม่ชินกับการเป็นฝ่ายค้าน แต่นักการเมืองต้องมีหลักการ ผมก็มีหลักการของผม
ธรรมนัส ระบุอีกว่า หลังจากที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นฝ่ายค้านแน่นอนแล้ว เราก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและข้าราชการ ยุคนี้ระวัง สถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้เป็นอย่างไร สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนเป็นอย่างไร เรานำเสนอได้ว่ารัฐควรทำเรื่องไหน หรือไม่ควรทำเรื่องไหน แต่หากนำเสนอแล้วไม่ทำก็ต้องเข้าสู่กระบวนการที่จะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือตรวจสอบของการทำงานของรัฐบาล นั่นคือหน้าที่ของเรา
“เราจะไม่เอาเรื่องส่วนตัว เราจะไม่เอาความแค้นส่วนตัวว่า ใครเคยรักกัน ไม่รักกันแล้ว ทำไมไม่ใช้บริการเรา มาเป็นเงื่อนไขในการทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านอย่างเด็ดขาด เราทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายแค้น นักวิชาการหลายคนให้ความเห็นว่า เป็นฝ่ายคอย แต่จริงๆ ไม่ใช่ เรามีศักดิ์ศรีของการเป็นนักการเมือง มาถึงจุดนี้ เราจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้ดีที่สุด”
งานนี้“ธรรมนัส”ประเดิมเปิดหัวชำแหละรัฐบาลไปดอกหนึ่งว่า ภัยเศรษฐกิจไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่สงคราม แต่คือการบริหารประเทศที่ผิดทาง


