"เลขากกต." เผย คดีฮั้วสว. มีลักษณะพิเศษ รวมทุกคำร้องเป็นสำนวนเดียว ล่าสุดมี 9หมื่นหน้า อยู่ในชั้นเสนอ กกต. รอพิจารณา ย้ำระบบเลือกตั้งกกต.เข้มแข็ง แทรกแซงไม่ได้
ที่วุฒิสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นผู้นำเสนอรายงานและชี้แจงตอบคำถามที่สว.ซักถาม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายของสว. ได้ตั้งคำถามต่อการปรับปรุงการทำงานของกกต. หลังจากการเลือกตั้ง เมื่อ 8 ก.พ. ที่ผ่านมาพบหลายประเด็นที่สร้างข้อกังขาต่อการทำงานของกกต. โดยเฉพาะการออกแบบให้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่คาดว่าจะกระทบต่อการออกเสียงเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ขณะเดียวกันยังตั้งคำถามต่อกรณีการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ที่ล่าช้า ที่ทำให้สาธารณะมองภาพของ กกต. ว่ามีฝักฝ่ายใดและทำงานไม่อิสระหรือไม่
นอกจากนั้นแล้วในการอภิปรายของสว.สีน้ำเงิน ได้แก่ พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. ได้อภิปรายสนับสนุนกกต. ตอนหนึ่งว่า ตนเห็นใจ กกต. โดยการทำงานที่ผ่านตามที่รัฐธรรมนูญกำหนนดนั้นดีแล้ว แต่บังเอิญคนไม่เหมือนกัน ความเห็นไม่ใช่กฎหมาย ทั้งนี้ตนขอให้ กกต.ใช้ความกล้าหาญ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญให้อำนาจ กกต. เต็มที่ กกต.ต้องทำให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญให้อำนาจการทำงานร่วมกับ 9 องค์กรอิสระ ขอให้กกต.ใช้องค์กรเหล่านั้น อย่าใช้องค์กรที่มีมีศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมายของกกต. มาทำงาน ส่วนประเด็นที่มี สว.บางคนอภิปรายเรื่องฮั้วสว. ตนมองว่าไม่ควรใช้คำนั้นเพราะไม่มีในกฎหมาย อย่างไรก็ดีตนขอให้สว.เคารพกฎหมาย เคารพกติกาบ้านเมือง อย่าใช้คำพูดไม่สุภาพ ทั้งนี้การทำงานต้องรู้หน้าที่ กกต. ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญให้ดี ก็จะจบได้
จากนั้น นายแสวง ชี้แจงว่าการเลือกตั้งคือการแข่งขันที่ต้องให้ความสำคัญกับกติกา ซึ่งหลักการของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมายถึง การเลือกตั้งที่ประชาชนเป็นผู้เลือก ดังนั้นผลการเลือกตั้ง คือผลที่มาจากพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งและ ประชาชนนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วน กกต. เป็นผู้ออกแบบการเลือกตั้ง ให้สุจริต เที่ยงธรรม ดังนั้นการเลือกตั้งดีหรือไม่ดีต้องรับผิดชอบร่วมกัน
“หลักการจัดการเลือกตั้ง กกต. ยืนยันว่าได้ออกแบบระบบที่เข้มแข็ง อำนวยความสะดวกให้เรียบร้อย คำนึงถึงความโปร่งใส อย่างไรก็ดีในประเด็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับนั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในชั้นศาลผมไม่ขอก้าวล่วง และผมขอไปชี้แจงที่ศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่บอกว่ามีความผิดพลาด 50% นั้นข้อเท็จจริงคือ ผิดพลาด 50 แห่งจาก 1แสนหน่วยทั้งนี้ในวันเลือกตั้ง ประชาชนเห็นอย่างไร กกต.ก็เห็นอย่างนั้น โดยวันเลือกตั้งไม่มีพนักงานของสำนักงาน กกต. เป็นเจ้าหน้าที่เลือกตั้งแม้แต่คนเดียว ส่วน กปน. คือประชาชนที่อาสาเข้ามา 1.6แสนคน ส่วนประชาชนที่เลือกตั้ง 52 ล้านคน ดังนั้นการเลือกตั้งผู้สมัคร และพรรคการเมืองทำร่วมกัน ขณะที่ กกต.ทำให้การเลือกตั้งเรียบร้อย โปร่งใส ซึ่งขั้นตอนที่เกิดขึ้นอธิบายได้ว่าไม่มีความไม่โปร่งใสในสิ่งที่ทำ” นายแสวง ชี้แจง
นายแสวงชี้แจงต่อว่า ส่วนความพยายามหรือการกระทำที่ทุจริตนั้นระบบตรวจสอบได้ ขณะที่การเลือกตั้ง กกต. คำนึงหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน มีประชาชน ผู้แทนพรรคการเมืองเข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งได้ รวมถึงองค์กรเอกชนร่วม แสนคน ส่วนที่เกิดข้อผิดพลาดนั้น ยืนยันว่าไม่เกิดจากระบบ เพราะตัวระบบแข็งแรง ไม่สามารถแทรกแซงการเลือกตั้งได้ ส่วนประเด็นที่มีคำถามว่า กกต.ฟ้องปิดปากประชาชน ว่า กกต.คำนึงถึงการใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่กระทำไป แยกระหว่างคนทำผิด กับการใช้สิทธิ เสรีภาพ ดังนั้นเมื่อมีคนที่ไม่ใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กกต.มีหน้าที่ปกป้องให้การเลือกตั้งเรียบร้อย
นายแสวง ชี้แจงต่อว่าการทำสำนวนของ กกต. นั้นมีเวลาเร่งรัดทุกสำนวน ให้เสร็จภายใน 1 ปี แต่มีคดีที่ต้องใช้เลาเกิน เพราะมีสำนวนที่เป็นลักษณะพิเศษ มีความซับซ้อน ต้องนำคำร้องทุกคำร้องที่มีผู้ร้องเป็นรายกรณีมารวมในคำร้อง ดังนั้นจึงมีเอกสาร พยานหลักฐานมาก เกือบ 9หมื่นหน้า ขณะนี้อยู่ในชั้นเสนอ กกต. พิจารณา
“กกต.ได้เร่งรัดสอบสวนทุกสำนวนและนอกจากเร็ว ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องด้วย คดีเลือกตั้งไม่เหมือนคดีทั่วไปหรืออาญา ที่มีประจักษ์พยานชัดเจน แต่คดีเลือกตั้งบางคร้ัง ในการข่าว พอทราบว่าอะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่นำไปสู่ชั้นศาลต้องมีพยานหลักฐาน รับฟังพยานจนปราศจากข้อสงสัย” นายแสวง ชี้แจง
นายแสวง ยังชี้แจงต่อประเด็นการออกเสียงประชามติ ว่า หลังจากที่ได้ผลแล้วเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะดำเนินการ โดยประชาชนและสภาต้อตรวจสอบรัฐบาลเอง เพราะไม่อยู่ในอำนาจ กกต. ที่มีอำนาจแค่จัดการอกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยเรียบร้อย


