วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569

Login
Login

วิกฤติร้อนเซาะกร่อน ‘รัฐบาล ภท.’ ปชน.ขยี้ ‘2 มาตรฐาน’ ฟื้นตำนาน ‘ครม.เงา’

วิกฤติร้อนเซาะกร่อน ‘รัฐบาล ภท.’ ปชน.ขยี้ ‘2 มาตรฐาน’ ฟื้นตำนาน ‘ครม.เงา’

“วิกฤตินิติธรรม” ที่กำลังเซาะกร่อน “รัฐบาลภูมิใจไทย” ทำให้เกิดคำถามว่า ตามความตั้งใจเดิมของ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ประกาศกลางสภาฯ ในวันแถลงนโยบาย โดยหวังว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอม 4 ปี จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ อย่างไร 

จริงอยู่ภายใต้ “ดุลอำนาจ” ของรัฐบาลที่เบ็ดเสร็จบนกระดานการเมือง คุมทุกองคาพยพไว้ในมือ ไหนจะ “สัญญาณพิเศษ” ที่คอยโอบอุ้มบัลลังก์ บนตึกไทยคู่ฟ้าของ“นายกฯหนู”  

ทว่า ภายใต้ “วิกฤติเศรษฐกิจ” ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ วัดฝีมือรัฐบาลแล้ว ยังต้องเผชิญความท้าทายจาก “วิกฤตินิติธรรม” ในคดีการเมือง ที่ถูกตั้งคำถาม ท่ามกลางข้อครหาเอื้อพวกพ้อง ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่น

ทั้ง “คดีฮั้ว สว.” ที่ถูกตัดจบโดยที่ “ผู้ถูกกล่าวหา” ทั้ง 229 คน จำนวนนี้มีบรรดา “ซูเปอร์คีย์แมน” สีน้ำเงิน ทั้ง “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่สีน้ำเงิน “อนุทิน ” ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรค “ไม่มีมูลความผิด”

"คดีเขากระโดง" ที่ถูกแช่แข็ง อยู่ในกระบวนการพิจารณาชั้นต่างๆ หรือแม้แต่กรณี ป.ป.ช.มีมติ “ยกคำร้อง” คดีที่ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม น้องชาย “ครูใหญ่เนวิน” ถูกกล่าวหาคดีซุกหุ้น หรือใช้นอมินีถือหุ้นแทน ในหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลง

ที่แม้ ล่าสุด ป.ป.ช.จะชิงสยบครหา 2 มาตรฐานคดีการเมือง โดยอ้างว่า ศักดิ์สยามได้โอนหุ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนเข้ารับตำแหน่ง ผลการตรวจสอบไม่พบพยานหลักฐานว่า อดีต รมว.คมนาคมใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงกระบวนการจัดซื้อ จัดจ้าง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ หจก.บุรีเจริญฯ อีกทั้งการพิจารณาดังกล่าวมีการพิจารณาคนละประเด็นกับศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่การ “ฉีกมติ” ศาล 

 อดีตผู้พิพากษาชำแหละ 3 ปมสงสัย

ทว่าคำชี้แจงของ ป.ป.ช.กลับยิ่งเพิ่มสารพัดข้อสงสัยใหม่ โดยเฉพาะความเห็นจาก “วัส ติงสมิตร” อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา อ่านปรากฏการณ์คำวินิจฉัย ป.ป.ช. ที่จะกลายเป็นบททดสอบ “มาตรฐานการตรวจสอบ” ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอย่างป.ป.ช.จาก 3 ปม  

1.เรื่อง “นิติกรรมสมบูรณ์ทางทะเบียน” มติ ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับการจดทะเบียนโอนหุ้นในปี 2561 ว่าถูกต้องตามรูปแบบกฎหมายแพ่ง 

ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย (ที่ 1/2567) ไว้ชัดเจนว่านี่คือ “นิติกรรมอำพราง” แม้รูปแบบภายนอกจะดูเหมือนมีการโอนจริง แต่โดยพฤติการณ์ทางภาษี และรายได้ของผู้รับโอน พบว่าไม่มีความสามารถในการซื้อหุ้นจริง

2. เส้นทางการเงิน มติ ป.ป.ช. มองว่ามีการชำระเงินค่าหุ้นเสร็จสิ้นแล้ว 

ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ให้เห็น “วงจรเงินไหลวน” ว่าเงินที่นำมาซื้อหุ้นแท้จริงแล้วหมุนเวียนมาจากกระเป๋าของ “ศักดิ์สยาม” 

3. เจตนาปกปิด มติ ป.ป.ช. เชื่อว่าศักดิ์สยามเข้าใจโดยสุจริต ว่าโอนหุ้นไปแล้วจึงไม่ได้ยื่นในบัญชีทรัพย์สิน 

ข้อโต้แย้ง หากศักดิ์สยามเป็นผู้วางแผน และจัดสรรเงินนำมาซื้อหุ้นของตนเอง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะ “เข้าใจโดยสุจริต” 

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการพิจารณาคดีของ ป.ป.ช. ที่ไม่เพียงสวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับกรณีที่ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อเอาผิด “44 อดีต สส.” พรรคก้าวไกล ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไข มาตรา 112 ที่แม้ล่าสุดศาลฎีกามีคำสั่ง “รับคำร้อง” คดีดังกล่าว แต่ไม่สั่งให้ “10 สส.” หยุดปฏิบัติหน้าที่  

ภายใต้ฉาก “นิติสงคราม” ที่มีความเหมือนใน “คดีจริยธรรมนักการเมือง”  แต่ต่างกันตรงที่ ฝั่งหนึ่งอยู่ในสถานะฝ่ายบริหาร อีกฝั่งอยู่ “ขั้วฝ่ายค้าน” ในสภาฯ และกำลังเผชิญวิบากกรรม ที่อาจนำไปสู่เกมล้างกระดานครั้งที่ 3 ในรอบ 7 ปี 

 เขย่า 2 มาตรฐาน-ฟื้นตำนาน“ครม.เงา”

ทำให้เวลานี้เห็นสัญญาณชัดถึงจังหวะรุกคืบ ของ“พรรคส้ม” อาศัยจังหวะที่ ป.ป.ช.กำลังถูกถล่ม ประเด็น“2 มาตฐาน” ขยี้ไปถึง“เกมฮั้ว” ระหว่าง 3 เสาอำนาจ ทั้งบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ 

ทั้งการใช้สิทธิตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ ร่วมกันเข้าชื่อ สส.ในสภา 1 ใน 5 หรือ 140 คน เสนอต่อประธานสภาฯ ให้ส่งไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 

รวมถึงการผลักดันการแก้ไขมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ ยกเลิกการใช้ดุลยพินิจของประธานสภาฯ ในการพิจารณาว่าจะส่งหรือไม่ส่งชื่อ สส. เข้าชื่อกัน ขอให้ตรวจสอบองค์กรอิสระ หรือล่าสุด คือการตั้ง “ครม.เงา” ในเวอร์ชั่นสีส้ม เพื่อตรวจสอบรัฐบาล   

สำหรับโมเดล “ครม.เงา” ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ หากพลิกประวัติศาสตร์การเมือง มีการตั้ง ครม.เงา มาแล้ว 2 ครั้ง 

ครั้งแรก ในช่วงปี 2551 ยุครัฐบาลพรรคพลังประชาชน มี “สมัคร สุนทรเวช” เป็นนายกฯ ต่อเนื่องไปถึงยุครัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ 

ถัดมาคือปี 2554  “ครม.เงา” ยุครัฐบาลเพื่อไทย ที่มี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นนายกฯ 

โดย "ครม.เงา" 2 ครั้ง เกิดขึ้นโดยพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านในสภาฯ มี“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นหัวหน้าพรรค และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ทั้ง 2 ครั้ง

 จึงน่าจับตาว่า จาก ครม.เงา เวอร์ชันสีฟ้า ที่กลับมาในเวอร์ชันสีส้ม ในวันที่พรรคประชาชน และประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้าน จะมีความเหมือน หรือแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด   

อิสรภาพ “ทักษิณ” เปลี่ยนฉาก ภท.-พท.? 

ขณะเดียวกันต้องจับตาฉากการเมือง ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” นายใหญ่เพื่อไทย คืนสู่อิสรภาพ จะได้รับการพักโทษจากเรือนจำ 11 พ.ค.2569 นี้ 

เมื่อความสัมพันธ์ระหว่าง “นายใหญ่” และ “ครูใหญ่” ที่แม้เวลานี้ทั้งเพื่อไทย และภูมิใจไทยจะร่วมรัฐบาลกัน แต่เบื้องลึกต่างฝ่ายต่างต้องการอำนาจเหนืออีกฝ่าย 

ภายใต้ปมร้าวในอดีต และปมลึกในปัจจุบัน ทำให้เกิดคำถามว่า ถึงเวลานี้บาดแผลระหว่าง “2 ผู้มากบารมี” บรรเทาเบาบางไปมากน้อยเพียงใด    

โดยเฉพาะเกมแค้นรอเอาคืน ที่รอจังหวะเพลี่ยงพล้ำ เข้าซ้ำ เพื่อทำให้รัฐบาลภูมิใจไทย “อายุสั้นกว่าที่คิด เมื่อเป้าหมายหลักคือ การเปลี่ยนฉาก” น้ำเงิน  กลับมาเป็น “แดง” ให้ได้ โดยมี “ส้ม” ซุ่มซ่อนเป็นแนวร่วม 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์