การประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเพื่อไทย วันที่ 24 เม.ย.2569 มีการปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค เพิ่มเติมจากทีมเดิม รวม 29 คน โดยในจำนวนนี้ มีการเติมเข้ามาอีก 13 คน
สำหรับตำแหน่งหลัก “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ยังนั่งหัวหน้าพรรค เช่นเดียวกับ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เก้าอี้เลขาธิการพรรค ยังมั่นคง
แม้จะมีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า ดร.เชน “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” อาจขยับเข้ามานำพรรค แต่เมื่อมีการประเมินสถานการณ์ในเวลานี้ ยังไม่จำเป็นต้องใช้ทายาทชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์ มายืนหัวแถว ให้ตกเป็นเป้า
อีกทั้งเจ้าตัว ต้องการโฟกัสกับงานในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ที่เป็นเป้าหมายสำคัญในการทำผลงาน
ดังนั้น การรีเซตโครงสร้างพรรคเพื่อไทย จึงเป็นการปรับองคาพยพกรรมการบริหารพรรค ปรับยุทธศาสตร์การเมือง เพื่อแก้ปัญหาที่พลาดพลั้งไป จากการถอดบทเรียนการเลือกตั้งครั้งหลังสุดวันที่ 8 ก.พ.2569
สอดคล้องกับ “หัวหน้าหนิม” ที่กล่าวในที่ประชุมใหญ่ของพรรค หลังจาก 2 เดือนที่ผ่านมา ได้ถอดบทเรียน รับฟังเสียงของคนในพรรครับฟังสังคม ทั้งแฟนคลับ สมาชิกพรรค และผู้เห็นต่างได้รับข้อมูลจำนวนมาก และได้เรียนรู้ความผิดพลาด เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
“พรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วที่ประกาศโครงสร้างการทำงานชุดใหม่ ที่มุ่งให้ทุกปัญหามีเจ้าของ และทุกพื้นที่มีคนดูแล ตั้งแต่ระดับนโยบาย ถึงระดับภูมิภาคทั่วประเทศ แต่เมื่อยังต้องเดินต่อ หยุดไม่ได้ เราจึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งโครงสร้าง ระบบงาน บุคลากร เทคโนโลยี ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้พรรคยังเดินหน้าต่อไปได้”
ปฏิเสธไม่ได้ว่า สาเหตุส่วนหนึ่ง เพื่อไทยพ่ายกระแสชาตินิยม ที่คู่แข่งอย่างภูมิใจไทยได้เปรียบ ปลุกกระแสอย่างหนักในภาคอีสาน จนเหลือ สส.ต่ำร้อยเป็นครั้งแรก ลดระดับเป็นพรรคอันดับ 3
ในจำนวน 74 สส. เหลือ สส.เขต เพียง 58 ที่นั่ง ซึ่งในจำนวน สส.เขต เป็น สส.ในภาคอีสาน 43 ที่นั่ง เสียแชมป์อีสาน นับแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย จนมาถึงพรรคเพื่อไทย อีกทั้งคะแนนนิยมที่วูบลง จึงได้ สส.บัญชีรายชื่อมาเพียง 16 ที่นั่ง
โฉมหน้ากรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่ ได้จัดวางแม่ทัพ สส.ในแต่ละภาค ผสมผสานไปด้วย สส.คนรุ่นใหม่ หรือนิวเจน กับ สส.หลายสมัย ที่เป็นรุ่นกลางไปจนถึงรุ่นใหญ่ มีประสบการณ์ในสภาฯ ในสนามเลือกตั้ง เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค จะมีตำแหน่งประธานภาค พ่วงด้วย ดังนี้
วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคเหนือบน ณัฐธิดา เทพสุทิน รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคเหนือล่าง
มนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคอีสานบน จิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคอีสานกลาง
สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคอีสานล่าง
สรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคกลาง ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รองหัวหน้าพรรค และประธานภาค กทม.
ก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรค และประธานภาคใต้
จะเห็นได้ว่า ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ที่กำกับภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง เป็นการวางขุนพลคนสำคัญ เพื่อตรึงกำลังในพื้นที่ สส.สีแดง
อาทิ “ณัฐธิดา เทพสุทิน” สส.บัญชีรายชื่อ ลูกสาวของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แห่งเมืองสุโขทัย ขึ้นแท่นรองหัวหน้าพรรค และประธานภาคเหนือล่าง
เช่นเดียวกับการขยับ “มนพร เจริญศรี” สส.นครพนม 4 สมัย อดีต รมช.คมนาคม ที่ทำแต้มเลือกตั้งสูงสุด ติดท็อปไฟว์ค่ายแดง
“มนพร” คือมือทำงานของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ได้ขยับจาก รองหัวหน้าพรรค ประธานภาคอีสานตอนกลาง ขึ้นมาเป็นประธานภาคอีสานตอนบนเต็มตัว แทน“เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล” สส.เลย 3 สมัย ที่จากตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2
นอกจากนี้ การตั้ง “จิราพร สินธุไพร” สส.ร้อยเอ็ด 3 สมัย สายตรง “แพทองธาร” เป็นรองหัวหน้าพรรค และประธานภาคอีสานกลาง ยังสะท้อนให้เห็นถึงความแนบแน่นกับศูนย์กลางอำนาจในพรรค
อีกส่วน คือ รองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ ชูศักดิ์ ศิรินิล ด้านกฎหมาย เผ่าภูมิ โรจนสกุล ด้านวิชาการ พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ด้านข้อมูล และกิจการพิเศษ จักรพงษ์ แสงมณี ด้านการต่างประเทศ ศรัณย์ ทิมสุวรรณ ด้านกิจการสภา อีกทั้งยังมีแถวเล็กถัดมา ทีมรองเลขาธิการพรรคฝ่ายต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงวันประชุมใหญ่ ตำแหน่งต่างๆ ได้ถูกจัดวางไว้เรียบร้อย ผ่านคีย์แมนแม่ทัพเพื่อไทย บนโต๊ะดินเนอร์ในช่วงค่ำของวันที่ 21 เม.ย.2569 โดย “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” กุนซือทางการเมืองของ “มาดามอิ๊งค์” เปิดภาพศูนย์กลางอำนาจค่ายแดง “แพทองธาร ชินวัตร” นั่งตรงกลางโต๊ะอาหาร ขนาบข้างด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และรายล้อมไปด้วยแกนนำพรรค และทีมนักรบห้องแอร์
ตั้งแต่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน หัวหน้าพรรค ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เลขาธิการพรรค สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชูศักดิ์ ศิรินิล ภูมิธรรม เวชยชัย สมศักดิ์ เทพสุทิน จาตุรนต์ ฉายแสง สุทิน คลังแสง วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สรวงศ์ เทียนทอง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรค
เวลาต่อมา “ภูมิธรรม” โพสต์เฟซบุ๊กถอดรหัส ถึงการรวมตัวของคีย์แมนกุนซือพรรคเพื่อไทยว่า "ทุกคนยังคงมีสิ่งที่เหมือนกัน คือ หัวใจ ที่ไม่เคยเปลี่ยน หัวใจของการทำงานการเมืองที่ยึด ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”
ในส่วนนี้ อยู่ในโครงสร้าง คณะที่ปรึกษาพรรค 7 คน ประกอบด้วย แพทองธาร ยศชนัน สุริยะ สมศักดิ์ เทพสุทิน ภูมิธรรม พรหมินทร์ และเทวัญ ลิปตพัลลภ
การวางหมากใหม่ของเพื่อไทย ต่อหลังจากนี้จะเป็นการขยับ 2 ขา โดยมีมันสมอง คณะกุนซือของพรรควางยุทธศาสตร์ ให้กับกรรมการบริหารพรรค ที่ผสมด้วยคนรุ่นใหม่ รุ่นกลาง และรุ่นใหญ่
ขณะเดียวกัน กรรมการบริหารพรรคยังต้องทำงาน สอดประสานไปกับรัฐมนตรี 8 คนของพรรค ที่บริหาร 5 กระทรวง เพื่อต่อยอดการเมือง
ล่าสุดจึงได้เห็นรัฐมนตรีค่ายแดง ชุดแรกประเดิมนำร่องลุยพื้นที่ กู้เรตติ้งทันที นำโดย “รองนายกฯ ยศชนัน” ผูกผ้าขาวม้าควง “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมว.แรงงาน วัชระพล ขาวขำ สส.อุดรธานี และรมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.อุดรธานี เมื่อ 25 เม.ย.69
ฉายภาพขุนพลค่ายแดง เดินหน้าโปรโมตงาน ในจังหวะที่พรรคสีน้ำเงิน กำลังโดนมรสุมวิกฤติพลังงานโหมกระหน่ำ ซึ่งก็เป็นข้อดี ที่พรรคร่วมรัฐบาลเบอร์รองไม่ตกเป็นเป้า เหมือนช่วง 2 นายกฯ เศรษฐา และแพทองธาร
ขณะที่รองหัวหน้าพรรค ภาคอีสาน ระบุถึงยุทธศาสตร์ว่า จะได้เห็นรองหัวหน้าพรรค ในฐานะประธานภาค ลงพื้นที่พร้อมกับรัฐมนตรีของพรรค โดยเน้นไปในพื้นที่ ที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรคเพื่อไทยมากขึ้น รวมทั้งจะตรึง สส.ในพื้นที่ และนำโครงการต่างๆ ไปต่อยอดให้กับ สส.ของพรรคด้วย
โดยเร็ววันนี้ สส.เพื่อไทยในภาคอีสาน 13 จังหวัดทั้งหมด จะเตรียมดาวกระจายรุกหนักลงพื้นที่ประกบรัฐมนตรีของพรรคเพื่อจัดอีเวนต์เรียกคืนศรัทธา ซึ่งพรรคเพื่อไทย มี สส.เขต 58 คนใน 23 จังหวัด แบ่งเป็น อีสาน 13 จังหวัด เหนือ 5 จังหวัด และกลาง 5 จังหวัด
ต้องยอมรับ เพื่อไทยพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งใหญ่เที่ยวล่าสุด โดยจุดสลบ คือ “นายใหญ่” ถูกตัดกำลัง ถูกคุมขังในเรือนจำ ทำให้ประสิทธิภาพในการคุมเกม หน้างานสนามเลือกตั้ง ดูอ่อนกำลังลงอย่างชัดเจน แม้เจ้าของพรรค และนายทุน จะทุ่มสรรพกำลังอย่างหนักกว่าทุกครั้งก็ตาม
ทว่า เมื่อได้ร่วมรัฐบาล ครม.น้ำเงินผสมแดง จึงเป็นโอกาสของเพื่อไทย ในการสร้างผลงาน ผ่านกระทรวงสายสังคม วิทยาศาสตร์ การศึกษา และขายแบรนด์ชินวัตร ที่เคยจับต้องได้ ซึ่งถือเป็นการเดิมพันพลิกฟื้นเรตติ้งของพรรคให้มีโอกาสขึ้นไปถึง สส.หลักร้อยอีกครั้ง ในขณะที่พรรคภูมิใจไทย ไม่ถนัดในเกมสร้างผลงาน ผ่านฝ่ายบริหารเบอร์หนึ่ง
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีเจนใหม่ สายตรงชินวัตร ก็ต้องเร่งสร้างผลงาน ควบคู่ไปกับการรับฟังเสียงของ สส.แต่ละพื้นที่ด้วย หากไม่ผ่านเคพีไอ ย่อมมีโอกาสถูกปรับออกรอบหน้า ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่ สส.ว่า ศูนย์กลางอำนาจเพื่อไทย ยังอยู่ภายใต้ตระกูลชินวัตร เบ็ดเสร็จ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


