ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น้องชาย “ครูใหญ่” ยังคงดังหนาหู เนื่องจากมติดังกล่าว สุ่มเสี่ยงสวนทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติข้างมากให้ “ศักดิ์สยาม” พ้นเก้าอี้รัฐมนตรี เนื่องจากมีพฤติการณ์ให้ “นอมินี” ถือครองหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทน
เงื่อนปมที่น่าสนใจ สำนักงาน ป.ป.ช.ออกเอกสารข่าวชี้แจง (Press Release) โดยไม่ได้ตั้งโต๊ะแถลงให้สื่อซักถาม อ้างว่า สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้เชื่อในคำให้การของ “ศักดิ์สยาม” ส่งผลให้เขา “พ้นบ่วง” คดีจงใจปกปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน นั่นคือ เพิ่งทราบว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของตัวเอง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย
หลังจากนั้น “ศักดิ์สยาม” พยายามทวงหุ้นดังกล่าวกลับมาเป็นของตัวเองตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทว่า “นาย ศ.” บุคคลที่ได้รับโอนหุ้นไป 119.5 ล้านบาท ไม่ยอมคืนให้ โดยอ้างว่า ได้ซื้อหุ้นดังกล่าวมาโดยชอบ ทำให้เกิดการฟ้องร้องกันขึ้นที่ศาลจังหวัดนนทบุรี
ทว่าในที่สุดมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันขึ้นในชั้นศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดย “ศักดิ์สยาม” ไม่เอาหุ้นดังกล่าวคืน และยอมรับว่า “นาย ศ.” เป็นผู้ถือหุ้นดังกล่าว และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการใน หจก.บุรีเจริญฯ เช่นเดิม เนื่องจากมีการซื้อขายกันเกิดขึ้นไปแล้ว แต่ขอให้ “นาย ศ.” ซื้อที่ดินของตัวเอง จำนวน 19 แปลง 323 ไร่ 373 ตารางวา แก่นาย ศ. แบบเหมายกแปลง รวมเป็นเงิน 51,505,267 บาท หลังจากนั้น “ศักดิ์สยาม” ได้ยื่นปรับปรุงบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแก่ ป.ป.ช.ในเวลาต่อมา
แต่เงื่อนปมที่น่าสนใจ และยังคงค้างคาใจต่อสาธารณชนว่า ไฉน ป.ป.ช.จึงไม่นำมาประกอบสำนวนการพิจารณา นั่นคือกรณี “เส้นทางเงิน” ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ชำแหละเอาไว้อย่างละเอียดยิบ มีการโอนเงินผ่านหลายชั้น และซับซ้อน ในการซื้อขายหุ้นดังกล่าว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเชื่อว่า เงินที่ “นาย ศ.” นำมาซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ 119.5 ล้านบาทนั้น คือเงินของ “ศักดิ์สยาม” เอง
แถมประวัติพื้นเพ “นาย ศ.” ก่อนหน้านี้คือ “ลูกจ้าง” ในบริษัทเครือข่าย “ตระกูลชิดชอบ” แถมปรากฎข้อเท็จจริงในการเบิกบิลค่าน้ำมัน เขียนในใบเสร็จว่า “ติดตามนาย” นอกจากนี้ประเด็นที่ตั้งของ หจก.บุรีเจริญฯ เดิมใช้ที่อยู่เดียวกับ “ศักดิ์สยาม” เพิ่งมาแจ้งย้ายที่อยู่ใหม่ ไปใกล้ ๆ ที่เดิม ก่อนที่ “ศักดิ์สยาม” ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม เพียง 23 วันเท่านั้น
สำหรับที่มาที่ไปของ หจก.บุรีเจริญฯ ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า
เมื่อปี 2539 ศักดิ์สยาม และ พ.ต.ต.เพิ่มพูน ชิดชอบ (ยศขณะนั้น) คือผู้ร่วมก่อตั้ง และร่วมลงหุ้น หลังจากนั้นศักดิ์สยามได้ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนเมื่อปี 2540 กระทั่งปี 2558 ได้กลับมาเป็นหุ้นส่วนใหญ่อีกครั้ง ต่อมาในปี 2560 มี เอกราช ชิดชอบ เข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วน หลังจากเมื่อปี 2561 ศักดิ์สยาม ได้โอนหุ้นให้แก่ “นาย ศ.” มูลค่าหุ้น 119 ล้านบาทเศษ
ต่อมาในช่วงปี 2558 ที่ศักดิ์สยาม กลับมาเป็นหุ้นส่วนใหญ่ใน หจก.บุรีเจริญฯ ได้มีการเปลี่ยนที่ตั้งมาเป็น เลขที่ 30/2 ม.15 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งตรงกับที่อยู่ของศักดิ์สยาม ที่แจ้งในบัตรประจำตัวประชาชน และแจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยระหว่างปี 2558-2562 หรือราว 4 ปี หจก.บุรีเจริญฯ ใช้ที่ตั้งดังกล่าว ซึ่งเป็นที่อยู่เดียวกับศักดิ์สยามมาโดยตลอด
หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2562 มีการเปลี่ยนที่ตั้ง หจก. มาเป็นเลขที่ 30/17 ม.15 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ โดยเกิดขึ้นก่อนหน้าที่ศักดิ์สยามจะได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 2/1 เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2562 ราว 23 วัน
แต่เงื่อนปมสำคัญซึ่งยัง “ไม่เคลียร์” คือ
1.ศักดิ์สยาม ระบุว่า มีการขายหุ้นให้กับ “นาย ศ.” โดยแบ่งเป็นการโอนเงิน 3 ครั้ง ตามเอกสารสลิปการโอนเงินผ่านธนาคารธนชาต 3 ฉบับ ได้แก่ ส.ค. 2560 จำนวน 35 ล้านบาท ก.ย. 2560 จำนวน 35 ล้านบาท และ ม.ค. 2561 จำนวน 49.5 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 119.5 ล้านบาท
ในสัญญาซื้อขายหุ้นที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีการระบุว่าทำสัญญาเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2561 ที่ หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่งคือที่ตั้งเดียวกับบ้านศักดิ์สยาม ณ บ้านเลขที่ 30/2 ม.15 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ เท่ากับว่าการชำระเงินลอตแรก เกิดขึ้นก่อนทำสัญญาราว 6 เดือน
ประเด็นนี้ ศักดิ์สยาม เคยชี้แจงแล้วว่า การซื้อขายหุ้นไม่จำเป็นต้องชำระและโอนเงินทันที โดยตน และ “นาย ศ.” เป็นเพื่อนกัน การซื้อขายหุ้นมีการพูดคุยตั้งแต่ปี 2560 เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลบังคับใช้ ตนเป็นนักการเมืองจึงต้องเคลียร์คุณสมบัติเหล่านี้ให้หมด และได้ดำเนินการก่อน
2.ระหว่างปี 2558-2561 ศักดิ์สยามได้กลับมาถือหุ้นใหญ่ใน หจก.บุรีเจริญฯ มีการเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนครั้งใหญ่ 3 ครั้ง
3.สินทรัพย์ของ หจก.บุรีเจริญฯ ระหว่างปี 2560 ในช่วงที่ศักดิ์สยาม ระบุว่า ได้มีการหารือพูดคุยกับ “นาย ศ.” เพื่อทำสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว พบว่า หจก.บุรีเจริญฯ เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ อย่างน้อย 36 โครงการ รวมวงเงิน 319.99 ล้านบาท
หากนับช่วง “ศักดิ์สยาม” เป็น รมว.คมนาคมแล้ว (ปี 2562-ปัจจุบัน) พบว่า ระหว่างปี 2562-2565 หจก.บุรีเจริญฯ เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐอย่างน้อย 114 โครงการ รวมวงเงิน 1,748 ล้านบาท ถ้าโฟกัสเฉพาะหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม พบว่า เป็นคู่สัญญาอย่างน้อย 48 โครงการ รวมวงเงิน 888.44 ล้านบาท
หากพิจารณาจาก หจก.แห่งนี้ ศักดิ์สยาม และคนตระกูลชิดชอบเป็นผู้ก่อตั้ง ต่อมาศักดิ์สยามกลับเข้ามาถือหุ้นใหญ่อีก รวมถึงมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 3 ครั้ง โดยเป็นเงินของนายศักดิ์สยาม จึงอาจเปรียบได้ว่า หจก.บุรีเจริญฯ เสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ของตระกูล “ชิดชอบ”
ไฉน “ศักดิ์สยาม” จึงนำหุ้นใหญ่ใน หจก.แห่งนี้ มาขายให้กับ “เพื่อนสนิท” ด้วยราคาปกติ (ราคาพาร์) ไม่คิดกำไรใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่ในปี 2560 หจก.แห่งนี้มีสินทรัพย์ถึง 205 ล้านบาท มีรายได้ถึง 340 ล้านบาท กำไรกว่า 10 ล้านบาท แถมยังเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐวงเงินไม่ต่ำกว่า 319 ล้านบาท (ในช่วงปี 2560)
นอกจากนี้ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ขณะนั้น) อภิปรายอ้างข้อมูลจากกรมสรรพากร และประกันสังคม พบว่า “นาย ศ.” มีรายได้ระหว่างปี 2558-2563 มีรายได้ตกปีละ 100,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 9,000 บาท โดยมาจากเงินเดือนจากบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (๑๙๙๑) จำกัด (ธุรกิจของตระกูลชิดชอบ) เพียงแหล่งเดียว
ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้นำเรื่องนี้ไปใช้ประกอบการวินิจฉัยด้วย โดยชี้ให้เห็นว่า “นาย ศ.” ก่อนหน้านี้คือ “ลูกจ้าง” ในบริษัทเครือข่าย “ตระกูลชิดชอบ” แถมปรากฎข้อเท็จจริงในการเบิกบิลค่าน้ำมัน เขียนในใบเสร็จว่า “ติดตามนาย”
ขณะที่ธุรกิจของ “นาย ศ.” ขณะนั้นมี 5 แห่ง ถูกนายทะเบียนขีดชื่อว่า “ร้าง” 3 แห่ง เหลือเพียง 2 แห่ง คือ หจก.บุรีเจริญฯ ที่เพิ่งซื้อหุ้นจากศักดิ์สยามเมื่อต้นปี 2561 อีกแห่งคือ บริษัท สวนกุหลาบ เซอรารี่ซีล จำกัด ทุนปัจจุบัน 15 ล้านบาท บริษัทแห่งนี้ไม่มีรายได้ในช่วง 3 ปีหลังสุด โดยย้อนกลับไปมีรายได้เมื่อปี 2561 แค่ 3 ล้านบาทเศษ ขาดทุนสุทธิกว่า 1.9 ล้านบาท ย้อนไปมีกำไรล่าสุดเมื่อปี 2560 แค่ 2 ล้านบาทเศษ
คำถามสำคัญคือ ขณะนั้น “นาย ศ.” นำเงินจากไหนมาเป็นค่าจ่ายหุ้นแก่ “ศักดิ์สยาม” แบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ก้อนแรก 35 ล้านบาท ก้อนสอง 35 ล้านบาท และก้อนสาม 49.5 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 119.5 ล้านบาท
4. “นาย ศ.”เคยเป็นผู้บริจาคเงินให้แก่พรรคภูมิใจไทย เมื่อเดือน ม.ค. 2562 โดยบริจาคเป็นทรัพย์สิน/ประโยชน์อื่นใด มูลค่า 2,770,000 บาท ส่วน หจก.บุรีเจริญฯ บริจาคเงินให้แก่พรรคภูมิใจไทย เมื่อเดือน ก.พ. 2562 (ภายหลัง “นาย ศ.” ซื้อหุ้นต่อจากศักดิ์สยามแล้ว) เป็นจำนวนเงิน 4.8 ล้านบาท ล่าสุด หจก.บุรีเจริญฯ บริจาคเงินให้แก่พรรคภูมิใจไทย เมื่อเดือน พ.ค. 2565 อีกกว่า 5.9 ล้านบาท
แม้ว่าถึงที่สุดแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะมีมติยกคำร้องกล่าวหา “ศักดิ์สยาม” กรณีเชื่อว่าไม่มีเจตนาจงใจปกปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ก็ตาม แต่เรื่องนี้หลายฝ่ายในสังคมกังขาอย่างมาก ทำให้เริ่มมีการเตรียมยื่นร้องเรียนเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบมติของ ป.ป.ช.เพิ่มเติมแล้ว ได้แก่
1.ศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส. และ รมว.คมนาคม ไม่ได้จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 211 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 5 หรือไม่
2.สส.พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย สว.กลุ่มอิสระ นำโดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ เตรียมการเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อขอให้ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณียกคำร้องกล่าวหา “ศักดิ์สยาม” แล้ว
ทั้งหมดคือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปมร้อนเรื่องนี้ ที่กำลังเซาะกร่อนบ่อนทำลายความน่าเชื่อของ ป.ป.ช. จนถูกสังคมตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระในการไต่สวนและวินิจฉัยคดี จนประเด็น “2 มาตรฐาน” กลับมากระหึ่มอีกครั้ง





