วันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2569

Login
Login

จาก ‘สินบนทองคำ’ ถึง ‘ศักดิ์สยาม’ ขอกราบงามๆ ท่าน ป.ป.ช.

จาก ‘สินบนทองคำ’ ถึง ‘ศักดิ์สยาม’  ขอกราบงามๆ ท่าน ป.ป.ช.

เมื่อ ป.ป.ช.เชื่อ ย่อมแปลว่า ท่านได้หักล้างหลักการที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุด และผูกพันทุกองค์กร ซึ่งหลักการนี้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย

องค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. เดินมาถึงทางแยกสำคัญของ ความเชื่อมั่นศรัทธา

คดีคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ ถือว่าร้ายแรงกว่าข้อกล่าวหาเรื่อง สินบนทองคำ เพราะกรณีนี้เป็นมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะ (ไม่ชัดว่าร่วมลงมติกี่คน แต่ต้องเกินครึ่ง จึงมีผลทางกฎหมาย) ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคลของกรรมการท่านใดท่านหนึ่ง

แม้ที่ผ่านมา จากกรณี สินบนทองคำ จะมีความพยายามเชื่อมโยงถึงโครงสร้างการทำงานในภาพรวมขององค์กรด้วยก็ตาม จากการแฉข้อมูลลบๆ เกี่ยวกับการตั้งอนุไต่สวน และกรรมการชุดเล็กต่างๆ ที่คอยกรองงานส่งกรรมการชุดใหญ่ ฯลฯ แต่ก็ยังไม่ส่งผลสะเทือนต่อความรู้สึกของผู้คนในสังคมเท่ากรณีล่าสุดนี้

คำถามง่ายๆ คือ ท่านลงมติ “ยกคำร้อง”คดีสำคัญแบบนี้ โดยเก็บเงียบ ไม่มีการแถลง หรือเปิดเผยต่อสาธารณะได้อย่างไร เพราะ พ.ร.ป. ป.ป.ช.มาตรา 58 ก็เขียนเอาไว้ชัด แม้จะไม่ได้กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ก็ตาม

แต่ทุกอย่างมันถูกตั้งคำถาม เพราะขนาดเมื่อสังคมจับได้ไล่ทันและทวงถาม ว่าท่านแอบ “ยกคำร้อง” ไปตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ท่านก็ยังใช้เวลาข้ามสัปดาห์ในการจัดทำเอกสารแถลงเหตุผล แสดงว่าท่านไม่ได้มีการเตรียมการเอาไว้ก่อนเลย แบบนี้เข้าข่ายละเลยกฎหมายของตัวเองหรือไม่

เมื่อถึงขั้นตอนแถลง ก็ยังใช้ “กกต.โมเดล” คือแถลงเป็นเอกสาร ไม่ได้มานั่งชี้แจงแถลงไขให้สื่อมวลชนได้ซักถามเพื่อความโปร่งใส

แล้วแบบนี้ใครจะเชื่อท่าน?

ท่านยังเลือกวิธี “สื่อสารทางเดียว” ย้อนยุคกลับไป 20-30 ปี ทั้งๆ ที่โลกทุกวันนี้เขาไปกันถึงยุคดิจิทัล สื่อสารกันได้ทุกทิศทุกทาง สารพัดแพลตฟอร์มกันหมดแล้ว

คำถามต่อมา คือ ท่านไปเชื่อคดีฟ้องร้องเรียกสิทธิ์หุ้นคืน ที่คุณศักดิ์สยาม ฟ้อง นาย ศ. ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัดว่าเป็น “นอมินี” ของคุณศักดิ์สยามเองได้อย่างไร แถมยังนำมาเป็นเหตุผลว่า คุณศักดิ์สยามไม่ได้จงใจหรือเจตนาปกปิดบัญชีทรัพย์สิน..อีกต่างหาก

ก็ศาลรัฐธรรมนูญเขาวินิจฉัยไว้แล้วว่า การขายหุ้น โอนหุ้น เป็น “นิติกรรมอำพราง” นาย ศ.เป็นนอมินี ฉะนั้นการเป็นนอมินี ก็คือการถือหุ้นแทน โดยคุณศักดิ์สยามย่อมรู้อยู่แล้วว่าตนมีสิทธิ์ในหุ้นอยู่ อย่างนี้การยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินโดยไม่มีรายการหุ้นนี้ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายใช่หรือไม่

แต่ ป.ป.ช.กำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า มีการใช้ “นอมินีโดยไม่เจตนา” หรือใช้นอมินี โดยไม่รู้ว่าเขาเป็นนอมินี (ฮา!)

เหตุผลแบบนี้ฟังขึ้นด้วยหรือ?

ยิ่งไปกว่านั้น คดีที่ฟ้องร้องกันนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้ว จึงน่าสงสัยว่าอาจเข้าข่ายเป็นการสร้างคดีขึ้นมาเพื่อลบล้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

แน่นอนว่า คุณศักดิ์สยามมีสิทธิ์ทำได้ เพราะไม่มีใครอยากเป็นคนผิด หรือถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง และถูกดำเนินคดี

แต่เรื่องแบบนี้ ป.ป.ช.ไม่มีสิทธิ์เชื่อครับ

เพราะเมื่อ ป.ป.ช.เชื่อ ย่อมแปลว่าท่านได้หักล้างหลักการที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุดและผูกพันทุกองค์กร ซึ่งหลักการนี้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย

ที่น่าสนใจก็คือ คดีแบบที่คุณศักดิ์สยามไปฟ้องกันเองกับผู้ที่ถูกระบุว่าเป็น “นอมินี” ของตนนี้ มันช่างละม้ายคล้ายเทคนิคทางกฎหมายที่บรรดาเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบเขาใช้กันบ่อยๆ

เขาเรียกในกันแวดวงนักกฎหมายว่า “สัญญายอม” หรือการประนีประนอมยอมความกันในศาล เพื่อให้ศาลออกคำพิพากษาตาม “สัญญายอม” นั้น แล้วผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีก็นำคำพิพากษามาใช้ประโยชน์อย่างอื่น

ตัวอย่างการใช้ “สัญญายอมความ” มาเป็นประโยชน์กับฝ่ายตน เกิดขึ้นบ่อยๆ ในคดีเงินกู้ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็น “เจ้าหนี้นอกระบบ” อย่างที่บอก

เช่น เจ้าหนี้นอกระบบให้ลูกหนี้กู้เงิน 100,000 บาท แต่คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมาก และตอนที่ให้เงินลูกหนี้ ก็หักดอกไปก่อนแล้ว ให้เงินไปจริงแค่ 80,000 บาท แต่ก่อนจะให้เงินก็ไปยื่นฟ้องลูกหนี้ต่อศาลเอาไว้ แล้วบังคับให้ลูกหนี้ไปทำสัญญายอมรับสภาพนี้ที่ยอดเต็ม คือ 100,000 บาท ลูกหนี้เดือดร้อน อยากได้เงิน ก็ต้องยอมทำสัญญา

ต่อมาลูกหนี้เบี้ยว ไม่จ่ายหนี้ หรือจ่ายไม่ครบ หรือทำอะไรขัดใจเจ้าหนี้ ฝ่ายเจ้าหนี้ก็นำคำพิพากษาไปบังคับคดีลูกหนี้ ทั้งๆ ที่หักดอกไปก่อนแล้ว และยังคิดดอกเบี้ยแพงเกินกว่ากฎหมายกำหนด ถือว่ากระทำผิดกฎหมาย บางรายได้ดอกท่วมต้นไปแล้ว ก็ยังฟ้องเพื่อใช้คำพิพากษาไปยึดทรัพย์ลูกหนี้อีก เรียกว่าใช้คำพิพากษาของศาลเป็นเครื่องมือ

คดีแบบนี้เป็นกรณีเอกชนฟ้องกันเอง คู่ความจะแกล้งสืบพยาน สืบข้อเท็จจริงอย่างไรก็ได้ แตกต่างจากคดีบนศาลรัฐธรรมนูญที่มีกลไก “ไต่สวน” ในการค้นหาความจริง โดยที่คู่ความไม่อาจแกล้งสืบเฉไฉไปทางอื่นได้เหมือนคดีแพ่ง

และที่สำคัญคดีบนศาลรัฐธรรมนูญ คือคดีที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” เช่น รัฐมนตรี หรือข้าราชการระดับสูง เป้าหมายจึงเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ แตกต่างจากคดีแพ่งที่เป็นผลประโยชน์ของเอกชนที่เป็นคู่ความ

ยิ่งไปกว่านั้น คำพิพากษาศาลแพ่งก็บังคับเฉพาะคู่ความ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนนอก หรือรัฐเลย

การที่ ป.ป.ช. ไปเชื่อ หรือให้น้ำหนักคดีแพ่ง มากกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นตรรกะวิบัติเกินกว่าจะยอมรับได้จริงๆ

ไล่ดูองค์ประกอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีนักกฎหมาย และอดีตผู้พิพากษาชั้นสูง ระดับศาลฎีกามากกว่าครึ่ง ฉะนั้นท่านจึงย่อมเคยผ่านตาหรืออาจจะเคยพิพากษาคดีประเภทนี้มาแล้ว และย่อมทราบว่ามีการ “แกล้งฟ้อง” กัน เพื่อใช้คำพิพากษาเป็นเครื่องมือ

แล้วพวกท่านยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

สังคมไม่ได้ตัดสินเรื่องนี้ว่าคุณศักดิ์สยามผิดหรือถูก แต่เหตุผลที่สำนักงาน ป.ป.ช.ใช้ในการอธิบายเพื่อ “ยกคำร้อง” คดีคุณศักดิ์สยาม มันทั้งขัดต่อหลักกฎหมาย หลักการตามรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงสามัญสำนึกของวิญญูชนทั่วไปจริงๆ

ไม่แน่ใจว่าเรื่องมาตรฐานจริยธรรม “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ที่ท่านตรวจสอบคนอื่น ตรวจสอบนักการเมือง จะถูกหยิบมาใช้กับพวกท่านได้บ้างหรือเปล่า และท่านแสดงให้เห็นว่าท่านมีมาตรฐานเหล่านี้มากพอที่จะทำให้สังคมเชื่อมั่นหรือไม่

เพราะในแง่สามัญสำนึก หากย้อนไปถึงคดี “สินบนทองคำ” ที่มีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.ท่านหนึ่ง ก็ดูเหมือนว่าทาง ป.ป.ช.จะยึดหลักกฎหมายเคร่งครัด ไม่มีมาตรการอะไรกันเป็นการภายในเพื่อให้สังคมเชื่อมั่น เชื่อถือ เสมือนหนึ่งว่าไม่มีข้อกล่าวหาอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ทุกอย่างเดินไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คือไม่มีอำนาจใดที่ยึดโยงกับประชาชนที่ตรวจสอบพวกท่านได้ แม้แต่กระบวนการสอบสวนในคดีอาญาพื้นฐานที่บังคับใช้กับประชาชนทุกคนในประเทศนี้ก็ตาม

เมื่อทุกอย่างดำเนินการถึงจุดนี้ กระผมจึงขอกราบงามๆ ไปยังท่าน ป.ป.ช. เพื่อซูฮกว่า หัวใจท่านแกร่งจริงๆ ครับ!!