ย่างเข้าสู่ปีที่ 8 หลังจาก “กฎหมายใหม่” ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ นับว่าเปลี่ยนประวัติศาสตร์ด้านการป้องกันและปราบปราม “คอร์รัปชัน” ในไทยไปตลอดกาล
จุดเด่นของกฎหมายฉบับนี้ มีหลายมาตราที่ทรงประสิทธิภาพ ในการ “ป้องปรามโกง” ซึ่งสอดรับกับ “รัฐธรรมนูญ 2560” ได้เป็นอย่างดี เริ่มจากการรับคำร้องไว้พิจารณาไต่สวนหรือไม่ เบื้องต้นเมื่อสำนักงาน ป.ป.ช.รับคำร้องมาแล้ว เมื่อดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเสร็จ
กล่าวคือ คำร้องดังกล่าวเข้าข่ายว่าเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ในการไต่สวนนั้น ให้สรุปและรายงานผลการตรวจสอบ เสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ก่อนจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวน หรือองค์คณะไต่สวนต่อไป ภายใน 180 วัน หรือราว 3 เดือนนับตั้งแต่รับคำร้อง
โดยคดีที่มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวน ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 60 วัน
ส่วนคดีที่ตั้งองค์คณะไต่สวน (กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน เป็นองค์คณะไต่สวน) ต้องดำเนินการไต่สวนให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี นับแต่วันเริ่มดำเนินการไต่สวน กรณีมีเหตุจำเป็นไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาดังกล่าวได้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.อาจขยายเวลาออกไปตามที่จำเป็นได้ แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 3 ปี
นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดเด่นคือเรื่อง “อายุความ” คดีทุจริตไม่สะดุดหยุดลง จากเดิมหากเกิดฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เกิดขึ้น เมื่ออายุความสะดุดหยุดลง จะไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาพิจารณาโทษตามกระบวนการยุติธรรมได้ จึงเกิดเหตุผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลย “หลบหนีคดี” มาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะ “นักเลือกตั้ง” อย่างที่เคยปรากฎตามหน้าสื่อที่ผ่านมา
ทว่าเมื่อกฎหมายใหม่ ป.ป.ช.มีผลบังคับใช้ ส่งผลให้เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้ว หากผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลย “หลบหนี” อายุความคดีทุจริตจะ “หยุดลง” จนกว่าผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลย กลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด นั่นทำให้หากมีบางคน “หนีคดี” บุคคลเหล่านั้นจะต้อง “หนีตลอดชีวิต”
นอกจากนี้ ในกฎหมายฉบับใหม่ ยังมีการเพิ่มความร่วมมือระหว่าง ป.ป.ช. และสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อประสานไปยังต่างประเทศ ในการขอเอกสารหลักฐาน หรือข้อมูลเพิ่มเติม หากพบคดี “ทุจริตข้ามชาติ” หรือมีทรัพย์สินจากการทุจริต ถูกโยกย้ายไปยังต่างประเทศ
โดยที่ผ่านมา หลายครั้งที่กรรมการ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.มีการประสานงานกับอัยการ เพื่อขอความร่วมมือ “สืบทรัพย์” ในคดีทุจริตกลับคืนมาไทย ส่งผลให้ทรัพย์สินเหล่านั้น ซึ่งมีจำนวนมหาศาล ตกเป็นของแผ่นดินได้ในที่สุด
ขณะเดียวกันยังเปิดช่องให้ภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครือข่าย “ชมรม Strong” ในทุกจังหวัด และภาคีเครือข่ายอื่น ๆ นอกจากนี้ยังปกป้องประชาชนที่เป็น “Whistleblowing” ในการแจ้งเบาะแสการทุจริตเข้ามา โดยมีการกันบุคคลไว้เป็นพยาน เพื่อให้นำไปสู่การจับกุม “ตัวการใหญ่” ซึ่งบงการอยู่หลังฉากได้ในที่สุด จนนำไปสู่การจับกุมผู้ถูกกล่าวหาคดีทุจริตคอร์รัปชันไปแล้วจำนวนไม่น้อย
ที่สำคัญในด้านการป้องกันการทุจริต ยังมีการจัดทำผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส หรือ ITA เพื่อยกระดับความโปร่งใสของหน่วยงานของรัฐ มีการปรับปรุงระเบียบหลักเกณฑ์ให้เข้มข้น เหมาะสมกับบริบทของสังคมในทุกปีอีกด้วย
ทั้งหมดนี้จึงทำให้ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติใน “คดีใหญ่” หรือ “คดีทางการเมือง” หรือแม้แต่ “คดีสินบนข้ามชาติ” เสร็จสิ้นไปแล้วหลายคดีด้วยกัน โดยส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุด หรือร้องศาลฎีกา เพื่อพิจารณาไปแล้วหลายคน
ปัจจุบันยังมีคดีใหญ่ ๆ ที่มีการกล่าวหา “นักเลือกตั้ง-บิ๊กข้าราชการ” ค้างอยู่ระหว่างไต่สวนไม่มากนัก ทั้งหมดยังเป็นไปตามกรอบเวลาพิจารณาของสำนักงาน ป.ป.ช.
ดังนั้นต้องรอดูบทสรุปคดีสำคัญต่าง ๆ หลังจากนี้ ในยุคที่ “รัฐบาล” ประกาศให้เรื่อง “ทุจริตคอร์รัปชัน” เป็น “วาระแห่งชาติ” จะทำได้จริงหรือไม่
บทความนี้ สนับสนุนโดยกองทุน ป.ป.ช.หากพบเห็นการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ร้องเรียนได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูล สำนักงาน ป.ป.ช. โทร.1205 หรือ www.nacc.go.th หรือสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด


