วันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2569

Login
Login

‘ทนายอั๋น’ เลือด ‘บุรีรัมย์’ ฉันทามติ ท้ารบคนสีน้ำเงิน

‘ทนายอั๋น’ เลือด ‘บุรีรัมย์’ ฉันทามติ ท้ารบคนสีน้ำเงิน

“ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ชื่อที่ถูกเรียกขาน เพื่อจดจำง่าย แต่ชื่อจริงของเขา คือ “ภัทรพงศ์ ศุภักษร” มีอาชีพทนายความ ที่เปิดหน้าตรวจสอบคดีการเมือง

“ภัทรพงศ์” ให้สัมภาษณ์ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ถึงตัวตน และเส้นทางสายทนาย โดยบอกเล่าถึงที่มาของความเป็น “ทนายอั๋น บุรีรัมย์”ว่า

มาจากจังหวัดบ้านเกิดบุรีรัมย์ ที่เราหนีจากความเป็นบุรีรัมย์ในสายเลือดไม่ได้ ไม่ได้หวังในทางการเมือง หรืออยากจะไปสู้รบปรบมือกับใคร

“ถ้าทนายอั๋นเฉยๆ คนอาจจะไม่จำ เป็นการประกาศว่า ผมมาจากบุรีรัมย์ เกิดและโตบุรีรัมย์ บางคนไม่ได้เกิดบุรีรัมย์เสียอีกแต่มาครอบครองบุรีรัมย์ ก็เลยใช้คำว่าทนายอั๋น บุรีรัมย์”

เรื่องราวเกี่ยวกับคดีคนดัง ทำให้ทนายอั๋น เป็นที่รู้จัก เมื่อเขากล้าท้าชนกับ “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด เมื่อปี 2566

สาเหตุจาก“ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย มีเรื่องวิวาทะ กับ “ทนายตั้ม ษิทรา” กรณีรับเงินค่าแถลงข่าว 300,000 บาท ปี 2566 ช่วง มี.ค.ต่อเนื่อง เม.ย. 

“ผมมองว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ ทนายตั้มน่าจะทำผิดมรรยาททนายความ ดังนั้นวันที่ 30 มี.ค.ผมจึงไปยื่นร้องมรรยาททนายตั้ม ต่อสภาทนายความ”

การเปิดหน้าตรวจสอบ “ทนายตั้ม” ที่โด่งดังเวลานั้น ทั้งเรื่องพฤติกรรมการทำคดี ความร่ำรวยผิดปกติ ทำให้“ทนายอั๋น” กลายเป็นที่สนใจเช่นกัน

“ช่วงนั้นทราบว่าทนายตั้มไม่พอใจผม จะฟ้องผม ผมไปร้องที่ดีเอสไอว่า ทำไมเขาร่ำรวยผิดปกติ เดบิวต์ทนายอั๋น บุรีรัมย์จึงเริ่มตอนนั้น”

 

ที่มาที่ไป กว่าจะมาเป็นทนาย “อั๋น”เกิดและเติบโต อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ เรียนประถม มัธยม ในจังหวัด ก่อนย้ายไปเรียนต่อที่ จ.ขอนแก่น ระยะหนึ่ง และกลับมาเรียนที่ จ.บุรีรัมย์ จากนั้นจึงมาเรียนนิติศาสตร์ ม.รามคำเเหง 3 ปีกว่า พร้อมกับทำงานไปด้วย

“หลังจบปริญญาตรี ผมไปออสเตรเลียปีกว่า เเล้วจึงกลับมาเมืองไทย เพราะต้องเกณฑ์ทหาร เเต่ผมไม่รายงานตัว 2 ปี จึงโดนดำเนินคดีและฟ้องศาล จึงต้องเป็นทหาร โดยไม่ต้องจับใบดำใบแดง ปี 2550 ผมไปเป็นทหาร 1 ปี เพราะใช้วุฒิปริญญาตรี พอปลดประจำการทหารในช่วงปี 2550 จึงไปทำงานบนห้างสรรพสินค้า และขายประกันชีวิต” 

ปี 2552 คือจุดเปลี่ยนอาชีพ มาเป็น“ทนายอั๋น”จนถึงทุกวันนี้ 

โดยเริ่มต้น เป็นนิติกรของบริษัทแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพฯ กระทั่งได้มีโอกาสไปหางานในเรือนจำ ด้วยการขอเยี่ยมผู้ต้องขัง จึงมีโอกาสว่าความ จนชนะคดีแรก คดีที่ลูกความถูกตั้งข้อหามียาบ้าในครอบครอง 4,000 เม็ด เขาต่อสู้จนชนะคดี  

ลงสมัคร สส.อนาคตใหม่ ชน"ซารัมย์"

ในการเลือกตั้งปี 2562 “ทนายอั๋น” ตัดสินใจเบนเส้นทางเข้าสู่การเมือง โดยลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.บุรีรัมย์ เขต 3 พื้นที่บ้านเกิด ในสังกัด พรรคอนาคตใหม่ ขณะนั้นต้องต่อสู้กับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ตระกูล“ซารัมย์” และพ่ายให้ “สมบูรณ์ ซารัมย์” พรรคสีน้ำเงิน

ครั้งนั้น แม้ไม่ชนะ แต่ได้คะแนนกว่า 10,000 แต้ม เป็นอันดับ 4 ทำให้ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง นายก อบจ.อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่สำเร็จ 

พรรคอนาคตใหม่ เปิดให้คนหน้าใหม่ สายประชาธิปไตย เหมาะที่สุดแล้ว ได้คะแนนหมื่นแต้มบริสุทธิ์ คงเป็นกระแสพรรค และส่วนตัวด้วย ได้ทุนมาไม่เท่าไร แต่ใช้ทุนส่วนตัว 2 แสนบาท เราทำงานหนักมาก ตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย 

ส่วนอนาคตจะกลับสู่เส้นทางการเมืองอีกหรือไม่ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” บอกว่า อนาคตการเมือง ยังเป็นไปได้ แต่วันนี้สิ่งที่ผมทำ เป็นการเมืองภาคประชาชน ถ้าวันหนึ่งพลิกจากการเมืองภาคประชาชน เป็นการเมืองในสภาฯ อาจจะตั้งพรรคการเมืองเอง แล้วลุยหาเสียงในจุดยืนที่เป็นเราในปัจจุบัน 

แต่เวลานี้ “ผมอยากแสดงให้เห็นว่า คนที่ออกมาต่อสู้ พอมีชื่อเสียงอย่างผม มีคนนับถือในสายประชาธิปไตย ผมไม่ได้มาหาเงินในทางการเมือง ผมจะแสดงให้เห็นว่า ผมจะต่อสู้ยืนเคียงข้างประชาชน จะไม่ลงการเมือง นี่คือหมุดหมายสำหรับปี 2569”

ท้ารบ ตรวจสอบพรรคสีน้ำเงิน

เมื่อยังไม่ประสบความสำเร็จในเส้นทางการเมือง ทำให้เขากลับสู่อาชีพนักกฎหมาย ด้วยอุดมการณ์เดิม เพิ่มเติมคือตรวจสอบเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ด้วยหลักคิดที่ว่า

“สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามทำตลอดทุกครั้ง คือสร้างมาตรฐาน หรืออัปเกรดกระบวนการยุติธรรม ในฐานะทนายความคนหนึ่งพึงจะกระทำได้” 

ในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เขาเดินหน้าท้ารบ ท้าชน กับพรรคสีน้ำเงิน อย่าง “ภูมิใจไทย” โดยเฉพาะการรุกตรวจสอบคดี เขากระโดง คดีฮั้ว สว.เป็นพิเศษ อย่างต่อเนื่อง หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569

รวมถึงตรวจสอบการเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม จากกรณีบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด และล่าสุดตรวจสอบเรื่องผลประโยชน์ในวิกฤติพลังงาน

เขากระโดง เป็นคดีมหากาพย์ ที่เราโตมา ก็ได้ยินเรื่องพวกนี้มาแล้ว เขากระโดง คือสัญลักษณ์ของบุรีรัมย์ ที่ถูกใช้ในทางการเมือง ผมพอมีชื่อเสียงบ้างสื่อรู้จัก ประชาชนทั่วไปรู้จัก ถ้าผมไม่ทำ ก็ไม่รู้ใครจะทำ ก็เลยต่อยิงยาวในคดีเขากระโดง”

“ส่วนคดีฮั้ว สว.ผมไม่รู้ว่าบรรดานักร้อง นักสู้ จะมองมีจุดยืนอย่างไร แต่ผมเห็นคดีไม่ถูกต้อง เราประกาศออกมาต่อสู้สิ่งไม่ถูกต้อง ถ้าไม่ต่อสู้ จะอธิบายตัวเองอย่างไร มันเป็นโจทย์เห็นๆ กัน หากเราไม่ทำ ใครจะทำ ถ้ามีคนมาทำแบบผม มาต่อสู้หนัก ผมอาจจะไม่ออกมา”

‘ทนายอั๋น’ เลือด ‘บุรีรัมย์’ ฉันทามติ ท้ารบคนสีน้ำเงิน

“ทนายอั๋น” บอกว่ากรณีราคาน้ำมันแพง ก็ไปยื่นร้อง และไม่ได้ซ้ำกับใคร ส่วนประเด็นเลือกตั้ง ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ไปยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน เหตุที่ร้องมาจากความไม่ถูกต้องเท่านั้น

“ทุกคดีที่ทำไม่มีอะไรสูญเปล่า” ทนายอั๋น ย้ำแม้ปลายทางของคดีที่เกี่ยวพันกับนักการเมืองสีน้ำเงิน จะถูกตีตกในท้ายที่สุด

 สิ่งที่ทำ อย่างน้อยที่สุด พิสูจน์ให้เห็นกลไก โครงสร้างประเทศนี้ เป็นอย่างไร สิ่งที่ผมทำ เพราะเห็นว่าไม่ถูก สังคมเห็นร่วมกับเรา แม้คดีนี้จะจบลง ประชาชนก็ได้รู้ว่า ไม่ใช่ตัวผมที่ไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะพี่น้องประชาชน ไม่ใช่เพราะสื่อไม่ได้นำเสนอ แต่เพราะมันมีธง มีเป้าหมาย  

อย่างไรก็ตาม คดีที่เขาภูมิใจที่สุดในการต่อสู้ คือ 2 คดี คดีมหากาพย์เต็นท์รถ ใน จ.บุรีรัมย์ ที่อัยการไม่สั่งฟ้อง กระทั่งชาวบ้านเดือดร้อน โทรมาหาเพื่อให้ช่วยสู้คดี 

“ผมพาชาวบ้านไป ตำรวจก็รู้ว่าปัญหาอยู่ที่อัยการ จนมีการร้องเรียนเคลื่อนไหว คนๆ นี้ ถูกอัยการฟ้องครั้งแรก ล่าสุดศาลตัดสินพิพากษาให้ 2 ผัวเมียจำคุกคนละ 131 ปี ผมรู้สึกได้สร้างมหากุศล จากการเป็นทนายความของผม”

“ส่วนอีกคดีที่สำเร็จ คดี สว.หมอเกศ เปลี่ยนสมัย อดีต สว.ถ้าไม่มีผม ทนายอั๋นบุรีรัมย์ ก็คงไม่เดินถึงศาลฎีกาฯ ตัดสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี กรณีใช้วุฒิการศึกษาให้เข้าใจผิด ในการเลือกตั้ง สว. เพราะ กกต.เหลี่ยมหลายสเต็ป”

ลั่นฉันทามติคนไทยลุยสอบบิ๊ก ภท.

สำหรับการท้าชนกับผู้มีอำนาจฝั่งสีน้ำเงินอย่างตาต่อตานั้น “ทนายอั๋น” บอกว่า “ผมยืนได้ 2 ขา ทุกการเคลื่อนไหวเกิดจากปัญหาสิ่งที่เราตรวจสอบอหังการ์จริงๆ ประชาชนเห็นด้วยกับเรา ประชาชนเดือดร้อน ไม่ว่าปากท้อง กระบวนการยุติธรรมมันไม่ไหวไม่ได้ ไม่มีคนมาทำ มันคือความสวยงามตามวิถีทางประชาธิปไตย ถ้าผมมีความด่างพร้อย คงเละแล้ว”

ส่วนการเดินหน้าตรววจสอบรัฐบาลภูมิใจไทย ในประเด็นวิกฤติพลังงานนั้น “ทนายอั๋น บุรีรัมย์”ย้ำว่า “ฝ่ายบริหารถือเงินหลวง กับสถานการณ์ปัจจุบัน ความเดือดร้อนเกิดจากการบริหารงานของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งส่อว่าจะเป็นพฤติกรรมเอื้อต่อนายทุนหรือไม่อย่างไร

มันเป็นไทม์ไลน์ กันพอดี บวกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีใครออกมาตรวจสอบเหมือนผม จึงเป็นพันธะกลายๆ เสมือนถูกฉันทามติ พี่น้องคนไทยส่วนใหญ่ให้ผมมาทำหน้าที่นี้หรือเปล่าไม่รู้”

ปัดรับงาน เดินสาย-รายได้จากทนาย

ถามถึงกรณีเสียงนินทา การรับงานใครหรือไม่ ถึงออกมาร้องสวนใส่ผู้มีอำนาจอย่างไม่หยุดยั้ง “ทนายอั๋น” ตอบทันทีว่า

“ใครจะจ้างผมมาสู้กับน้ำเงิน เพื่อไทยเหรอ ถ้าจะมีก็คงเป็นเพื่อไทย เพื่อไทยวันนี้ จูบปากกันแล้ว ผมก็ยิ่งทวีการยกระดับต่อสู้อีก พรรคเพื่อไทยจะจ้างผมได้อย่างไร เขาคงจะเช็คหัวจรดเท้า เท้าจรดหัว ว่าผมเป็นใคร ไม่งั้นงานออกมาหมดแล้ว ผมไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรที่ปรากฏเห็นชัด ว่ารับงานใครมา”

“ทนายอั๋น” ยืนยันว่า รายได้ของตัวเองทุกบาท มาจากการว่าความ ยังผ่อนงวดรถคันเก่าๆ ที่มาจากการว่าความ 100 เปอร์เซ็นต์ และให้ประชาชนตัดสินตัวเขาได้ว่า เคยไปโผล่ในเคส รีดเอาทรัพย์ ต่อรองหาเงินหรือไม่

“ผมทำตลอด 3 ปี มีไหม คดีไหน ผมเคลื่อนไหวส่อทำนองพวกนั้น มีคดีไหนเปิดให้ผมหาเงิน”

‘ทนายอั๋น’ เลือด ‘บุรีรัมย์’ ฉันทามติ ท้ารบคนสีน้ำเงิน

อาจถูกจดจำแบบ "เตียง ศิริขันธ์"

“ผมจะต่อสู้เคียงข้างประชาชน จนถึงวันที่ประชาชนไม่ต้องการผม แล้วบอกว่าพอแล้ว เราไม่ต้องการคนอย่างทนายอั๋น บุรีรัมย์ บ้านเมืองมันดีแล้ว เราไม่ชอบแบบคุณ เรามีคนใหม่แล้ว เราจะสนับสนุนคนอื่น เราไม่ติดตามคุณ พอแล้วเหอะ ทนายอั๋น เราไม่ต้องการให้คุณเคลื่อนไหวแล้ว เราก็จะหายไป”

ผมอาจจะได้เป็นคนที่ถูกจดจำต่อท้าย เตียง ศิริขันธ์ ที่ถูกลอบสังหาร ก็เป็นไปได้หมด แต่วันนี้ ผมมีความภูมิใจในสิ่งที่ทำ

“ผมไม่ได้กลัว ไม่ได้คิดอะไร เพราะความเป็นทนายอั๋น บุรีรัมย์ ไม่ได้เป็นเฉพาะจะไปรับใช้คนบุรีรัมย์ ผมมารับใช้คนทั้งประเทศ” ภัทรพงศ์ หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ทิ้งท้าย