"อภิสิทธิ์" มองเรื่องดี ตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ แนะควรระวัง ความหวาดระแวง ชี้โจทย์ใหญ่ กระจายอำนาจ รักษาอัตลักษณ์ แต่ต้องกลมกลืน เร่งสะสาง หาตัวบงการลอบยิงสส.-
เมื่อวันที่ 25 เม.ย. เวลา 10.10 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ ถึงความเหมาะสมในการแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ว่า ดีใจว่าอย่างน้อยรัฐบาลเดินหน้าในเรื่องนี้ เพราะได้ท้วงติงไปในช่วงแถลงนโยบายรัฐบาล เพราะไม่ได้ระบุถึงประเด็นการพูดคุย และพวกเราได้อภิปรายในรายงานของสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ที่เป็นการนำเสนอนโยบายความมั่นคงชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็ยังพูดถึงการพูดคุยอยู่ แต่ก็ติงไปว่าน้ำหนักที่ให้กับเรื่องนี้มีน้อยลง ทั้งที่จริงแล้วเป็นกระบวนการที่มีโอกาสมากที่สุด ที่จะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนการตั้งคณะพูดคุยตนไม่ได้พูดถึงตัวบุคคล ซึ่งจริงๆแล้วการเป็นพลเรือนก็มีส่วนช่วย แต่ก็มีข้อสังเกตไปแล้ว ว่าการทำงานในด้านการข่าวจะต้องสร้างความมั่นใจหรือไว้วางใจ ในกระบวนการพูดคุยให้ดี เพราะที่ผ่านมาเมื่อเกิดความหวาดระแวงกัน มักจะกังวลในฝ่ายความมั่นคง และกังวลว่าการพูดคุยเป็นการไปหาข่าว เพราะฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังตรงนี้
“สิ่งสำคัญที่ผมอยากเห็น คือเริ่มทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งประเทศ ว่าการพูดคุยที่จะนำไปสู่ความสงบ คำตอบทางการเมืองคงหนีไม่พ้นเรื่องการกระจายอำนาจ ว่าควรจะเป็นแบบไหน ซึ่งเงื่อนไขชัดเจนแล้วว่า อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นราชอาณาจักรที่แบ่งแยกไม่ได้ แต่การกระจายอำนาจหรือการจัดระบบ จะทำอย่างไรให้ผู้ที่มีความหลากหลายอยู่กันอย่างกลมกลืน สามารถรักษาอัตลักษณ์ของตัวเอง นั่นคือหัวใจของความสงบ เพราะฉะนั้นถ้าจะมีข้อแนะนำ จึงอยากให้คณะพูดคุยให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และให้มั่นใจว่า คนที่เข้ามาพูดคุยด้วย สามารถคุมสภาพในพื้นที่ได้ และมีการฉายภาพให้เห็นว่า เดินไปสู่อะไร มากกว่าการพูดคุยไปเหมือนกับว่าอยากให้มีความสงบ แต่ไม่ได้มีคำตอบที่จะได้ข้อยุติของกระบวนการนี้” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในพื้นที่เองมี 2 เรื่องที่ต้องเร่งสะสางคือเรื่องตัวคดีที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารสส. โดยเฉพาะเมื่อมีการจับกุมได้แล้ว ควรจะต้องมีการขยายผลไปถึงผู้บงการ และที่สำคัญที่สุดมีการตั้งคำถาม ถึงการใช้รถยนต์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินของราชการ และบุคลากรไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ ซึ่งต้องทำให้โปร่งใส ไม่เช่นนั้นจะเป็นเงื่อนไขที่สร้างความหวาดระแวง ขณะเดียวกันอีกหนึ่งปัญหาที่มีการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ ไอโอ กับผู้เห็นต่าง แม้กระทั่งกับสื่อมวลชน ถือว่าไม่เป็นผลดี มีแต่จะสร้างความขัดแย้งและความเกลียดชังมากยิ่งขึ้น


