พรรคประชาชน (ปชน.) หายอกหายใจโล่งขึ้นทันที พลันที่ศาลฎีกา มีคำสั่งรับคำร้องจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ร่วมกันลงชื่อและยื่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ แต่ศาลมีคำสั่งให้ 10 สส.ปชน.ที่เหลืออยู่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
โดยศาลฎีกา ให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ผู้คัดค้านทั้ง 10 คน (10 สส.ปชน.ในปัจจุบัน) มีพฤติการณ์กระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาตามคำร้องอันอาจก่อให้เกิดความเสียหาย ประกอบกับผู้คัดด้านดังกล่าวยังคงมีอำนาจหน้าที่อื่นต้องปฏิบัติในฐานะ สส.ตามรัฐธรรมนูญ พฤติการณ์แห่งคดีจึงยังไม่สมควรให้ 10 สส.ปชน. หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนจะนัดพิจารณาคดีครั้งแรก 30 มิ.ย.นี้ และนัดตรวจพยานหลักฐาน 4 ส.ค. 2569 เวลา 09.30 น.ทั้ง 2 นัด
ที่ผ่านมา ปชน.พยายามวาง “ฉากทัศน์” เพื่อแก้สถานการณ์นี้มาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง 69 ไม่ว่าจะเป็นการดัน สส.ที่ต้องคดีดังกล่าว ลงสมัครแบบปาร์ตี้ลิสต์ รวมถึงวางขุนพล “แกนนำแถว 4” เตรียมขึ้นมารับไม้สานต่อตำแหน่งแห่งที่ภายในพรรค
โดยเตรียมดัน “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” รองหัวหน้าพรรค มาเป็นหัวหน้า ปชน.คนใหม่ และถอย “ณัฐพงษ์” ไปทำหน้าที่เลขาธิการพรรค แทน “ติ่ง ศรายุทธิ์ ใจหลัก” เลขาธิการคนปัจจุบัน ที่ลาออกจากตำแหน่ง เซ่นปมพ่ายศึกเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้จะผลักดัน “ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ ขึ้นเป็นโฆษกพรรค แทน “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะขยับไปทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ “ประธานวิปฝ่ายค้าน” ขณะเดียวกันจะปรับ “แม่ทัพภาค” ต่าง ๆ เช่น ภาคเหนือตอนบนเป็น “ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” สส.เชียงใหม่ และรองโฆษกพรรค ภาคเหนือตอนล่าง “ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ” อดีต สส.พิษณุโลก เขต 5 ภาคอีสาน “วีรนันท์ ฮวดศรี” สส.ขอนแก่น แม่ทัพภาคใต้ คือ “ภคมน หนุนอนันต์” และพื้นที่ กทม.คือ “ศุภณัฐ มีนชัยนันท์” สส.กทม. เป็นต้น
อย่างไรก็ดีการปรับทัพขุนพลข้างต้น อาจไม่เกิดขึ้น หรืออาจมีการเพิ่มเสริมเติมแต่งตำแหน่งใหม่ในฝ่ายบริหารพรรคเล็กน้อย เนื่องจาก 10 สส.ปชน. ยังคงได้ไปต่อในสภาฯ โดยตำแหน่งหัวหน้าพรรค ยังให้ “เท้ง ณัฐพงษ์” ดำรงตำแหน่งเช่นเดิมต่อไป เพื่อเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ และพับแผนที่เตรียมให้ “วีระยุทธ” รองหัวหน้าพรรค และผู้อยู่เบื้องหลังร่างนโยบายของพรรค มาเป็นหัวหน้าพรรค ไปก่อน
มีเพียงตำแหน่ง เลขาธิการพรรค เท่านั้น ที่จะต้องมีการสรรหาใหม่ เนื่องจาก “ศรายุทธิ์ ใจหลัก” ตัดสินใจลาออกไป เนื่องจากพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้ง 2569 ตามที่เคยพูดไว้ โดยพรรคเตรียมดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อมาดำรงตำแหน่งนี้แทน ในลำดับถัดไป ภายในวันที่ 26 เม.ย.นี้
ขณะเดียวกันในวันที่ 24 เม.ย.ซึ่ง “ดีเดย์” ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง ปชน.ได้เตรียมแถลงการณ์ไว้ถึง 4 ชุดเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว แต่สุดท้ายเมื่อศาลฎีการับคำร้อง แต่ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ทำเอาหลายคนในพรรคประหลาดใจ โดย “เท้ง ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรค แถลงการณ์พร้อมเดินหน้าต่อ แต่ยืนยันว่าการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนั้น ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
นัยของคดีนี้สำคัญกว่าอนาคตทางการเมืองของพวกผม คือ เรื่องอนาคตของประชาธิปไตยไทย ซึ่งเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ที่ต้องการระบอบการเมืองที่มีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจต่อทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ระบอบที่ใช้อำนาจเพื่อปกป้องการแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม
“เราไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามเพื่อรักษาระบอบการเมืองที่เป็นมรดกของการรัฐประหาร ซึ่งต้องการลดทอนอำนาจของประชาชนลง แล้วกินรวบอำนาจ และผลประโยชน์ไว้ที่กลุ่มชนชั้นนำ และนักการเมืองบางกลุ่มโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศ และประชาชน” หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าว
ประเด็นที่น่าสนใจ “เท้ง ณัฐพงษ์” ตอบคำถามสื่อถึงทิศทางของ ปชน.ว่าหลังจากนี้จะขับเคลื่อนประเด็น “แหลมคม” อย่างไร เนื่องจากติดชนักแรกในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และชนักสองในคำสั่งของศาลฎีกา จะเดินต่ออย่างไร ไม่ให้เสีย “จุดยืนเดิม” โดยเขาตอบว่า อยากให้ทุกคนตระหนักเห็นว่ากระบวนการนิติสงคราม ไม่ได้หยุดแค่นี้ สิ่งที่พวกโดนคดีมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหากฎหมายที่เราเสนอแก้ไข หรือเราใช้อำนาจในกระบวนการนิติบัญญัติแต่อย่างใด
แต่เป็นกระบวนการตอบโต้ จากระบอบการเมืองที่กินรวบประเทศนี่อยู่ ไม่ว่าจะมีอำนาจที่ไปควบคุมหรือเกี่ยวข้องกับกลไกในองค์กรอิสระ หรือการทุจริตคอร์รัปชันในกระบวนการของพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล เราเดินหน้าตรวจสอบเต็มที่มาโดยตลอด อยากให้ทุกคนเห็น ถึงแม้จะอยู่ในบรรยากาศทุกคนยินดีกับเรา แต่ยืนยันว่าพวกเราพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนในการเปลี่ยนผ่านระบอบการเมืองของประเทศ ทำเพื่อประโยชน์ประชาชนสูงสุด
ส่วนจะ “ลดเพดาน” ลงจากเดิมหรือไม่นั้น “ณัฐพงษ์” ยืนยันว่า คงไม่ได้เพิ่มลดเพดานอะไร เราคงเดินหน้าทำแบบที่เราเคยทำตลอด ย้ำอีกครั้งว่า วันนี้ไม่อยากให้มองผลของคำสั่งศาลเยอะ อยากให้มองว่า สิ่งที่กำลังทำลายประเทศนี้อยู่ คือ การทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การทำหน้าที่ตรงไปตรงมาของพวกเราในฐานะ สส. เราไม่ได้ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ เราจะใช้อำนาจทุกอย่างที่มีในฐานะฝ่ายค้าน ทำต่อ คงไม่ได้เพิ่มลดเพดานอะไร
สื่อพยายามซักอีกว่า หลังจากนี้พรรคจะเดินต่อไปทิศทางไหน ณัฐพงษ์ มองว่า โจทย์ใหญ่ของพรรคไม่เคยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ถึง ปชน. การขับเคลื่อนทางการเมืองจริง ๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องเลือก เราต้องทำให้ดีทุกหน้ากระดาน
ดังนั้นในการประชุมใหญ่สามัญของ “พรรคส้ม” 24-26 เม.ย.นี้ น่าจับตาว่า สุดท้าย “แกนนำพรรค-โปลิตบูโร” จะวางตัวใครเป็น “เลขาธิการพรรค” คนต่อไป และที่สำคัญจะขับเคลื่อนทิศทางของพรรคหลังจากนี้อย่างไร โดยเฉพาะประเด็น “แหลมคม” ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญ-ศาลฎีกา “ล็อค” ไว้ถึง 2 ชั้น
“พรรคส้ม” จะยังกล้าลุย “ทะลุเพดาน” เหมือนเดิม หรือจะยอม “หมอบราบคาบ” เพื่อให้พรรคได้ไปต่อ รอลุ้นกัน


