วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

วิกฤติศรัทธาปม ‘หุ้นศักดิ์สยาม’ ย้อนวีรกรรม ป.ป.ช. ครหา 2 มาตรฐาน

วิกฤติศรัทธาปม ‘หุ้นศักดิ์สยาม’ ย้อนวีรกรรม ป.ป.ช. ครหา 2 มาตรฐาน

พลันที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ “ยกคำร้อง” คดีกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ส่อใช้ “นอมินี” ถือครองหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น มูลค่า 119.5 ล้านบาทแทน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังกระหึ่มขึ้นมาแทบทั้งแผ่นดิน

เพราะดุลพินิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่อ้างว่า ตัดสินโดยไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ค่อนข้าง “ค้านสายตา” ประชาชนเป็นอย่างมาก โดย ป.ป.ช.เน้น “เชื่อ” ในคำให้การของ “ศักดิ์สยาม” ที่อ้างว่า เพิ่งทราบว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของตัวเอง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

หลังจากนั้น “ศักดิ์สยาม” พยายามทวงหุ้นดังกล่าวกลับมาเป็นของตัวเองตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทว่า “นาย ศ.” บุคคลที่ได้รับโอนหุ้นไป 119.5 ล้านบาท ไม่ยอมคืนให้ โดยอ้างว่า ได้ซื้อหุ้นดังกล่าวมาโดยชอบ ทำให้เกิดการฟ้องร้องกันขึ้นที่ศาลจังหวัดนนทบุรี

ทว่าในที่สุดมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันขึ้นในชั้นศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดย “ศักดิ์สยาม” ไม่เอาหุ้นดังกล่าวคืน และยอมรับว่า “นาย ศ.” เป็นผู้ถือหุ้นดังกล่าว และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการใน หจก.บุรีเจริญฯ เช่นเดิม เนื่องจากมีการซื้อขายกันเกิดขึ้นไปแล้ว แต่ขอให้ “นาย ศ.” ซื้อที่ดินของตัวเอง จำนวน 19 แปลง 323 ไร่ 373 ตารางวา แก่นาย ศ. แบบเหมายกแปลง รวมเป็นเงิน 51,505,267 บาท หลังจากนั้น “ศักดิ์สยาม” ได้ยื่นปรับปรุงบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแก่ ป.ป.ช.ในเวลาต่อมา

วิกฤติศรัทธาปม ‘หุ้นศักดิ์สยาม’ ย้อนวีรกรรม ป.ป.ช. ครหา 2 มาตรฐาน

พฤติการณ์ข้างต้นคือ สาระสำคัญ ทำให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เชื่อว่า นายศักดิ์สยาม ได้โอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม เข้าไปดำเนินการใดๆ ภายหลังการโอนหุ้น จึงไม่ได้แสดงหุ้นไว้ในบัญชีทรัพย์สิน ประกอบกับหลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายศักดิ์สยาม ได้ดำเนินการตามคำวินิจฉัยดังกล่าว และมีการแจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังยกคำร้อง กรณีกล่าวหาว่า “ศักดิ์สยาม” เข้าไปแทรกแซงกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท เมื่อครั้งเป็น รมว.คมนาคม เพื่อให้ หจก.บุรีเจริญฯ ได้งานรัฐ โดยไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่า “ศักดิ์สยาม” ได้ใช้อำนาจในฐานะรัฐมนตรีเข้าไปยุ่งแต่อย่างใด นอกจากนี้ หจก.บุรีเจริญฯ ยังได้งานเฉลี่ยปีละ 27 สัญญา เป็นไปตามปกติ ก่อนที่ “ศักดิ์สยาม” จะมาเป็น รมว.คมนาคม ทำให้เขา “พ้นบ่วง” ไปอีกคดี

ยังเหลือแค่คดีกล่าวหา “ศักดิ์สยาม” ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยเป็นการร้องเรียนเข้ามาในประเด็นเดียวกัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้น

ทว่าในดุลพินิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ข้างต้น ที่ยกคำร้องกรณี “ศักดิ์สยาม” นั้น ยังเหลืออีกอย่างน้อย 3 ประเด็นที่ “ยังไม่เคลียร์” ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “เส้นทางเงิน” ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ชำแหละเอาไว้อย่างละเอียดยิบ มีการโอนเงินผ่านหลายชั้น และซับซ้อน ในการซื้อขายหุ้นดังกล่าว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเชื่อว่า เงินที่ “นาย ศ.” นำมาซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ 119.5 ล้านบาทนั้น คือเงินของ “ศักดิ์สยาม” เอง 

วิกฤติศรัทธาปม ‘หุ้นศักดิ์สยาม’ ย้อนวีรกรรม ป.ป.ช. ครหา 2 มาตรฐาน

แถมประวัติพื้นเพ “นาย ศ.” ก่อนหน้านี้คือ “ลูกจ้าง” ในบริษัทเครือข่าย “ตระกูลชิดชอบ” แถมปรากฎข้อเท็จจริงในการเบิกบิลค่าน้ำมัน เขียนในใบเสร็จว่า “ติดตามนาย” นอกจากนี้ประเด็นที่ตั้งของ หจก.บุรีเจริญฯ เดิมใช้ที่อยู่เดียวกับ “ศักดิ์สยาม” เพิ่งมาแจ้งย้ายที่อยู่ใหม่ ไปใกล้ ๆ ที่เดิม ก่อนที่ “ศักดิ์สยาม” ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม เพียง 23 วันเท่านั้น

แต่เรื่อง “ศักดิ์สยาม” ไม่ใช่กรณีแรกที่ ป.ป.ช.กลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” โดนวิจารณ์อย่างหนักถึงดุลพินิจในการพิจารณาคดี เพราะก่อนหน้านี้หากจำกันได้ยังมีอีกหลายกรณี ซึ่งภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ที่ต่อต้านคอร์รัปชัน หลายองค์กร ขุดเรื่องมาถล่มกันอย่างหนัก

วิกฤติศรัทธาปม ‘หุ้นศักดิ์สยาม’ ย้อนวีรกรรม ป.ป.ช. ครหา 2 มาตรฐาน

ยกตัวอย่างกรณีโด่งดัง “คดีแหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน” ที่มีการกล่าวหา “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ใน “รัฐบาลลุงตู่ 1” เมื่อปรากฏภาพ “บิ๊กป้อม” ยกมือมาบังแดดตอนถ่ายรูปรวม ครม. ทว่าบนข้อมือสวมใส่ “นาฬิกาหรู” ยี่ห้อริชาร์ดมิลล์ มูลค่าหลักล้านบาท แต่ไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.

หลังจากนั้นชาวเน็ต และสื่อมวลชนหลายสำนัก ขุดคุ้ยภาพของ พล.อ.ประวิตร ที่สวมใส่นาฬิกา พบว่าใส่ไม่ซ้ำมีจำนวนมากถึง 23 เรือน (เท่าที่ตรวจสอบพบ) ที่ไม่ได้แจ้งในบัญชีทรัพย์สินกับ ป.ป.ช. ส่งผลให้มีผู้ร้องเรียน และนำไปสู่การไต่สวน กล่าวหาการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่

โดย “บิ๊กป้อม” ชี้แจงว่า “แหวนหรู” ที่สวมใส่นั้นเป็นของมารดา ส่วน “นาฬิกาหรู” นั้น ยืม “เพื่อนสนิท” มาใส่ และสับเปลี่ยนกันหลายเรือน ต่อมาหลังเพื่อนคนดังกล่าวเสียชีวิต ก็ไม่ได้ยืมมาใส่แล้ว และคืนนาฬิกาเหล่านั้นทั้งหมดไป

ผ่านไปหลายปี ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมาก “ยกคำร้อง” กล่าวหา “บิ๊กป้อม” ในเรื่องนี้ โดยเชื่อในคำให้การของ “บิ๊กป้อม” ทำเอาสาธารณชนวิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดว่า “2 มาตรฐาน” และกลายเป็น “โจ๊กการเมือง” ที่ถูกล้อเลียนมาจนถึงปัจจุบัน

วิกฤติศรัทธาปม ‘หุ้นศักดิ์สยาม’ ย้อนวีรกรรม ป.ป.ช. ครหา 2 มาตรฐาน

ไม่ใช่แค่กรณี “นาฬิกาบิ๊กป้อม” เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายกรณี เช่น คดีสินบนข้ามชาติเครื่องยนต์เครื่องบิน “โรลส์-รอยซ์” ซึ่งเกิดขึ้น 3 ครั้ง ระหว่างปี 2534-2548 ซึ่งพยานหลักฐานทั้งหมดเกิดขึ้นจาก โรลส์-รอยซ์ สาขาใหญ่ ให้การยอมรับต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสหราชอาณาจักร (SFO) ว่า จ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่บริษัท การบินไทยฯ ตั้งแต่ปี 2534-2548 รวม 3 ครั้ง วงเงินรวมประมาณ 1.2 พันล้านบาท

โดยคดีที่ยังไม่หมดอายุความเกิดขึ้นก้อนที่ 3 ระหว่างปี 2547-2548 วงเงิน 7.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 254 ล้านบาท (มูลค่าขณะนั้น) เบื้องต้นมีการกล่าวหา “บิ๊กเนมการเมือง” บางคน พ่วงกับ “ทนง พิทยะ-กวีพันธ์ เรืองผกา” อดีตผู้บริหารระดับสูงในการบินไทยขณะนั้น

ต่อมาที่ประชุม ป.ป.ช.ไม่ได้สอบสวนเอาผิดกับ “บิ๊กเนมการเมือง” ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการอนุมัติจัดซื้อเครื่องยนต์ TRENT ของโรลส์-รอยซ์ แต่เอาผิดแค่ “ทนง-กวีพันธ์” ก่อนจะดำเนินการฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยล่าสุด 29 เม.ย. 2568 ศาลอาญาฯ พิพากษา “ยกฟ้อง” สรุปว่าไม่สามารถเอาผิดใครได้

วิกฤติศรัทธาปม ‘หุ้นศักดิ์สยาม’ ย้อนวีรกรรม ป.ป.ช. ครหา 2 มาตรฐาน

เช่นเดียวกับคดีสินบน “โรลส์-รอยซ์” ที่พัวพันกับการซื้อเครื่องเพิ่มแรงดันก๊าซธรรมชาติ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในโครงการสำคัญหลายรายการของ ปตท. ที่สุดท้ายเมื่อ 13 พ.ค. 2568 ป.ป.ช.ได้ยกคำร้องกล่าวหา “บิ๊กเนม ปตท.-พวก” ว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ หรือ เกิดความเสียหายแก่ ปตท. เอาผิดใครไม่ได้เช่นเดียวกัน

ไม่ใช่แค่นี้ ยังมีคดีสินบนข้ามชาติอื่น ๆ เช่น คดีโครงการลงทุนปลูกปาล์มน้ำมัน ในประเทศอินโดนีเซีย ทำให้ ปตท.เสียหายหลายพันล้านบาท มีการแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนและปรับเปลี่ยนองค์คณะหลายครั้งตลอดระยะเวลากว่า 12 ปี เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงในทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง แต่สุดท้ายที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องกล่าวหา “บิ๊กเนม ปตท.” ทั้งปัจจุบัน-อดีต 

เนื่องจากเห็นว่า ข้อกล่าวหาว่ามีการรับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันชัดเจน อีกทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในภายหลังมาจากการดำเนินการของผู้บริหารชุดใหม่ แต่ ป.ป.ช.ยังดำเนินการสอบสวน “คดีปลูกปาล์มอินโดฯ ภาค 2” อยู่ โดยกล่าวหาผู้บริหารชุดใหม่

เช่นเดียวกับคดีสินบนข้ามชาติ “เหมืองแร่ทองคำ” ที่ยุค คสช.เคยใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 สั่ง “ปิดเหมืองทอง” มาแล้ว โดยกรณีที่ถูกตรวจสอบคู่ขนานกันไปคือ ป.ป.ช.ได้รับคำร้อง และพยานหลักฐานเบื้องต้นจากคณะกรรมการหลักทรัพย์และการลงทุนของประเทศออสเตรเลีย (ASIC) ที่ส่งมาให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประเทศไทย พบบริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย ถูกร้องเรียนว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำการทุจริตในการขุดเหมืองแร่ทองคำ ในประเทศไทย 

โดยมีการโอนเงินจากประเทศออสเตรเลีย มายังประเทศไทย ที่อาจเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการขอใบอนุญาตขุดเหมืองแร่ทองคำ หรือเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจเหมืองแร่ทองคำ และให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในประเทศไทย ทว่าหลังไต่สวนมาหลายปี คู่ขนานไปกับกรณีการฟ้องร้องในชั้นอนุญาโตตุลาการ จนล่าสุด “เอกชน” แห่งนี้ ถอนฟ้องรัฐบาลไทย ปิดฉาก 8 ปีคดีเหมืองทองดังกล่าวไปแล้ว ขณะที่คดีสินบนข้ามชาติเหมืองทองคำในชั้นไต่สวน ป.ป.ช. ก็เหมือนจะเงียบหายไป

วิกฤติศรัทธาปม ‘หุ้นศักดิ์สยาม’ ย้อนวีรกรรม ป.ป.ช. ครหา 2 มาตรฐาน

หรือแม้แต่คดี หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง บุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ที่เข้าไปรับงานจากหน่วยงานรัฐหลายแห่ง รวมวงเงินนับพันล้านบาท ทั้งที่ช่วงก่อตั้งธุรกิจ ใช้ที่อยู่ในค่ายทหาร หรือแม้แต่กรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ปรีชา เอง ที่มีการกรอกเลขบัญชีเงินฝากผิดพลาด แต่ทั้งหมดคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติ “ยกคำร้อง” กล่าวหาไปทั้งสิ้น

นี่ยังไม่นับว่ามีหลายคดีที่มี “นักเลือกตั้ง” เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง มีการ “เลือกปฏิบัติ” หรือ “2 มาตรฐาน” หรือไม่ เนื่องจากมักมี “บางพรรค” ถูกเพ่งเล็งพุ่งเป้าตรวจสอบอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนอีกพรรค หรืออีกเครือข่ายหนึ่ง แทบไม่มีการแตะต้องเลย

วิกฤติศรัทธาปม ‘หุ้นศักดิ์สยาม’ ย้อนวีรกรรม ป.ป.ช. ครหา 2 มาตรฐาน

เอาแค่กรณีที่เป็นข้อพิพาททางกฎหมายร้อนแรงอย่าง "คดี 44 สส.ก้าวไกล" ที่แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ด้านฝ่าย สส.ส้ม ยืนกรานว่า การแก้ไขกฎหมาย เป็นอำนาจหน้าที่ของ สส.และสภาฯ จนมีการร้องต่อศาลฎีกา 24 เม.ย. และศาลฎีการับคำร้องไว้ แต่ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตั้งแต่ภายหลังรัฐประหารปี 2549 และปี 2557 บางคนล้วนเป็นเครือข่ายขั้วอำนาจเก่า หรือมีความใกล้ชิดกับ “เครือข่ายรัฐประหาร” จนกระทั่งมาถึงยุค “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ก็ถูกข้อครหาว่าเป็น “องค์กรอิสระสีน้ำเงิน” เข้าไปอีก

จนมาถึงเคสล่าสุด “คดีหุ้นศักดิ์สยาม” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ ที่ ป.ป.ช.ในยุค “5.0” จะฝ่าฟันข้อครหา “2 มาตรฐาน" ที่กลับมากระหึ่มอีกครั้งในสังคมได้หรือไม่