"อนุทิน ชาญวีรกูล" นายกฯ เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ครั้งแรก ประเมินสถานการณ์กลุ่มงานด้านความมั่นคง ภายหลังรัฐบาลเข้าบริหารงานเต็มรูปแบบติดตามการแก้ไขปัญหาต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว
ในช่วงแบ่งกลุ่มงานให้รองนายกฯ "อนุทิน" ได้ให้นโยบาย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยประสานงานใกล้ชิดกับพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม
1.ไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา 2.เดินหน้าสร้างรั้วชายแดน โดยปัจจุบันมีพื้นที่นำร่องจันทบุรี-ตราด คือ จุดผ่านแดนหลักเขตที่ 52–54 อำเภอโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ระยะทางประมาณ 1,310 เมตร เริ่มดำเนินการ เม.ย. ที่ผ่านมาโดยวางเป้าหมายการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 45 วัน และหลักเขต 72-73 จ.ตราด ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร
พื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว ระยะทาง 10 กิโลเมตร โดยเริ่มจุดที่ไม่มีปัญหา หลักเขตแดนที่ 50-51 บ้านโคกสะแบง ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ ระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร อยู่ระหว่างดำเนินการ
3.ยึดแนวทางเจรจาเพื่อนำไปสู่แนวทางสันติ แต่หากจำเป็นมีการปะทะรอบ3 ต้องรบชนะ เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ให้ได้ ริดรอนขีดความสามารถผู้ก่อเหตุ งานด้านการข่าวแม่นยำ
ทั้งนี้ก่อนการประชุม สมช. นายกฯ ได้หารือนอกรอบกับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร รวมถึง นายฉัตรชัย บางชวด เลขา สมช. พล.ท.นรทิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่4
เรื่องวิกฤติตะวันออกกลางส่งผลกระทบความมั่นคงด้านพลังงาน แม้จะเริ่มเข้าที่เข้าทางภายหลังเรือขนส่งสินค้าไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ขณะที่น้ำมันภายในประเทศเริ่มมีเสถียรภาพ ควบคู่กับการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ เช่น อาเซอร์ไบจาน โอมาน รัสเซีย แต่สถานการณ์ยังไม่จบ ผลกระทบน่าจะกินเวลาอีกนาน
ส่วนการแก้ไขปัญหาชายแดนจังหวัดภาคใต้ มีการแต่งตั้ง หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ "นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์" ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ หวังแสกนกลุ่มผู้เห็นต่างเป็นตัวจริงสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้เข้ามาพูดคุย
พร้อมดึงมาเลเซียเข้ามามีส่วนร่วมประสานงานเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มคนที่กระทำผิดโดยเฉพาะบุคคลสองสัญชาติ ตลอดจนความร่วมมือจัดการชายแดน เช่น สร้างรั้วชายแดน ควบคุมการเข้าออกของบุคคลผ่านช่องท่างต่างๆ ให้เกิดความเหมาะสม
โฟกัสที่ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นไปตามคาด สมช.มีมติยกเลิก MOU44 หนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา โดยกลับไปใช้กลไกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)
สำหรับ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) มีผลบังคับใช้เมื่อ 16 พ.ย. 1994 เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดสิทธิหน้าที่ของรัฐภาคีเกี่ยวกับการใช้ทะเลและทรัพยากร
ซึ่งมีสมาชิกกว่า 166 รัฐ รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2554โดยมีองค์กรหลักที่ดูแลการปฏิบัติตามอนุสัญญา ได้แก่ องค์กรพื้นทะเลระหว่างประเทศ (ISA), ศาลระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายทะเล (ITLOS), และคณะกรรมาธิการว่าด้วยขอบเขตไหล่ทวีป (CLCS)
เป็นที่น่าสังเกตุว่า กัมพูชา เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UNCLOS เมื่อ ก.ค. 2526 แต่ทอดระยะเวลาไม่ยอมให้สัตยาบัน โดยอ้างเหตุผลขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ
ต่อมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติกัมพูชามีมติเป็นเอกฉันท์ให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 มีผลให้กัมพูชาเป็นรัฐภาคี เมื่อ มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา
"กัมพูชาได้เข้ามาเป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) แล้วเมื่อ มี.ค.69 สามารถที่จะพูดคุยกันได้ในวงสมาชิกเพื่อประโยชน์ของไทย
ส่วนขั้นตอนในการยกเลิก MOU44 เป็นส่วนของทางรัฐบาลที่จะดำเนินการต่อไป ส่วนกองทัพเรือเป็นผู้ปฏิบัติ โดยหลักปฏิบัติของกองทัพเรือในการรักษาอธิปไตยทางทะเลของประเทศ ถ้ารัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศ มีความชัดเจนแล้ว กองทัพเรือก็มีความพร้อมในการปฎิบัติทันทีตามนโยบายของรัฐบาล"พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ระบุ
สอดรับ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำ 3 เหตุผลหลังสมช.มีมติที่จะยกเลิก MOU ว่า
1.MOU 2544 เป็นกรอบเจรจาผลประโยชน์ร่วมกันที่อยู่ใต้ทะเลระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา แต่ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเจรจาเพียงแค่ 5 ครั้ง ไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศ
2. ประเทศตรงข้าม กลับทำให้เกิดข้อพิพาทในเรื่องเขตแดนทางทะเล และเกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ รวมไปถึงไม่มีแนวทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกันได้
3.การยกเลิก MOU 2544 เป็นการยุติการเจรจาตามกรอบ MOU 2544 หากฝ่ายกัมพูชา ยังคงเห็นประโยชน์จากการพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกับไทยต่อไป ขอให้แสดงเจตนารมณ์หรือแจ้งมาให้ทราบ เพื่อจัดกรอบการเจรจากันใหม่ ที่มีความเป็นไปได้ โดยไม่นำไปสู่ข้อพิพาทในเรื่องเขตแดนทางทะเลเช่นที่ผ่านมา
4.ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา MOU44ฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้
"หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีอยู่เช่นนี้ต่อไป การเจรจา เพื่อพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกัน จึงเป็นเรื่องที่ยากเพราะหลักการที่สำคัญคือต้องตกลงเขตแดนทางทะเลให้ได้ก่อน แล้วจึงค่อยหาแนวทางพัฒนาและบริหารร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจ และแบ่งปันด้วยความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย จึงเห็นควรที่จะยกเลิกและวางกรอบการเจรจาใหม่ เพื่อลดความขัดแย้ง และนำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง"นางสาวรัชดา กล่าว
อย่างไรก็ตาม การยกเลิก MOU44 เปลี่ยนมาใช้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ขั้นตอนหลังจากนี้ กระทรวงต่างประเทศ ทำเรื่องเสนอ ครม. พร้อมแจ้งหน่วยงานเกี่ยวข้องและรัฐภาคีต่อไป
ดังนั้นหากใช้กฎหมายทะเล UNCLOS ที่ทั่วโลกยอมรับ แม้จะตัดปัญหาเรื่องการตีเส้นของฝ่ายกัมพูชาที่ลากผ่านเกาะกูดของไทยไปโดยปริยาย
ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า "กัมพูชา" มีข้อมูลลับอะไรอยู่ในมือ ถึงเปลี่ยนใจมาให้สัตยาบันรัฐภาคี UNCLOS
หลังดึงเชิงมายาวนาน เช่นเดียวกับ "สีหศักดิ์" อุบไต๋ ไม่ยอมแพร่งพรายอาวุธลับของฝ่ายไทย ต่างฝ่ายต่างเก็บไว้ไปต่อสู้กันในเวทีระหว่างประเทศ





