'ณัฐพงษ์' ปลุกใจ 'ด้อมส้ม' เชื่อคดี 44 สส.รอดศาลฎีกา เหตุเป็นอำนาจนิติบัญญัติ ปลอบอย่าหมดหวังแพ้เลือกตั้ง สวนต่อให้ไม่โหวต 'อนุทิน' นายกฯ ทิศทางการเมืองก็ไม่เปลี่ยน
เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ปชน. ร่วมกันตอบคำถาม ในรายการ "กว่าจะมาเป็นทั้งประชาชน EP 15 " เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 ผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กเฉพาะ ซึ่งต้องเป็นสมาชิกของพรรคประชาชนเท่านั้นจึงจะเข้าร่วมได้
โดย'เท้ง' กล่าวว่า ตน นายศรายุทธิ์ และเพื่อนสมาชิกทุกคน ทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ จนถึงช่วงนี้ ไม่ได้หยุด แต่ละคนมีบทบาทไม่เคยหยุดขับเคลื่อนทางความคิด ทั้งนี้ตนอยากชวนเพื่อนสมาชิกช่วยกันคิดว่า สิ่งที่พวกเรากำลังต่อสู้อยู่นั้นคืออะไร ซึ่งตนเชื่อว่าผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุด สะท้อนระบอบการเมืองไทย ซึ่งพรรคภูมิใจไทย สำหรับตนนั้นมองว่าเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่ยังมีอำนาจข้างล่างที่ซับพอร์ตพรรคภูมิใจไทยให้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลครั้งนี้ ทั้งองค์กรอิสระ กลุ่มก้อน อำนาจ ขั้วการเมืองต่างๆ ที่มีอำนาจในสังคม เป็นกลุ่มคนชั้นนำเพียงแค่หยิบมือเดียวในประเทศนี้
หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ จนถึงตอนนี้เป็นโจทย์เดียวกันมาตลอด คือการสร้างการเมืองภาคประชาชน จึงขอให้ทุกคนอย่ารู้สึกผิดหวัง เสียใจว่ากับผลการเลือกตั้งว่าเป็นเพราะพรรคประชาชนไปสนับสนุน ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี หากเราเห็นภาพใหญ่ตรงกันว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่ยังมีระบบโครงสร้างอำนาจรัฐที่สนับสนุนระบอบแบบนี้อยู่ เรากำลังต่อสู้กับยอดภูเขาน้ำแข็งที่เป็นสามเหลี่ยมหัวกลับ เอาฐานประชาชนขึ้นมาอยู่พ้นน้ำ
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า การสู้ของเราจึงสู้เพราะเห็นว่า กติกาอย่างรัฐธรรมนูญนั้นจำเป็นต้องแก้ไข และล่าสุดเราก็เห็นว่าเกี่ยวข้องกับคดี 44 สส.โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทั้งที่อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูยระบุว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร หลักฐานเส้นเงินก็ชัดเจน แต่กลายเป็นว่า ป.ป.ช.ใช้อำนาจยกคำร้องในคดีดังกล่าว แต่กับพวกเรา คดี 44 สส. กลับส่งคำร้องไปยังศาลฎีกา ซึ่งเราจะรู้ผลในวันที่ 24 เม.ย.นี้
ดังนั้น อยากให้ทุคคนเห็นภาพว่า การโหวตของเราเพื่อการผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ ตนเชื่อว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมา ไม่ได้มาจากการตัดสินใจของพวกเราเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าวันนั้นเราจะตัดสินใจอย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอาจจะเปลี่ยนหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ตราบใดที่เราไม่แก้กติกาสูงสุดของประเทศให้ถูกต้อง ทิศทางการเมืองไทยก็จะไม่แตกต่างจากปัจจุบันที่เป็นอยู่ คือ มีเพียงกลุ่มตัวแทนที่เรียกตัวเองว่าพรรคการเมืองสีน้ำเงิน แต่จริงๆ เป็นกลุ่มก้อนของอำนาจที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง ที่กำลังยึดกุมประเทศนี้ ในการประชุมใหญ่ของพรรคที่กำลังจะถึงนี้ อยากให้ทุกคนเห็นเข็มมุ่งทิศทางที่ชัดเจนของพรรคว่าสิ่งที่เราต่อสู้นั้นเรากำลังต่อสุ้กับโครงสร้างที่เป็นยอดภูเขาน้ำแข็งทั้งลูกนี้ ยังไม่อยากให้ทุกคนหมดหวังกับการเลือกตั้ง
ส่วนข้อวิจารณ์หลังการเลือกตั้งเราดูอ่อนแอหรือเมาหมัด หรือดูอ่อม นั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีอ่อม ไม่มีอ่อนแอ หลายๆ คนอาจจะบอกว่าหัวหน้าพรรคหายไปไหน แต่หลายคนก็คงรู้ว่าตนทำงานอยู่ทุกวัน ตนคิดว่าเราถือกำเนิดมาจากการเปลี่ยนแปลงและเอาชนะทางความคิด นำมาสู่การเอาชนะการเลือกตั้ง ซึ่งตนเชื่ออย่านั้น และเชื่อว่าเข็มมุ่งที่ชัดเจนของพรรคคือทำให้สังคมไทยเห็นว่าตกลงแล้วการเมืองแบบที่เป็นอยู่มันกินรวบประเทศ กัดกร่อน เซาะกร่อนบ่อนทำลายประเทศ ทำลายชีวิตของคนไทย ถ้าทำให้ทุกคนเห็นภาพตรงนี้ตรงกันจะนำมาสู่ชัยชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า ตนเห็นด้วย ดังนั้นการทำงานการมืองเชิงความคิด เชิงกระแสก็ทำไป เต็มที่ และเชื่อว่าเพื่อนสส. สภาชุดที่ 27 ทุกคนทำหน้าที่ได้ดี เมื่อเทียบกับตนเมื่อปี 2562 บอกได้เลยว่าไม่อาจเรียกว่า สส.มือใหม่ เพราะอภิปรายได้ดี ดังนั้น การทำการเมืองเชิงกระแสตนไม่ห่วง เชื่อว่าเพื่อนสส. เราทำได้เก่งอยู่แล้ว และทำได้ดียิ่งขึ้นถ้ามีเข็มมุ่งที่ชัดเจน ซึ่งเราจะมาคิดกันในการประชุมที่จะถึงนี้
แต่สิ่งหนึ่งที่ตนคิดว่าต้องเดินคู่กันคือเรื่องการจัดตั้ง แต่การจัดตั้งในที่นี้ ไม่ใช่การใช้เงินไปสู้ในสนามเหมือนเขา ตนเดินทางไปหลายจังหวัดมองเห็นโหวตเตอร์ของพรรคกว่า 10 ล้านเสียง ทุกหมู่บ้าน ซึ่งสอบถามว่าจะช่วยเหลือพรรคได้อย่างไรบ้าง ไม่ใช่รอ4 ปี เข้าคูหากาพรรคส้มเท่านั้น แต่มีส่วนร่วมกับพรรคไม่ว่าเล็ก หรือใหญ่ จึงอยากเปลี่ยนพลังที่ทุกคนรู้สึกโกรธแค้นกับผลเลือกตั้ง มาเป็นการขับเคเลื่อนเข็มทิศที่ชัดเจน เข้มแข็ง เชื่อว่าจะมีพลังมากขึ้น เป็นแนวคิดนำมาสู่การตั้งอาสาสมัครส้ม ถึงระดับหมู่บ้าน ส่วนคนที่อยู่ห่างไกล ยังไม่กล้ามาเป็นสมาชิกพรรค ก็ใช้ระบบอาสาส้มทำงานเชิงลึกเพื่อทำงานร่วมกัน อนาคตอาจจะอยากเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคก็ได้ เช่น มาร่วมสรรหาตัวแทนพรรคลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือช่วยพัฒนานโยบายของพรรค กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นคนศักยภาพมาก และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างพรรคมวลชนอย่างยั่งยืน
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงคดี 44 สส. ว่า โดยหลัก ตนเชื่อว่าศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลยุติธรรมจะให้ความเป็นธรรมกับเรามากที่สุด เป็นองค์กรที่ต้องสถิตความยุติธรรมมากที่สุดในประเทศ สำหรับตนถ้าดูตามเนื้อผ้า คดีนี้อย่างไรก็ไม่ผิด การที่สส.เสนอร่างแก้ไขกฎหมาย โดยใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรถูกตีความเป็นความผิดทางจริยธรรมได้เลย เรื่องนี้ตนได้ความเห็นจาก นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคประชาชน ว่ามุมหนึ่งลองคิดดูว่าถ้าศาล ซึ่งอยู่ในองค์กรตุลาการมีอำนาจวินิจฉัยว่าเนื้อหาในกฎหมายที่สส.ซึ่งอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติเสนอเข้าสภานั้นผิด หรือถูกจริยธรรม ผิดหรือถูกกฎหมาย เท่ากับศาลกำลังจะละเมิดอำนาจเขตแดนของศาลมายังนิติบัญญัติหรือไม่ ซึ่งอย่าลืมว่าตามหลักการรัฐธรรมนูญมีการแบ่งแยกอำนาจ “บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ” ไว้แล้ว คำอธิบายของนพ.วาโยนั้นถือว่ามีน้ำหนักมาก ดังนั้นถ้าศาลฎีกาเดินหน้าทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ตนคิดว่าก็ไม่ควรตีความว่าการแก้ไขกฎหมายนั้นผิด และเชื่อว่าศาลฎีกาจะผดุงความเป็นธรรมในส่วนนี้ แต่ตนจะไปก้าวล่วงอำนาจศาลไม่ได้ ต้องรอดูผลวันที่ 24 เม.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานที่ดูแลคดีนี้มีความพร้อมเต็มที่ ซึ่งตนเชื่อว่ายังมีรายละเอียดอีกมานอกจากที่อะธิบายไป คำตอบของเราค่อนข้างมีน้ำหนัก แต่อย่างที่บอกว่าระบบการเมืองไทยเป็นภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา จึงไม่รู้ว่า ยังมีอิทธิพลใดที่จะไปครอบงำองค์กรต่างๆ ได้
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงการประชุมใหญ่ในวันที่ 24-26 เม.ย.นั้นเป็นการประชุมสามัญตามปกติ ที่ทุกพรรคการเมืองต้องทำให้เสร็จในเดือน เม.ย.นี้ ดังนั้นไม่ว่าจะมีคดีหรือไม่มีคดีก็ต้องประชุม ส่วนวาระที่จะประชุมมีหลากหลาย ซึ่งตน และนายศรายุทธิ์ตั้งใจที่อยากเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงกันอย่างจริงจังของสมาชิกพรรค เพื่อเสนอญัตติและโหวตได้ว่าจะนำเรื่องใดเข้าที่ประชุมใหญ่ได้บ้าง
“ผลลัพธ์ที่เราอยากได้คือเข็มมุ่งของพรรคที่ชัดเจน เช่น หัวข้อที่ตนอยากเสนอ หรือ คำถามที่อยากให้มีการดีเบต คือระหว่างพรรคกระแส กับพรรคทำพื้นที่ เราจะเลือกไปทางไหน ซึ่งตนเชื่อว่าข้อสรุปปลายทางอาจจะไม่ต้องเลือก แต่เราจะให้น้ำหนักอะไรมาก น้อยกว่ากัน หรือให้น้ำหนักเท่าๆ กัน แต่ทำด้วยวิธีไหน ซึ่งการเปิดคำถามไว้แบบนี้จะทำให้เกิดการถกเถียงในที่ประชุมใหญ่” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า มีการถามมาว่าเราจะยอมเป็นพรรคขั้ว หรือยอมเป็นพรรคร่วมได้ การเป็นพรรคขั้วคือ ถ้าจะเป็นรัฐบาลเราต้องเป็นพรรคแกนนำอันดับ 1 เท่านั้น หรือถ้าไม่ใช่พรรคอันดับ 1 ก็เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ส่วนการเป็นพรรคร่วมหมายถึงไม่ชนะการเลือกตั้งก็ยอมร่วมรัฐบาลได้ ซึ่งจะมีข้อถกเถียงย่อยลงไปอีกว่า ร่วมกับใครได้ หรือไม่ได้ ถ้าเป็นขั้วอุดมการณ์ชัดเจน แบรนด์ดิ้งไม่เสีย เราจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะมีข้อถกเถียงแบบนี้ที่ให้เพื่อนสมาชิกมาถกเถียงกันได้ หากเราได้ข้อสรุป มีเข็มมุ่งที่ชัดเจน การแสดงออกของพรรคจะถูกกำกับด้วยเข็มทิศนี้ เช่น เราต้องดูว่าบริบืทการเมืองปัจจุบัน การเลือกตั้งครั้งหน้า เรามองเห็นรัฐบาลแบบใหม่ รัฐบาลประชาชน ใครร่วมกับเราได้หรือไม่ได้ การอภิปรายในสภา จะวิจารณ์ประเด็นใดหนัก เบา การจัดวางตำแหน่งการพูดจะเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์นี้ทั้งหมด





