กรณ์ ตั้งกระทู้สด ถาม "รมว.คลัง" ปมแก้วิกฤติพลังงาน-เตรียมออกพ.ร.ก.กู้เงิน ด้าน "เอกนิติ" ยอมรับมีปัจจัยต้องกู้เงิน หากโอนงบไม่พอดูแลประชาชน จ่อใช้ ตามรธน.ม.172
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา โดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งถามต่อประเด็นการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ ต่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. คลัง
โดยนายกรณ์ตั้งคำถามว่า ต่อข้อสรุปถึงปัญหาราคาน้ำมันที่เป็นธรรมหลังจากที่คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง(คตร.)ที่นายเอกนิติ เป็นประธาน ศึกษาหาข้อสรุปตามที่มีเวลาทำงาน 15 วัน พร้อมถามถึงการตามกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นของโรงกลั่นตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาที่ไม่เป็นธรรมอย่างไ
ซึ่ง นายเอกนิติ ชี้แจงโดยยอมรับว่าจากการตรวจสอบของ คตร. ส่วนของค่ากลั่น ในรายละเอียดเป็นแค่ตัวเลขอ้างอิง หรือ ค่าการกลั่นทิพย์ เป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ตัวเลขต้นทุนค่าการกลั่นเป็นตัวเลขที่อ้างอิงโดยที่ยังไม่ได้รวมสถานการณ์ผิดปกติคือช่วงสงครามตะวันออกกลาง จึงได้เชิญโรงกลั่นมาหารือ ส่วนการศึกษานนั้น ได้ทำเสร็จก่อน 15 วัน และเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) การประชุมครั้งแรกผลคือค่าการกลั่นไม่สะท้อนความเป็นจริง ขอให้มีการปรับให้สะท้อนความเป็นความเป็นจริง
"ส่วนผลตอบแทนส่วนเกินโดยคตร. เสนอแนะว่าให้ใช้พระราชกำหนด(พ.ร.ก.) น้ำมันขาดแคลน ปี2516 ให้คณะกรรมการ กบง. เป็นผู้ที่สามารถใช้อำนาจตามพ.ร.ก.นี้ได้ ซึ่งรมว.พลังงาน ก็ได้นำเสนอเข้าสู่ครม. และใช้อำนาจตรงนี้เป็นครั้งแรกในการไปลดผลตอบแทนส่วนเกิน ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลตอบแทนส่วนเกินประมาณ 2 บาทต่อลิตร สำหรับเดือนเมษายนก็ต้องมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะเราอยากใช้ต้นทุนการกลั่นสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่ค่าการกลั่นทิพย์หรือเป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิง" นายเอกนิติ ชี้แจง
นายเอกนิติ ชี้แจงต่อว่า สำหรับภาษีสรรพสามิต ต้องดูความสมดุล ว่าฐานะการคลังและการช่วยเหลือประชาชนจะใช้เครื่องมืออะไร สิ่งที่ตัดสินใจแล้วคือใช้กลไกของกองทุนน้ำมัน เพื่อรักษาเสถียรภาพเรื่องราคา ช่วยชะลอผลกระทบทั้งขาขึ้นและขาลงต่อประชาชน
"ภาษีสรรพสามิตหารายได้มาดูแลประชาชนทุกภาคส่วน ถ้าเราไม่สามารถรักษาความสมดุล สิ่งหนึ่งที่อาจจะตามมาที่ใช้ทรัพยากรทุกอย่างไปดูแลประชาชนบางกลุ่มอาจจะมีประชาชนอีกหลายกลุ่มอาจจะได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องมือที่ผิด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดถ้าเราไม่สามารถบริหารจัดการวิกฤติครั้งนี้ด้วยการดูแลประชาชนทุกภาคส่วนนอกจากประชาชนจะเดือดร้อนแล้ว วิกฤติพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตโลกอาจจะนำพามาสู่วิกฤตอื่นๆเช่นวิกฤตการคลัง อาจจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่า" นายเอกนิติ กล่าว
จากนั้น นายกรณ์ ตั้งถามถึงความชัดเจนต่อการเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ที่พบว่ายังไม่ได้ปรึกษากับกระทรวงการคลัง และในสถานการณ์ ปัจจุบันเข้าเกณฑ์เข้าเกณฑ์กับ มาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่และสถานการณ์แบบไหนที่ท่านมองว่ารัฐบาลนี้อาจที่จะออก พ.ร. ก.กู้เงินจากการขาดดุลในงบประมาณได้
โดย นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันมาตรา 172 คือสถานการณ์ฉุกเฉินและไม่มีทางเลือกอื่น สิ่งหนึ่งที่ตนพยายามทำอยู่ในปัจจุบันคือพยามดูงบประมาณในส่วนอื่นว่าเรามีเหลือขนาดไหนที่จะสามารถทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อเตรียมช่วยเยียวยาประชาชน โดยขณะนี้ให้กรมบัญชีกลางพิจารณา หากถามว่าสถานการณ์วันนี้วิกฤติหรือไม่ วันที่ตนได้ไปประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศทุกคนยอมรับว่านี่คือวิกฤติของโลกที่ทุกคนเจอเหมือนกัน
"วันนี้มาตรา 172 ควรใช้หรือยัง ผมต้องเตรียมกระสุนไว้ถ้างบประมาณที่เรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอ ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่นเพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเยียวยา และช่วยให้ประเทศเปลี่ยนผ่านช่วงวิกฤติ วันนี้ งบประมาณของเราเรียกว่าใช้เต็มเพดานที่บอกว่าเราจะขาดทุนได้ไม่เกิน 20% ของรายจ่ายงบประมาณประจำปี 80% ของการชำระต้นเงินกู้เพราะฉะนั้นวันนี้ เราต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่าและถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172" นายเอกนิติ ชี้แจง





