วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2569

Login
Login

ชำแหละคำตัดสินศาล รธน.-ป.ป.ช. 3 ปมหุ้น 'ศักดิ์สยาม' ยังไม่เคลียร์

ชำแหละคำตัดสินศาล รธน.-ป.ป.ช. 3 ปมหุ้น 'ศักดิ์สยาม' ยังไม่เคลียร์

ในที่สุดหลังจาก “อมพะนำ” มานาน ในที่สุดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่เอกสารชี้แจงเป็น Press Release แจกแก่สื่อมวลชน ถึงสาเหตุที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติ “เอกฉันท์” ยกคำร้อง กรณีกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย 2 คดี แบ่งเป็น

1.) คดีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สินอันเป็นเท็จ จากการถือครองหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น กว่า 119.5 ล้านบาท สาระสำคัญในเอกสารข่าวของ ป.ป.ช. คือ การ “เชื่อ” คำชี้แจงของ “ศักดิ์สยาม” ว่า การโอนหุ้นครั้งนี้ เป็นไปโดยชอบแล้ว 

โดย ป.ป.ช.ไล่ไทม์ไลน์มาว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สินของนายศักดิ์สยาม ระหว่างปี 2562-2567 รวม 6 ครั้ง ไม่ปรากฏการแจ้งถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ โดยมีการโอนหุ้นดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่ปี 2561 โดยอ้างว่าขายให้กับนาย ศ.

อย่างไรก็ดี เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2567 นายศักดิ์สยาม ได้แจ้งไปยังนาย ศ. ซึ่งเป็นผู้ถือครองหุ้นให้โอนหุ้นกลับมา แต่นาย ศ.ได้โต้แย้งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้นดังกล่าว และมิให้นายศักดิ์สยาม แจ้งการถือครองหุ้นนี้ในบัญชีทรัพย์สิน

ทำให้นายศักดิ์สยาม ยื่นฟ้องนาย ส.ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ขอให้กระทำตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ให้โอนสิทธิหุ้นมูลค่า 119.5 ล้านบาท ดังกล่าวคืน พร้อมกับให้ออกจากการเป็นหุ้นส่วน และให้นายศักดิ์สยาม เข้าไปเป็นหุ้นส่วนแทน อย่างไรก็ดีต่อมาเมื่อ 5 มิ.ย.2568 นายศักดิ์สยาม และนาย ศ. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ ภาค 1 โดย นายศักดิ์สยาม ไม่ติดใจให้นาย ศ.โอนสิทธิเงินลงทุนคืน 119.5 ล้านบาท และยอมรับว่านาย ศ.เป็นผู้ซื้อหุ้น และเป็นผู้มีสิทธิในการถือหุ้นดังกล่าว 

ชำแหละคำตัดสินศาล รธน.-ป.ป.ช. 3 ปมหุ้น 'ศักดิ์สยาม' ยังไม่เคลียร์

แต่เพื่อยุติข้อพิพาท นาย ศ.ตกลงรับซื้อที่ดินของนายศักดิ์สยาม เป็นการตอบแทน จำนวน 19 แปลง 323 ไร่ 373 ตารางวา แก่นาย ศ. แบบเหมายกแปลง รวมเป็นเงิน 51,505,267 บาท และชำระให้นายศักดิ์สยาม เมื่อ 4 ก.ค.2568 หลังจากนั้นมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้นาย ศ. เมื่อ 9 ก.ค.2568 หลังจากนั้นทั้งคู่ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกัน 

ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาตามยอม โดยเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากนั้น 9 ก.ค.2568 นายศักดิ์สยาม จึงปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินให้เป็นปัจจุบัน โดยยื่นข้อมูลการขายที่ดิน และโอนกรรมสิทธิ์ให้นาย ศ. ตามคำพิพากษา จำนวน 51,505,267 บาท

พฤติการณ์ข้างต้นคือ สาระสำคัญ ทำให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เชื่อว่า นายศักดิ์สยาม ได้โอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม เข้าไปดำเนินการใดๆ ภายหลังการโอนหุ้น จึงไม่ได้แสดงหุ้นไว้ในบัญชีทรัพย์สิน ประกอบกับหลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายศักดิ์สยาม ได้ดำเนินการตามคำวินิจฉัยดังกล่าว และมีการแจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน

จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น และข้อเท็จจริงดังกล่าวที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัย และมีมติ เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ประกอบกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว 

ชำแหละคำตัดสินศาล รธน.-ป.ป.ช. 3 ปมหุ้น 'ศักดิ์สยาม' ยังไม่เคลียร์
(เอกสารการโอนหุ้นระหว่างนายศักดิ์สยาม ให้กับนาย ศ. เกิดขึ้นในที่อยู่ของนายศักดิ์สยาม (ขณะนั้น)

ดังนั้น มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยภายหลังจากที่นายศักดิ์สยาม ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว

2.) คดีเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียใน หจก.บุรีเจริญฯ และใช้อำนาจแทรกแซงเจ้าหน้าที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้ หจก.บุรีเจริญฯ รับงานรัฐกับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทนั้น ป.ป.ช.อ้างว่าในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยเฉพาะกรณีปัญหาความเป็นหุ้นส่วนในการถือหุ้นของนายศักดิ์สยาม ที่อาจเข้าลักษณะของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่ 

ดังนั้นการที่นาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้น และดูแลบริหารจัดการ หจก.บุรีเจริญฯ ดังกล่าว ไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ใช้อำนาจหน้าที่โดยตรงหรือโดยอ้อมในฐานะ รมว.คมนาคม เข้าแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อ จัดจ้าง หรือเอื้อประโยชน์ให้มีการสมยอมราคาของกลุ่มเอกชนในการเข้าเสนอราคากับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทแต่อย่างใด

โดยจากการตรวจสอบระหว่างนายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่ง 2562-2566 พบว่า หจก.บุรีเจริญฯ ได้เข้าเป็นคู่สัญญาเฉลี่ยปีละ 27 สัญญา เห็นว่า ไม่ได้จำนวนเพิ่มมากขึ้นจนผิดปกติ เมื่อเทียบกับก่อนที่นายศักดิ์สยาม เข้าดำรงตำแหน่งแต่อย่างใด นอกจากนี้การเพิ่มทุน หจก.แห่งนี้ เกิดขึ้นในปี 2558 ก่อนที่นายศักดิ์สยาม มาเป็นรัฐมนตรี จึงไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม ป.ป.ช.จึงมีมติยกคำร้องกล่าวหาเรื่องนี้ไปด้วย

อย่างไรก็ดียังเหลือคดีกล่าวหานายศักดิ์สยาม ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยเป็นการร้องเรียนเข้ามาในประเด็นเดียวกัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น

ชำแหละคำตัดสินศาล รธน.-ป.ป.ช. 3 ปมหุ้น 'ศักดิ์สยาม' ยังไม่เคลียร์
(ในช่วงนายศักดิ์สยาม เป็น รมว.คมนาคม หจก.บุรีเจริญฯ เคยบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย 5.9 ล้านบาทเศษ)

แต่เงื่อนปมที่น่าสนใจในเอกสารข่าวของ ป.ป.ช.ที่ยังไม่เคลียร์ และสาธารณชนน่าจะยัง “กังขา” อยู่นั่นคือ 

1.ประเด็นเส้นทางการเงินที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยไว้ โดยเมื่อปี 2561 นายศักดิ์สยาม ได้โอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ จำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 119.5 ล้านบาท ให้แก่นาย ศ. นั้น สาระสำคัญในการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบพยานหลักฐานจากบัญชีธนาคาร กองทุน และสถาบันการเงินต่างๆ พบเส้นทางการเงินว่า การโอนเงินทั้ง 3 งวดของนาย ศ. ในการซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ อ้างว่า มาจากการขายกองทุน TMBT จำนวน 2 กองทุน

อย่างไรก็ดีจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า การซื้อกองทุนดังกล่าวของนาย ศ. พบว่า มีการโอนเงินในวัน และเวลาใกล้เคียงกันจาก บริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ จำกัด (ธุรกิจเครือข่ายตระกูลชิดชอบ) และ หจก.บุรีเจริญฯ ให้แก่นาย ศ. โดยทั้ง 2 บริษัทดังกล่าว ได้รับการโอนเงินมาจากนายศักดิ์สยาม 

โดยเงินที่นำไปซื้อกองทุนช่วงแรก มียอดเงินบางส่วนจำนวน 35 ล้านบาท ในวันเวลาใกล้เคียงกันได้รับการโอนจากบริษัท ศิลาชัยฯ และในวันเวลาใกล้เคียงกันนายศักดิ์สยาม ได้โอนเงินให้กับบริษัท ศิลาชัยฯ จำนวน 40 ล้านบาท

แม้ว่านายศักดิ์สยาม อ้างว่าเป็นการทำสัญญากู้เงินจากบริษัท ศิลาชัยฯ แต่กรณีการโอนเงิน 36.7 ล้านบาท ของบริษัท ศิลาชัยฯ ให้แก่นาย ศ.โดยอ้างว่าชำระหนี้เงินกู้นั้น ในวันเวลาใกล้เคียงกันนายศักดิ์สยาม ได้โอนเงินเข้าบัญชีบริษัท ศิลาชัยฯ 40 ล้านบาท โดยอ้างว่าชำระหนี้เงินกู้เช่นกัน แต่ในวันดังกล่าวบริษัทมีเงินในบัญชี 40-50 ล้านบาท เพียงพอกับการสำรองจ่ายแก่นาย ศ. โดยไม่มีความจำเป็นต้องมีเงินของนายศักดิ์สยาม เข้าบัญชีก่อน 

ศาลรัฐธรรมนูญ มองว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่มีน้ำหนัก เมื่อเทียบกับพยานหลักฐานต่างๆ ตามข้อสงสัยที่กล่าวมาข้างต้น คำชี้แจงของนาย ศ. และนายศักดิ์สยาม ไม่มีเหตุผลรับฟังได้

ชำแหละคำตัดสินศาล รธน.-ป.ป.ช. 3 ปมหุ้น 'ศักดิ์สยาม' ยังไม่เคลียร์

ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อพิรุธหลายประการ ประกอบพยานหลักฐาน พฤติการณ์แวดล้อม กรณีสอดรับกันแล้ว เงินที่นาย ศ. นำมาซื้อกองทุน 2 รายการ ก้อนแรก 35 ล้านบาท จากบริษัท ศิลาชัยฯ ก้อนสอง 56.7 ล้านบาท จากบริษัท ศิลาชัยฯ 36.7 ล้านบาท และ หจก.บุรีเจริญฯ 20 ล้านบาท ไม่ได้เกิดจากธุรกรรมการกู้ยืมเงิน หรือสำรองค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามที่นายศักดิ์สยาม และนาย ศ. กล่าวอ้าง แต่ข้อกล่าวอ้างของทั้ง 2 คนรวมถึงพยานบุคคลต่างๆ เป็นเพียงการกล่าวอ้าง เพื่อให้เจือสมกับพยานหลักฐานของสถาบันการเงินต่างๆ ที่ปรากฏความสัมพันธ์ของเส้นทางการเงิน ระหว่างนายศักดิ์สยาม นาย ศ. บริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ

ประกอบกับแม้เงินที่นาย ศ. นำมาซื้อกองทุนรายการต่างๆ ดังกล่าว ไม่ได้โอนจากบัญชีธนาคารของนายศักดิ์สยามโดยตรง แต่โอนจากบัญชี บริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว นายศักดิ์สยาม อยู่ในฐานะผู้มีอำนาจใช้จ่ายเงินของนิติบุคคล 2 แห่ง แม้แหล่งที่มาของเงินซื้อกองทุนจะเกิดขึ้นปี 2560 เกิดขึ้นก่อนนายศักดิ์สยามเป็น รมว.คมนาคม ปี 2562 แต่ช่วงเวลาดังกล่าวนายศักดิ์สยาม และนาย ศ. ยอมรับว่า การโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ เกิดขึ้นเนื่องจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 นายศักดิ์สยาม ประสงค์เตรียมลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของนายศักดิ์สยาม 

ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ได้จากพฤติการณ์แวดล้อม เป็นพิรุธ น่าสงสัยหลายประการ ประกอบกัน มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า เงินที่นาย ศ. นำมาชำระค่าเงินลงหุ้นแก่นายศักดิ์สยาม เป็นเงินของนายศักดิ์สยาม เอง

2.นาย ศ. คือ อดีตลูกจ้างในบริษัท ศิลาชัยฯ ได้เงินเดือน 9 พันบาท ต่อมาได้รับการเพิ่มเงินเดือนเป็น 15,000 บาท นอกจากนี้จากการตรวจสอบเอกสารการแสดงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) ของนาย ศ. ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ระหว่างปี 2556-2565 มีรายได้ต่อปี เฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี จากการเป็นลูกจ้างของบริษัท เอ เอ็น อาร์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัท ศิลาชัยฯ รวมถึงไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่เห็นว่านายศุภวัฒน์ ประกอบธุรกิจกับบริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ

นอกจากนี้เมื่อครั้งนาย ศ.เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการใน หจก.บุรีเจริญฯ แล้ว มิได้กำหนดค่าตอบแทนแก่ตนเอง แต่หากเมื่อใด ต้องการนำเงินใน หจก.มาใช้จ่ายส่วนตัว จะรวบรวมใบเสร็จรับเงินค่าน้ำมัน มาตั้งเบิกเพื่อบันทึกค่าใช้จ่าย รับเป็นเงินสดแต่ละเดือน โดยระบุว่าในใบเสร็จว่า “ติดตามนาย”

3.ประเด็นที่ตั้งของ หจก.บุรีเจริญฯ ข้อเท็จจริงปรากฏอีกว่า ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ หจก.บุรีเจริญฯ เปลี่ยนแปลงจากเลขที่ 30/2 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของนายศักดิ์สยาม เป็นที่ตั้งใหม่ 30/17 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ เมื่อ 18 มิ.ย.2562 เกิดขึ้นก่อนนายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม เพียง 23 วัน ขณะที่สถานที่ทั้ง 2 แห่ง ล้วนตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยอยู่บนที่ดินของบริษัท ศิลาชัยฯ

นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบเอกสารการวางบิลของ หจก.บุรีเจริญฯ ระหว่าง ก.พ. 2561-7 มิ.ย.2562 พบว่า ระบุที่อยู่เป็น 30/17 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ทั้งที่ในช่วงเวลาดังกล่าว หจก.แห่งนี้ยังตั้งอยู่ที่บ้านนายศักดิ์สยาม แม้นาย ศ. อ้างว่า การแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ดำเนินการจดทะเบียนภายหลัง แต่เมื่อพิจารณาเอกสารการวางบิลตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงที่อยู่นานถึง 1 ปีเศษ ผิดปกติวิสัยการทำธุรกิจ จึงไม่น่าเชื่อถือ

นี่คือ 3 ประเด็นหลักใหญ่ใจความสำคัญ ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ในเอกสารข่าวของ ป.ป.ช.มิได้มีการตั้งประเด็น หรือว่าชี้แจงเรื่องเหล่านี้แต่อย่างใด มีเพียงแค่ “เชื่อว่า” ตามคำบอกเล่าของ “ศักดิ์สยาม” เท่านั้น ในประเด็นการโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ โดยมิได้สืบสวนพฤติการณ์ทั้งหมด อันเป็นสาระสำคัญในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นต่อจากนี้คงต้องรอดูคดีที่ 3 ของ “ศักดิ์สยาม” กรณีถูกกล่าวหาว่า ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงจากเรื่องหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ จะมีบทสรุปออกมาในรูปแบบใด

แต่ที่แน่ๆ หากยังเกิดข้อกังขาค้างคาใจสาธารณชน ข้อครหา “2 มาตรฐาน” คงดังกระหึ่มขึ้นมาจากสังคมอีกครั้ง

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์