เป็นปรากฎการณ์ขัดแย้ง ที่ถูกจัดให้เป็นภาวะปกติของสภาผู้แทนราษฎร คือ การแย่งชิงเก้าอี้ประธานกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ ที่รอบนี้มี 5 จาก 22 พรรค ได้รับโควตา คือ พรรคภูมิใจไทย 14 คณะ พรรคประชาชน 9 คณะ พรรคเพื่อไทย 5 คณะ พรรคกล้าธรรม 4 คณะ พรรคประชาธิปัตย์ 2 คณะ และ พรรคไทรวมพลัง 1 คณะ
การเจรจาเพื่อให้ได้ เก้าอี้ประธาน กมธ. ที่ต้องการ เกิดขึ้นแล้ว 2 ครั้ง โดยมี “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ซึ่งครั้งแรก เมื่อ 20 เม.ย. มีผลคืบหน้า เพียงแค่การรู้ตัวเลข มีพรรคใดที่ได้รับจัดสรร “เก้าอี้ประธานกมธ.” กี่คณะ ซึ่งเป็นการจัดสรรตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ และตามสูตรการคำนวณ
แม้ในครั้งแรกจะพยายามจัดสรรเก้าอี้ให้ลงตัว แต่ด้วยความต้องการของแต่ละพรรคที่ยังทับซ้อนกัน จนไม่สามารถได้ข้อยุติได้ในวันนั้น จึงเกิดการนัดประชุมเป็นครั้งที่สอง เมื่อ 22 เม.ย. โดยครั้งที่สองนี้ ได้ใช้เวลาประชุมถึง 2 รอบ โดยรอบแรกใช้เวลาเจรจากันใน 5 พรรค ตั้งแต่ 13.00-15.00 น.
โดยรอบแรกนั้น มีเพียงพรรคเดียวที่ได้ข้อสรุป คือ “พรรคเพื่อไทย” ที่ได้ กมธ.ที่สอดคล้องกับกระทรวงที่ “คนของพรรคเพื่อไทย” ได้นั่งเก้าอี้เสนาบดี ได้แก่
1.กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งตรงกับ “กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” ที่มี “นิกร โสมกลาง” รมว.จากพรรคเพื่อไทย ดูแล
2.กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ ตรงกับ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ที่มี “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ดูแล
3.กมธ.แรงงาน ซึ่งตรงกับ กระทรวงแรงงาน ที่ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็น รมว.
4.กมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ “อ.เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นรองนายกฯและรมว.
และ 5.กมธ.การศึกษา ซึ่งตรงกับ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” ดูแล
ทำให้ขณะนี้ “พรรคเพื่อไทย” เดินหน้าคัดเลือก สส. เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ประธานกมธ.แล้ว โดยวางสเปกคือ ต้องเป็นบุคคลที่รั้งตำแหน่ง สส.มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2-3 สมัย เพื่อให้มีประสบการณ์ในการเข้าทำหน้าที่
ขณะที่ “พรรคกล้าธรรม” ที่ได้ 4 เก้าอี้ประธานกมธ. โดยหมายตา กมธ.บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กมธ.การท่องเที่ยว กมธ.กีฬาและ กมธ.กิจการสภาฯ ในการเจรจารอบแรก จวนเจียนจะได้ตามที่ต้องการ เพราะใช้สไตล์การประนีประนอม ยอมได้ก็ยอม
แต่เมื่อพรรคใหญ่ไม่ยอมปล่อย “กมธ.บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” ที่ “กล้าธรรม” เล็งเป็นอันดับหนึ่ง จึงทำให้การเจรจาที่ใกล้จบ ต้องรื้อใหม่ และจัดให้พรรคกล้าธรรม อยู่ในกลุ่ม “พรรคที่ยังตกลงไม่ได้ และรอการเจรจา”
กับบรรยากาศของการเจรจา แม้จะพูดกันด้วยเหตุและผล แต่รายละเอียด เป็นการถกเถียงกัน เพื่อให้บรรลุความต้องการของฝ่ายตัวเอง จนทำให้เกิดความตึงเครียด ต้องพักการเจรจาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนให้ 5 พรรค คือ “ภูมิใจไทย-ประชาชน-กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์-ไทรวมพลัง” ที่ความต้องการ “กมธ.” ทับซ้อนกัน กลับมาเคลียร์กันอีกครั้ง ในช่วงเย็นวันที่ 22 เม.ย.
โดยผลการเจรจารอบสองนี้ วงประชุมได้ข้อสรุปใน 2 พรรค คือ “กล้าธรรม” ได้ 4 กมธ. ตามที่ลิสต์ไว้ ส่วน “ประชาธิปัตย์” ได้ กมธ.การป้องกัน ปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด และมีคณะที่รอเลือก คือ กมธ.สาธารณสุข และ กมธ.การอุตสาหกรรม
ขณะที่ พรรคใหญ่ คือ “ภูมิใจไทย” และ “ประชาชน” ซึ่งเดิม มีความต้องการตรงกันในหลาย กมธ. โดย “ภูมิใจไทย” ประกาศความต้องการเก้าอี้ ประธานกมธ.ที่สอดคล้องกับโควตากระทรวงที่มีรัฐมนตรีของพรรค
โดยเฉพาะกลุ่ม “มหาดไทย-ฝ่ายปกครอง” รวมไปถึง กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ
ขณะที่ “พรรคประชาชน” แสดงความประสงค์ตรงกันเกือบทั้งหมดกับ “พรรคภูมิใจไทย” จึงใช้วิธีเจรจาต่อรอง แม้จะได้เก้าอี้ประธานกมธ.ตามยุทธศาสตร์เกือบครบ แต่ยังมีโควตาที่ทับซ้อนกับ “พรรคไทรวมพลัง” ที่แจ้งความต้องการ คือ ประธาน กมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ซึ่ง พรรคใหญ่ต้องการเช่นกัน เพราะเป็น กมธ.ในกลุ่มของ “มหาดไทย” ที่ “ภูมิใจไทย” ดูแล
โดยหลังหารือรอบสอง เกือบ 2 ชั่วโมง “ธนยศ ทิมสุวรรณ” ตัวแทนวิปรัฐบาลจากภูมิใจไทย บอกว่า การเจรจาใกล้สำเร็จแล้ว โดยไม่ต้องใช้วิธีจับสลาก โดยทิศทางเป็นไปด้วยดี และคาดว่าในสัปดาห์หน้าจะเสนอแต่งตั้งในสภาฯได้ เหตุที่ไม่สามารถเข้าสภาฯ ได้ทันสัปดาห์นี้ เพราะต้องมีกระบวนการในพรรคที่ต้องเสนอชื่อ สส.ให้เป็น กมธ.ด้วย
การที่พรรคใดได้กำกับดูแล หรือถือธงนำ ใน “กมธ.” ถือว่ามีความสำคัญ เพราะด้วยหน้าที่และอำนาจของกมธ.ที่มีสิทธิ์พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดๆ ได้ จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนงาน และสร้างแต้มต่อทางการเมือง
เหมือนสมัยสภาฯ ชุดที่ผ่านมา “พรรคสีส้ม” ได้รับบทบาทประธานกมธ.หลายคณะ และได้ใช้กลไกตรวจสอบรัฐบาล จนถึงขั้นที่ได้ข้อมูลไปใช้อภิปรายซักฟอกรัฐบาล พร้อมขยายผลยื่นเรื่องให้ “ป.ป.ช.” ตรวจสอบต่อมาแล้ว
ดังนั้น ในรอบนี้ “พรรครัฐบาล” จึงจำเป็นต้องชิง “ประธาน กมธ.” ที่ตรงกับฝ่ายบริหาร แม้จะไม่ถึงขั้นสกัดการตรวจสอบได้เบ็ดเสร็จ แต่ในทางการเมืองแล้ว กมธ.ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยปกป้อง “ฝ่ายบริหาร” ในยามที่เผชิญวิกฤติ และมรสุมการเมือง





