2 คดีร้อนการเมืองในปลายเมษาร้อน หลัง คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติตีตกคดี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ซุกหุ้นและแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สวนทางการเดินหน้าเอาผิด 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ในคดีร่วมแก้ไช ม.112
2 คดีเดือด ในปลายเมษาร้อน ที่กำลังจะเป็นมาตรวัดกระบวนการยุติธรรมในคดีการเมืองไทย เกี่ยวพันกับ “บิ๊กสีน้ำเงิน” และ “สส.สีส้ม”
คดีแรก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ตัดตอน ยกคำร้องในคดี ที่ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ในข้อกล่าวหาซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ
มติยกคำร้องของ ป.ป.ช. ถูกกระแสสังคมวิจารณ์อย่างหนักว่า เป็นการตีตกคดี สวนทาง “ศาลรัฐธรรมูญ” เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2567 ที่วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ “ศักดิ์สยาม” สิ้นสุดลง โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่ 3 มี.ค. 2566
คดีซุกหุ้นของศักดิ์สยาม ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า จากพฤติการณ์และข้อพิรุธทั้งหมด ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยฟังได้ว่า เงินจำนวน 119.5 ล้านบาท ยังคงเป็นของนายศักดิ์สยาม และนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นเพียงผู้ครอบครองหุ้นแทน (นอมินี) การกระทำดังกล่าวเป็นการถือหุ้นต้องห้าม ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)
ขณะที่องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ถูกนินทาว่า การยกคำร้องคดีนี้ เพื่อเปิดทางให้“ศักดิ์สยาม”กลับสู่การเมือง พ้นมลทินข้อกล่าวหา ทั้งที่เคยถูกฟันในชั้นศาลรัฐธรรรมนูญ
เริ่มมีกระแสว่า อีกไม่ช้าอาจมีการปรับคณะรัฐมนตรีให้เต็มโควตา 35 คน โดย“ศักดิ์สยาม”จะกลับมานั่งใน ครม.อนุทิน 2 ทำหน้าที่"ครูใหญ่"เบอร์ 2 หน้าฉากรัฐบาลสีน้ำเงิน
ส่วนอีกคดีร้อน คือกลุ่ม คดี 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในจำนวนนี้มีผู้ถูกกล่าวหา เป็น สส.พรรคประชาชนในปัจจุบัน 10 คน
เป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน 1.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 3.รังสิมันต์ โรม 4.นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง 5.ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 6.ณัฐวุฒิ บัวประทุม 7.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 8.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และสส.เขต 2 คน คือ 9.ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.10.เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.
หากการพิจารณาของศาล ในวันที่ 24 เม.ย. มีคำสั่งรับคำร้อง องค์คณะสามารถสั่งให้ 10 สส.พรรคประชาชนในปัจจุบัน หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยเดิมพันถึงการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต
ถือเป็น“ดาบสอง” หลังศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 11 คน ในจำนวนนี้คือ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และอดีตแคนดิเดตนายกฯ ที่ถูกเว้นวรรค 10 ปี ตั้งแต่ 7 ส.ค.2567
ใน 2 คดีร้อน 2 ขั้วการเมืองล่าสุด เป็นที่จับตาของการเมืองไทย เพราะหากคดีหนึ่งรอด อีกคดีเดินหน้าพิจารณา เพื่อตัดสิทธิทางการเมืองต่อ จะทำให้เกิดคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม ที่ไม่พ้นการกำกับของ “รัฐพันลึก”หรือไม่
เมื่อ“รัฐพันลึก”คุมเกมอำนาจกระดานการเมืองไทย หลังฉากรัฐบาล แบ็กอัปพรรคสีน้ำเงิน ขณะที่พรรคประชาชนไล่ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล บรรดาคีย์แมนพรรคสีส้ม ถูกสกัดตัดสิทธิ ประหารชีวิตทางการเมืองมาโดยตลอด เพราะยืนตรงข้าม
กระแส 2 มาตรฐาน ทำให้ล่าสุด ป.ป.ช.ต้องออกมาสยบ โดย “ประภาศ คงเอียด” หนึ่งในกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ป.ป.ช.เตรียมแถลงชี้แจงถึงเหตุผลในการยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ในวันที่่ 23 เม.ย. ก่อนหน้าวันที่ศาลฎีกาที่มีมติรับคำร้องกลุ่ม 44 สส.พรรคก้าวไกล
“ประภาศ”ชี้แจงถึงการตั้งข้อสังเกตเรื่อง 2 มาตรฐาน โดยยืนยันว่า สามารถอธิบายข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายได้อย่างชัดแจ้ง ในวันที่ 23 เม.ย.นี้ ป.ป.ช.จะออกข้อชี้แจงในเรื่องที่ถูกวิจารณ์
“การวินิจฉัยของ ป.ป.ช. คือการวินิจฉัยเรื่องจงใจ หรือเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สิน หรือปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะต้องเอาข้อเท็จจริง หรือคำวินิจฉัยมาใช้เสมอไป” ประภาศ ย้ำ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมา "ป.ป.ช.” ตกเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองอยู่หลายระลอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเอื้อต่อพรรคสีน้ำเงินในช่วงหลัง ทำให้นักการเมืองบางค่าย ถึงขั้นวิเคราะห์ และฟันธงว่า หลายคดีที่เกี่ยวพันกับบิ๊กสีน้ำเงิน ทั้งคดีฮั้ว สว. คดีบัตรเลือกตั้ง หรือแม้แต่คดีของน้องชายครูใหญ่บุรีรัมย์ ทั้งหมดทั้งปวง ตอนจบคงถูกตีตก โดยทิ้งความค้างคาใจให้สังคม
ครั้งหนึ่ง “พิชิต ชื่นบาน” อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ถูกพิษคดีถุงขนม ส่งผลให้ “เศรษฐา ทวีสิน” ต้องพ้นเก้าอี้นายกฯ เมื่อปี 2567 เขาเคยระบุอย่างชัดเจน ถึงวิกฤติศรัทธากระบวนการยุติธรรมไทย ในช่วงเกือบ 20 ปีหลังสุด
“พิชิต” วิพากษ์ไว้ในงานเปิดตัวหนังสือ “ความยุติธรรมที่หล่นหาย” เมื่อ 11 ต.ค.2568 ว่า ประเทศนี้มีคนอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่กระบวนการยุติธรรมเอื้อมมือจับง่ายมาก ตนเองก็เป็นคนหนึ่งในกลุ่มนี้ แต่อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นอีกประเภทคือ กระบวนการยุติธรรมเอื้อมไม่ถึงเสียที บางครั้งเอื้อมถึง แต่เมื่ออ่านคำพิพากษา ก็รู้ว่าสองมาตรฐาน
“เป็นเรื่องของกรรมการสรรหา เขานินทากันต่อ หลังจากกรรมการสรรหาเสร็จแล้ว จะมีกรรมการที่ไหนไม่รู้ ขอสัมภาษณ์ต่อ ก่อนส่งเข้าวุฒิสภา นี่พูดถึงความน่าห่วงกังวลที่จะเกิดขึ้น ก็เขานินทานะครับ” พิชิต เอ่ยถึงขั้นตอนการสรรหาขององค์กรอิสระบางแห่ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อจำแนกดูรายชื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน ที่มี “สุชาติ ตระกูลเกษมสุข” เป็นประธาน ส่วนใหญ่เกินครึ่งได้รับการสรรหาประทับตราผ่านวุฒิสภาสีน้ำเงิน ทำให้คนการเมือง เชื่อว่าป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน อาจถูกกลืนด้วยดีเอ็นเอสีน้ำเงิน
ไม่ว่า ป.ป.ช.จะออกมาตั้งโต๊ะเคลียร์ข้อครหา “2 มาตรฐาน” ระหว่างคดี “ศักดิ์สยาม” และคดี “44 สส.พรรคก้าวไกล” อย่างไรก็ตาม ทว่า สังคมก็ได้พิพากษาไปแล้ว
ความแข็งแกร่งทางการเมืองของรัฐบาลภูมิใจไทย พ.ศ.นี้ ทำให้โมเมนตัมดุลอำนาจฝั่งองค์กรอิสระ ที่มี “รัฐพันลึก”เป็นแบ็กอัป ถูกมองว่าประคองอำนาจรัฐบาลทุกทาง แม้ต้องแลกด้วยวิกฤติศรัทธา ป.ป.ช.ทั้งองค์กรก็ตาม





