“พรรคส้ม” พ.ศ.นี้ กำลังเผชิญวิบากกรรม ยิ่งกว่า “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” เพราะต้องตั้งรับทั้ง “นิติสงคราม” ที่กำลังถาโถมอย่างน้อย 2 คดี
1. กรณีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องศาลฎีกา ให้วินิจฉัยคดีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการร่วมลงชื่อและเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยศาลนัดดีเดย์ 24 เม.ย.นี้ ฟังคำสั่งว่าจะเป็นอย่างไร
หากทิศทางออกมา “เป็นลบ” จะส่งผลให้ 10 สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งเป็น 1 ใน 44 สส.ก้าวไกลดังกล่าว ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในทันที ในจำนวนนี้เกือบทั้งหมดคือ “ระดับนำ” ในพรรค รวมถึง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ด้วย
2.กรณีถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการไต่สวน กล่าวหา “ยุบพรรค” 2 สำนวน ได้แก่ เงื่อนปมบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ตั้งอยู่ภายในอาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรค ปชน. ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจาก “เครือข่ายส้ม” เข้ามารับงานภายในพรรค ภายใต้กองทุนเงินอุดหนุนพรรคการเมือง ส่อเข้าข่ายลักษณะเอื้อประโยชน์และแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน อาจฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 หรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีกรณี “เลเซอร์ ไอดี” ที่พรรค ปชน.เปิดรับสมัครสมาชิกพรรค โดยใช้ “รหัสหลังบัตรประชาชน” ในการสมัคร ซึ่งยังไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับกรมการปกครอง ส่งผลให้พรรคต้องปิดการกรอกรหัสในส่วนนี้ชั่วคราว ทว่าต่อมาพรรค ปชน.เปิดเผยเองว่า ข้อมูลสมาชิกในพรรค ได้รั่วไหลออกไปภายนอกจากการถูก “แฮ็กข้อมูล” อีกด้วย เบื้องต้น กกต.ได้ตั้งไต่สวน และเรียกผู้ร้อง รวมถึงพยานทยอยมาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมแล้ว
แม้ว่ากรณีอดีต 44 สส.ทางพรรค จะ “ตั้งรับ” เพื่อเตรียมสู้กับ “นิติสงคราม” แล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการดันคนที่ต้องคดีนี้ มาเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หากถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ไป สามารถลาออก เปิดทางให้ สส.บัญชีรายชื่อลำดับถัดไป เลื่อนมาเป็น สส.แทนได้ ส่วน 2 สส.กทม.ใน 10 สส.ปชน. นั้น สามารถลาออก เปิดทางเลือกตั้งใหม่ และมีแนวโน้มชนะสูง เนื่องจากผลเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา กทม.กลายเป็น “เมืองหลวงสีส้ม” ก็ตาม
แต่การเผชิญ “นิติสงคราม” ข้างต้นทั้ง 2 เรื่อง เมื่อผสมกับการผ่านเลือกตั้งมาแล้วถึง 3 ครั้ง (ปี 2562/2566/2569) แต่พรรคยังไม่ประสบความสำเร็จในทางการเมือง ไม่สามารถ “ปักธงความคิด” ชนะการเลือกตั้งแบบ “พรรคเดียว” ตามที่ “โปลิตบูโร” คิดคำนวณเอาไว้ได้ แถมต้องเผชิญการยุบพรรคถึง 2 ครั้ง ย่อมทำให้ “อดีต สส.” บางคน เริ่มถอยห่างออกจากพรรค เพื่อไปเดินวิถีทางการเมืองตามแนวทางของตัวเอง
เกิดการ “เลือดไหลออก” มาแล้ว ตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2569 กระทั่งหลังการเลือกตั้ง เริ่มมีอดีต สส.บางคน ทยอยลาออก
เริ่มจาก “ครูจวง” ปารมี ไวจงเจริญ ลาออกจากผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. โดยไปช่วยงานฝ่ายรัฐบาล เป็นทีมงานที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่า รู้จักกับ รมช.ศึกษาธิการ คนนี้มานานแล้ว และถูกชักชวนให้มาขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาไทยให้ดีขึ้น
กรณีล่าสุด “นิติพล ผิวเหมาะ” ที่ล่มหัวจมท้ายกับพรรคมาตั้งแต่ยุค “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” ประกาศลาออกจากพรรค ปชน. ในยุคนี้ โดยให้เหตุผลว่า ได้ทบทวนเส้นทางทางการเมืองของตัวเองอย่างจริงจัง และตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องก้าวออกจากพรรคประชาชน เพราะเชื่อว่า ผมสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้มากกว่านี้ ยังคงเคารพพรรคประชาชน และเพื่อนร่วมงานทุกคนที่เราเคยร่วมกันทำงานมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล จึงขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
สถานการณ์“พรรคส้ม”ในปัจจุบัน มิได้เป็น“เนื้อเดียวกัน” เหมือนในยุค“อนาคตใหม่” ที่ยังมี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”เป็นหัวหน้า และคุมอยู่ “หน้าฉาก” แต่ในยุคยานพาหนะคันที่ 3 อย่าง ปชน.ถูกแบ่งออกเป็นหลายก๊ก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม สส.ซ้ายจัด ซึ่งอยู่ใต้ปีก “ปิยบุตร แสงกนกกุล” กลุ่ม สส.เสรีนิยม ที่ขยับเขยื้อนตาม “โปลิตบูโร-กลุ่มเพื่อนเอก” และ สส.เอกเทศ ที่ผลักดันนโยบายตามที่ตัวเองสนใจ
ชนวนเหตุความขัดแย้งที่น่าสนใจ ในช่วงฝุ่นควันหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่ง “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯคนที่ 31 หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว จากคดี “คลิปเสียง” สนทนากับ “ฮุน เซน” นั้น บรรดา “คณะนำ” ภายในพรรคส้ม ได้ถกฉากทัศน์ทางการเมือง โดยแบ่งออกเป็น 2 ความเห็น
1.โหวตสนับสนุน “ค่ายน้ำเงิน” เป็นรัฐบาลข้างน้อย เพื่อผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเงื่อนไขอื่น ๆ โดยไม่ร่วมเป็นรัฐบาล
2.โหวตสนับสนุน “ค่ายน้ำเงิน” และเข้าร่วมรัฐบาลด้วย เพื่อผลักดันนโยบายต่าง ๆ ที่เคยหาเสียงไว้ แม้อาจเสียจุดยืนไปบ้าง และเสียฐานเสียงเดิม แต่ถ้าบริหารงานได้ดี จะได้ฐานเสียงใหม่มาเติมเยอะกว่า และมีโอกาสชนะเลือกตั้ง 69 สูง
แม้จะทราบไปแล้วว่าท้ายที่สุด “คณะนำ” ตัดสินใจยก 140 เสียงของพรรค (+1 งูเห่า) ไปถวายพานให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯคนที่ 32 ส่งผลให้การเมืองเปลี่ยนโฉมหน้าไปจนถึงปัจจุบัน และเป็นต้นตอสำคัญทำให้ “ค่ายน้ำเงิน” สะสมสรรพกำลัง ทำให้ชนะการเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมาอย่างถล่มทลาย ได้ไปเกือบ 200 เสียง จนตั้งรัฐบาลใหม่ได้อีกครั้ง
เรื่องนี้กลายเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของ“คณะนำ”ภายในพรรค ทำให้ สส.หลายคน รวมถึง“กลุ่มซ้ายจัด” วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนหลายคนร่ำๆ กันว่า ในอนาคตอันใกล้ หากไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารภายในพรรค อาจจะมี “เลือดไหลออก”จากพรรค หรือบางคนมองข้ามช็อต อาจไปตั้ง“พรรคใหม่”กันเลยทีเดียว
ดราม่าล่าสุด เกิดการปะทะทางความคิดกันระหว่าง “อดีตแกนนำ” กับ “แกนนำนิวเจน” ในพรรค ใน 2 ประเด็นคือ
1.สส.ในพรรคยุคปัจจุบัน เข้ามาเพื่ออาศัย “ยานพาหนะคันที่ 3” ให้ได้เป็น สส.เท่านั้น แต่กลับลดเพดานการทำงานลง
2.แนวทางการขับเคลื่อนพรรค ที่มีการใช้ “อาสาสมัคร”เข้ามา อาจแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด
เปิดฉากจาก “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ วิพากษ์วิจารณ์พรรค ปชน.เสียยับเยิน ผ่านรายการช่องดังทางโซเชียลฯ โดยเฉพาะเรื่อง “จุดยืน” ของ สส.ในพรรคปัจจุบัน ยังทำงาน “เชิงอุดมการณ์”เหมือนเดิม หรือแค่เข้ามาใช้ยานพาหนะคันนี้เพื่อเป็น สส.เท่านั้น ถัดมาถึงคิว “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ แกนนำสีส้ม โพสต์ผ่านโซเชียลดึงสติพรรคส้มในลักษณะเดียวกัน
“เท้ง ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรค ปชน.คนปัจจุบัน ตอบโต้กลับทันควันว่า ยังเคารพความคิดของ “ปิยบุตร” อยู่ แต่เชื่อมั่นเพื่อน สส.ในพรรคปัจจุบัน ยังทำงานเชิงอุดมการณ์อยู่ เน้นการสร้างพรรคมวลชน นำความคิด “เชิงอุดมคติ” มาปรับใช้เป็น “ความจริง” ให้ได้
แถมยังสวนกลับเรื่อง “อาสาสมัคร” ด้วยว่า ตนเองยังเชื่อเรื่องนี้อยู่ ถ้าไม่เชื่อก็คงต้องลาออกจากการเป็นนักการเมือง เพราะเข้ามาเป็นนักการเมืองได้ด้วยวิธีนี้ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การเมืองในอุดมคติเป็นจริงมากขึ้น
“ณัฐพงษ์” บอกด้วยว่า การแสดงออกของปิยบุตร ทำให้ทุกคนเห็นว่า ข้อกล่าวหาที่บอกว่า ปชน.มีคนนำ ก็ไม่เป็นความจริง ที่ผ่านมาตนเองก็มีโอกาสคุยกับปิยบุตร ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ แต่การตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรคยุคปัจจุบัน ยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยเปลี่ยนจุดยืน
การปะทะกันทางความคิดระหว่าง “รุ่นเก๋า” ปะทะ “กลุ่มนิวเจน” ภายใต้สถานการณ์เผชิญศึกรอบด้าน ทั้ง “นิติสงคราม-ความขัดแย้งในพรรค” จะนำพา “ยานพาหนะส้มคันที่ 3” อย่าง ปชน.ไปในทิศทางไหน จะฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ได้หรือไม่
ต้องรอดู 24 เม.ย. ดีเดย์ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง-ปชน.จัดประชุมใหญ่สามัญ ปรับโครงสร้างพรรคเท่านั้น





