อย่างที่รู้กันว่า ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จของ “รัฐบาลภูมิใจไทย” จนถูกมองว่าเป็นข้อได้เปรียบในทาง“ดุลอำนาจ” ทว่าสถานการณ์รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา กลับกำลังเผชิญความท้าทายจาก “วิกฤตินิติธรรม” ในคดีการเมือง ที่ถูกตั้งคำถาม และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล ท่ามกลางข้อครหาประเด็นการเอื้อพวกพ้อง
ไล่ตั้งแต่ “คดีฮั้วสว.” หลังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นค้านกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) โดยระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน “ไม่มีมูลความผิด”
โดยจำนวนนี้ มีบรรดา “ซูเปอร์คีย์แมน” สีน้ำเงิน ทั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรค รวมถึงบรรดาบิ๊กเนมสีน้ำเงิน ทั้งสภาสูงและสภาล่าง เสมือนเป็นการเคลียร์เส้นทางบนกระดานอำนาจให้เดินหน้าได้โดยสะดวกโยธิน
ถัดมาประเด็นการพิสูจน์สิทธิบนที่ดินเขากระโดง หลังดีเอสไอยุติการสืบสวน กรณีครอบครองออกเอกสารสิทธิที่ดินซึ่งอยู่ในแนวเขตที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) 4,414ไร่ “ไม่รับเป็นคดีพิเศษ”
ก่อนที่ต่อมา จะมีสัญญาณต่อเนื่องมาจาก รฟท."ชะลอยื่นฟ้อง" ผู้บุกรุกรายใหม่ 800-900 แปลงไว้ชั่วคราว ด้วยเหตุผล ต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบคำพิพากษาของศาลในแต่ละคดี
ทว่าในส่วนนี้ ยังมีคดีที่ รฟท.ฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ครอบครองใน “ชุดแรก” ที่ค้างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม
เหนือไปกว่านั้น ยังมี “คดีปกครอง” ประเด็นการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีที่ไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ โดยเรื่องนี้คู่ความคือ กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย
หรือในส่วนของ“คดีแพ่ง” ที่มีประชาชนฟ้องหน่วยงานรัฐ เพราะได้รับความเสียหายจากการออกเอกสารสิทธิที่ดินเขากระโดง และภายหลังถูกศาลสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ
ประเด็นเขากระโดง มีคำชี้แจงจาก“พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ” ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ ยืนยันว่าคดีเขากระโดงไม่ได้ยุติ เป็นแต่เพียงการส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการไต่สวนต่อ
ฉะนั้น ต้องจับตาเกมวัดใจในวันที่“รัฐบาลภูมิใจไทย”เรืองอำนาจ เผือกร้อนเขากระโดงที่ค้างอยู่ในกระบวนการชั้นต่างๆ จะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา เพื่อคลี่คลายให้สิ้นกระแสสงสัยได้หรือไม่อย่างไร
ล่าสุด ยังมีกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติ “ยกคำร้อง” คดีที่ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”อดีต รมว.คมนาคม น้องชาย"เนวิน ชิดชอบ" ครูใหญ่สีน้ำเงิน ถูกกล่าวหาคดีซุกหุ้น หรือใช้นอมินีถือหุ้นแทน ใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า มติดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 16 ม.ค.2567 ให้ความเป็นรัฐมนตรีของ “ศักดิ์สยาม” สิ้นสุดลง โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่ 3 มี.ค.2566
โดยคดีนี้กำลังถูกนำไปเปรียบเทียบ กับกรณีที่ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อเอาผิด “44 อดีตสส.”พรรคก้าวไกล ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งถือเป็น“ดาบสอง”หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 11 คน
ภายใต้คำถาม ความเหมือนในข้อกล่าวหา“มาตรฐานจริยธรรม” แต่ต่างกันตรงที่ปัจจุบันฝั่งหนึ่งอยู่ในสถานะฝ่ายบริหาร แถมถืออำนาจเบ็ดเสร็จ ขณะที่อีกฝั่งตกอยู่ในสถานะ“ขั้วฝ่ายค้าน” ในสภาผู้แทนราษฎร
ในวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ช่วงหนึ่ง “นายกฯอนุทิน” แถลงถึงหลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล 3 ประการ โดยข้อ 3. ระบุว่า ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน
ทว่า จาก“3 ปมร้อน”ข้างต้น ที่กำลังถูกจับตาในเวลานี้ ถือเป็นหนึ่งบทพิสูจน์ของ“รัฐบาลภูมิใจไทย” ในวันที่ถือไพ่ได้เปรียบทาง“ดุลอำนาจ” ว่าจะสามารถคลี่คลาย“วิกฤตินิติธรรม” ที่กำลังถูกตั้งคำถามในเวลานี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด?





