เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ในฐานะเป็นหนึ่งใน 44 สส. เอาจริงๆ ผมไม่ได้ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส. อะไรมากนัก เพราะที่ผ่านมา ผมไม่ได้มาเป็น สส. เพราะอยากเป็น สส. หรือมาเป็น สส. เพราะว่าอยากจะใช้ตำแหน่ง สส. ไปหาผลประโยชน์อะไร
สิ่งที่ดีใจที่สุดในการที่ได้มาเป็น สส. ของพรรค ก็คือ การได้เป็นตัวแทนของประชาชน ในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ร่วมกันกับพรรค เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่เขาต้องการให้ผมเป็นตัวแทนของพวกเขา พร้อมกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง และพาสังคมไปข้างหน้า ซึ่งผมเชื่อว่าที่ผ่านมา สิ่งที่ผมทำร่วมกันกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของผม เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
เรื่องของคดีความ พวกผมสู้เต็มที่ สู้ยิบตา อยู่แล้วครับ ไม่ต้องห่วง ในส่วนของผม ผมสามารถยืนยันในความสุจริตของตัวผมได้อยู่แล้ว ไม่ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร ประชาชนจะได้เห็นทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ตลอดจนตรรกะเหตุผล ในการหักล้างทุกข้อกล่าวหาที่มีต่อตัวผมอย่างแน่นอน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้วิจารณญาณ และหลักนิติรัฐในการวินิจฉัยด้วยตนเองต่อไป และไม่ว่ามันจะจบลงแบบไหน ต่อให้ผมและเพื่อนๆ จะไม่ได้เป็น สส. อีกแล้ว ผมก็คงจะไม่อาลัยอาวรณ์อะไรมากนัก ขอเพียง สส. รุ่นต่อๆ ไป ยังคงเดินหน้าในเส้นทางของอุดมการณ์ต่อไป ไม่หยุดที่จะทำงานทางความคิดและสร้างความผูกพันกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง พรรคก็ยังจะเป็นทางเลือกหลักของประชาชนได้ต่อไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกังวลที่สุด ก็คือ หาก สส. ที่มีอยู่ในปัจจุบันหลงลืมไปว่า เรามาเป็น สส. เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์อะไร จนไม่มีความกล้าหาญที่จะเดินต่อในเส้นทางอุดมการณ์เดิม กลัวว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะถูกร้อง กลัวว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วจะถูกตัดสิทธิ์ กลัวว่าถ้าลุยต่อไปในเส้นทางเดิมแล้วจะไม่ได้เป็น สส. จนต้องเดินสวนทางกับเส้นทางเดิม ยืนอยู่กับที่ หรือเดินวนไปวนมา กับตำแหน่ง สส. ที่อยากจะเป็นต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้เมื่อไหร่ พรรคก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะดำรงอยู่ในสังคมอีกต่อไปเลย ประชาชนก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือก สส. จากพรรคนี้อีกต่อไป
ผมอยากเห็น สส. ของพรรค ลงไปทำงานร่วมกันกับประชาชน ตลอดจนภาคีเครือข่ายต่างๆ อย่างใกล้ชิด และร่วมกันขับเคลื่อนวาระเชิงประเด็น หรือวาระเชิงพื้นที่อย่างแข็งขัน นอกสภาก็ทำงานทางความคิด และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในกลุ่มที่เกี่ยวข้องอย่างแนบแน่น ในสภาก็ใช้กลไกต่างๆ ของสภา ตลอดจนกลไกทางกฎหมาย การเชื่อมโยงกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างจริงจัง มากกว่าการสร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลู ถ่ายเซลฟี่ว่าวันนี้มาทำอะไรที่สภา ห้องทำงานเป็นอย่างไรสวยไหม วันนี้นั่งในสภากับใคร ชุดที่ใส่มาเป็นชุดไหน วันนี้กินอะไร กำลังจะไปดูงานที่ไหน ห้องพักที่โรงแรมเป็นไง
ผมอยากเห็น สส. ที่ใช้กลไกของอำนาจนิติบัญญัติที่มีในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน และติดตามเรื่องให้ถึงที่สุด มากกว่าการเอามาพูดในสภาไม่กี่นาที แล้วก็ปล่อยจอย หรือไม่ก็แค่ไปถ่ายรูปชี้โน่นชี้นี่ แค่ฟ้องว่าฉันเจอปัญหาแล้วนะ แต่ไม่ได้วางแผนต่อว่าจะทำอะไรต่อไปที่ดีไปกว่า การถ่ายรูปอัปสเตตัสในเฟซบุ๊ก หรือถ่ายคลิปลงติ๊กต็อก
ที่ผ่านมา ตอนที่ผมยังเป็น สส. ใหม่ๆ ผมจะระลึกเสมอว่า ผมกำลังใช้เงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ช่วยกันหยอดเอาไว้ ผมต้องตั้งหลักให้ได้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ช่วยสานต่ออุดมการณ์ของพรรค ที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ ซึ่งก็เหมือนกับการที่เราได้ช่วยหยอดกระปุกแห่งอุดมการณ์นั้นต่อ ผมจะคิดว่า ถ้าผมมัวแต่ใช้เงินในกระปุกที่คนรุ่นก่อนหยอดเอาไว้ให้ โดยไม่ช่วยหยอดเพิ่มเลย สุดท้ายเงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ก็จะร่อยหรอ และหมดไปในที่สุด
ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สส. ปัจจุบัน จะใช้เงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ที่คนรุ่นก่อนๆ หยอดเอาไว้อย่างคุ้มค่าที่สุด และเมื่อพวกคุณแข็งแรงเพียงพอแล้ว ก็จะมาช่วยกันหยอดกระปุกแห่งอุดมการณ์นั้นต่อให้เต็มกระปุก เพื่อให้คนในรุ่นต่อๆ ไป ได้ใช้เป็นทุนรอนในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพวกเราต่อไป แบบไม่รู้จบ
เป็นกำลังใจ และพร้อมสนับสนุนทุกคนเสมอครับ
- เตือนสติพรรค อย่าทำระบบอาสาสมัครให้ยุ่งยาก
ล่าสุด (22 เม.ย.) นายวิโรจน์ ยังโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงระบบอาสาสมัครพรรคประชาชน ว่า การทำการเมืองแบบพรรคประชาชน “อาสาสมัคร” เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ดังนั้น การออกแบบกลไกในการสร้างเครือข่าย และทำงานร่วมกันกับอาสาสมัคร จึงสำคัญมากๆ การที่ใครจะอาสาเข้ามาช่วยพรรค ต้องเรียบง่าย โอบรับคนได้ทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกสถานะ ระบบจะต้องไม่มีความซับซ้อนวุ่นวาย จนกลายเป็นกีดกันคนบางกลุ่มให้ไม่สามารถมาทำงานอาสาสมัครกับพรรคได้ ซึ่งในท้ายที่สุด ระบบอาสาสมัคร จะทำให้คนเข้ามาร่วมงานกับพรรคได้ยากขึ้น และจะกลายเป็นว่ามีเพียง Geek บางกลุ่มเท่านั้นที่จะสามารถอาสามาทำงานให้กับพรรคได้ ขืนเป็นแบบนี้ นับวันพรรคก็จะยิ่งเล็กลงไปเรื่อยๆ และจะกลายเป็น Cult ในที่สุด
นอกจากระบบการระดมอาสาสมัครแล้ว การเข้าอกเข้าใจ และการดูแลความรู้สึกของอาสาสมัคร ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก อาจจะสำคัญมากที่สุดด้วยซ้ำ เนื่องจากอาสาสมัครทุกคนมาช่วยพรรคด้วยใจ โดยไม่ได้คาดหวังในอามิสสินจ้างใดๆ แต่ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ส่วนใหญ่สิ่งที่เขาคาดหวัง ก็คือ "การที่พรรคเห็นความสำคัญในประเด็นที่เขากำลังขับเคลื่อนกับพรรค เห็น สส. ของพรรคตั้งใจทำงานในประเด็นที่เขาทุ่มเทแรงใจ" ซึ่งในจุดนี้ พรรคจะต้องมีกลไกในการเอาใจใส่ และดูแลความรู้สึกของเหล่าอาสาสมัครอย่างเต็มที่ มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่เปิดกว้าง เอาข้อเสนอแนะ และความเห็นที่แตกต่างของพวกเขามาปรับจูนตามสมควร หรืออย่างน้อยๆ ก็มีคำอธิบาย เพื่อให้เหล่าอาสาสมัครที่มีทั้งเห็นตรง และเห็นต่าง ในการตัดสินใจหนึ่งๆ ได้เข้าใจซึ่งกันและกัน และขับเคลื่อนงานร่วมกันกับพวกเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ ให้คนที่เขาอาสามาทำงานให้กับพรรค รู้สึกว่าพรรค care ไม่ใช่แค่คิดจะใช้งานพวกเขาอย่างเดียว
นายวิโรจน์ ระบุต่อว่า ถ้าพรรคไม่ได้ใส่ใจในขั้นตอนการดูแลจิตใจ ไม่ได้สนใจความรู้สึกของเหล่าอาสาสมัครอย่างเพียงพอ จากความเห็นต่าง จะถูกบ่มเพาะเป็นความผิดหวัง จากความผิดหวัง ก็จะกลายเป็นความเฉยเมย และเมื่อผิดหวังบ่อยครั้งเข้า ก็จะกลายเป็นความปรปักษ์ จากการเป็นกองเชียร์ (Supporters) ก็จะแปรเปลี่ยนกลายเป็นกองแช่ง (Antis) กองแช่งที่เป็นกองแช่งตั้งแต่แรก ยังมีสิทธิที่จะเปลี่ยนมาเป็นกองเชียร์ได้นะครับ แต่กองแช่งที่เคยเป็นกองเชียร์มาก่อน ทำอย่างไรก็ไม่มีวันที่จะหวนกลับไปเป็นกองเชียร์อีกแล้ว แถมยังจะมีแรงแช่งหนักกว่ากองแช่งทั่วไปด้วยสิ กู้กลับมายากมาก
"อาสาสมัคร" เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ พรรคก็ต้องมีกระบวนการที่ทำให้พวกเขารับรู้ว่าพวกเขามีความสำคัญมากๆ ให้ได้ ถ้าทำได้อย่างนี้ พรรคก็จะสามารถทำงานทางความคิด และสามารถสร้าง และเครือข่ายการทำงานกับภาคประชาชนได้อย่างแน่นแฟ้น และกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่พรรคจะเติบโตขึ้นนะครับ แต่อุดมการณ์ที่พรรคยึดมั่น ก็จะเติบโต้เบ่งบานด้วยเช่นกันครับ





