'ปิยบุตร' เปิดใจหลังพ่ายเลือกตั้ง 69 สอนบทเรียน ปชน. ทำซึมหลายวัน แต้มหล่นเกินประเมิน ยันตอนนี้เป็นคนนอก ไร้อำนาจเบื้องหลัง ต่อให้พ้นโทษแบน หนีไม่พ้นโดนนิติสงครามล่า
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ถึงบทบาทกับพรรคประชาชน ว่า ปกติก็เป็นคนนอกอยู่แล้ว ถ้าตามกฏหมายตนยุ่งกับพรรคประชาชนไม่ได้ เพราะโดนตัดสิทธิ์ แต่แน่นอนที่สุดมันเป็นมนุษย์ ทุกคนทำความรู้จักกัน ก็มีการพูดคุยกันนอกรอบบ้าง แต่ก็เป็นอำนาจของคณะผู้บริหารพรรคแต่ละรุ่น
“ปกติ พรรคประชาชนจะมาใช้บริการผมก็ตอนเป็นผู้ช่วยหาเสียง แล้วเชิญผมไปบรรยายเป็นครั้งคราว ฤดูกาลมันจบแล้ว เขาก็กลับเข้าไปทำหน้าที่กัน มันก็หมดภารกิจของผมเท่านั้นเอง อย่างไรผมก็เลือกพรรคนี้ไปเรื่อยๆ“ นายปิยบุตร กล่าว
นายปิยบุตร ประเมินว่า ถึงเวลาครบ 10 ปีที่ตนโดนตัดสิทธิ์การเมือง อาจจะมีกลเม็ดเด็ดพลาย นิติสงครามมาขัดขวางตนหรือเพื่อนอีกหลายคนหรือไม่ ด้วยสภาพการแบบนี้ คดีจริยธรรมขอบเขตมันกว้างมาก ย้อนอดีตอนาคต ตีความกว้างขวางมาก ตนเชื่อได้เลยว่าถ้าวันไหนพ้นโทษ จะต้องมีบรรดากลุ่มนักร้องไปร้องทิ้งไว้อีก พร้อมกับยกกรณี น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ที่ถูกนำรูปซึ่งถ่ายเมื่อสมัยเรียนจบมายื่นร้องตัดสิทธิ์จริยธรรม ช่องทางนี้จะทำให้นักร้องสามารถเด็ดนักการเมืองได้ ทำให้กลุ่มชนชั้นนำที่ไม่ชอบคนนั้นคนนี้ ก็ใช้ช่องนี้ในการจัดการ
นายปิยบุตร ระบุว่า เรื่องคดีจริยธรรมตนมองมากกว่าเรื่องกฎหมายแล้ว ตนมองถึงเรื่องสัมพันธภาพทางอำนาจ กลุ่มคนที่ถือครองอำนาจมาอย่างยาวนาน เขาอาจจะไม่ชอบตนหรือไม่ เว้นแต่ว่าเราจะเข้าไปสวามิภักดิ์หรือร่วมอยู่ในระบบแบบเขา ตนมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมืองก็ได้ ยืนยันว่าตนไม่ได้มีอำนาจอยู่ในคณะผู้บริหารชุดนี้ ถ้าหากมีอยู่เบื้องหลัง MOA จริง จะต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้ว
เมื่อถามว่าหากภูมิใจไทยมาชวนไปร่วมรัฐบาล จะร่วมหรือไม่ นายปิยบุตร กล่าวว่า การไปร่วมครั้งนี้ก็จะเหนื่อย อาจจะพัง แต่ถ้าไปรอบที่แล้ว (รอบMOA) อาจจะไม่พัง เนื่องจากรอบนี้ได้ที่สอง แล้วแพ้เขาเยอะ และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค พูดทุกเวทีชัดเจนมากว่าถ้าเป็นที่สองก็พร้อมจะเป็นฝ่ายค้าน แล้วถ้าไปร่วมรัฐบาลตนนึกสภาพออกเลยว่าไม่สามารถนำเขาได้ อาจจะได้มา 7-8 กระทรวง ทำแล้วเกิดหรือไม่เกิดก็ไม่รู้ แต่คะแนนนิยมคุณมีแต่ลงกับลง
เมื่อถามว่าวันที่ 8 ก.พ. เสียใจมากหรือไม่ นายปิยบุตร กล่าวว่า “ผิดคาด ผมประเมินไปเรื่อยๆ ดูผลโพลไปเรื่อยๆ แล้วก็เริ่มคิดแล้วว่า 200 เสียง หรือ 180 เสียง ไม่น่าจะถึง แต่คิดว่าน่าจะเป็นที่หนึ่ง อาจจะมากกว่าพรรคภูมิใจไทยสัก10-15 เสียง แต่พอมาเจอผลเลือกตั้งจริงแล้วแพ้เยอะเกินไป ซึมไปหลายวันเหมือนกัน ซึมว่าทำไมแพ้เยอะ แล้วก็คิดว่าเหตุผลมาจากเรื่องอะไร”
- สอนบทเรียน ปชน.ถามผู้สมัคร จะเข้ามาเปลี่ยนแปลง หรือแค่หาที่ทำงาน
นายปิยบุตร ยังวิจารณ์ทิศทางการทำงานของพรรคประชาชนว่า โอกาสที่พรรคส้มจะสามารถเข้าสู่อำนาจรัฐได้ ตนคิดว่ามี 2 วิธี 1.ทำแบบที่พวกเขาทำกัน ลดเพดานลงมา เพื่อให้เขาไว้วางใจ 2.ชนะเลือกตั้งมากมายจนหยุดไม่ได้ ถ้าหยุดต้องใช้วิธีพิสดาร คำว่าชนะให้มากมากในที่นี้หมายถึงเป็นอันดับหนึ่ง หรือคะแนนบัญชีรายชื่อเกินครึ่งประเทศ ตนเชื่อว่าช้าเร็ว พรรคส้มก็ต้องเข้าสู่อำนาจรัฐ เพียงแต่จะเข้าสู่อำนาจรัฐโดยวิธีการใด
นายปิยบุตร ย้ำว่า การแพ้เลือกตั้งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งหนึ่งที่พรรคประชาชนต้องนั่งคิดทบทวนคือสุดท้าย พอมาถึงรุ่นที่ 3 แล้วอนาคตจะมีรุ่นต่อไป คุณสามารถหลอมรวมความคิดกันภายในพรรคให้เป็นแบบเดียวกันได้แล้วหรือยัง
“ผมไม่ได้หมายความว่าแตกต่างกันไม่ได้นะ แตกต่างกันในรายละเอียดได้ แต่ความคิดที่นำของพรรคหรือเข็มมุ่งของพรรคต้องตรงก่อน ทุกวันนี้ผมเข้าใจว่าแต่ละคนเข้ามาอยากเป็นผู้แทนราษฎร อยากเป็นนักการเมือง อยากเปลี่ยนแปลงประเทศ สุดแล้วแต่ที่จะอธิบายเหตุผล แต่พอเข้ามาแล้วมันต้องมีการหลอมรวมความคิดไปในทิศทางเดียวกัน สมัยตอนรุ่นผมหรือรุ่นคุณธนาธรมันง่ายกว่ารุ่นนี้ เพราะมันเพิ่งตั้งพรรค วันนั้นพูดกันตรงไปตรงมา เราชนกับคุณประยุทธ์ รัฐบาล คสช. ทิศทางก็ไปทางเดียว แต่รอบนี้มันยากกว่าเดิม เพราะตอนปี 2566 คุณได้อันดับที่หนึ่ง เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งครั้งถัดไป ทุกคนก็คาดหมายว่าคุณต้องได้ที่หนึ่งและเยอะกว่าเดิม ต้องไปรัฐบาลแล้ว ดังนั้น มันเลยมีความสับสนกันว่าสุดท้ายจะเอาอย่างไรดี ช่วงเวลาที่คุณเป็นฝ่ายค้านคุณก็ทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว แต่ลองไปนั่งคิดกันดูว่าพรรคประชาชนต้องการเข็มมุ่งแบบไหน“ นายปิยบุตร กล่าว
นายปิยบุตร ว่าแนวทางของพรรคประชาชนมี 2 วิธีคิด อย่างแรก ตนเสนอให้ไปนั่งคุยกัน หากคิดว่าอย่างไรก็เป็นรัฐบาลในเร็วๆ นี้แล้ว ถ้าคิดแบบนี้ ก็แสวงหาทางเป็นรัฐบาลให้ได้ อย่าพูดอะไรที่มันผูกมัดตัวเองจนเกินไปอย่าสร้างเงื่อนไขเยอะ เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่าคุณไม่ได้เสียงข้างมากเด็ดขาด
ส่วนวิธีคิดแบบที่สองคือถ้าคุณคิดว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองอีกขั้วหนึ่งที่ยืนไว้ เผื่อเวลาบ้านเมืองมีวิกฤติ รัฐบาลไปไม่ได้ ประชาชนสิ้นหวังกับปีกของรัฐบาลแบบนี้ เขาจะมาหาคุณ คุณก็ยืนให้เด่นเป็นตระหง่าน ถ้าคุณเลือกแบบที่หนึ่งจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ถ้าคุณเลือกอีกแบบหนึ่ง ทิศทางก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง
นายปิยบุตร เปิดเผยว่า ตนเคยพูดคุยกับโหวตเตอร์พรรคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนไม่น้อยบอกว่าให้ร่วมรัฐบาล เพราะเขามีความรู้สึกอยากเห็นเป็นสักที ต่อให้พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ได้ แต่อีกขั้วหนึ่งบอกว่าดีแล้ว ยืนอยู่แบบนี้ ไม่เช่นนั้น เราจะไม่มีแกนอีกขั้วหนึ่ง และเราจะต้องอดทนรอเพื่ออนาคต มันมีทั้ง 2 แบบ สุดท้ายผู้นำพรรคต้องไปคุยกันให้จบ แล้วตัดสินใจ
ส่วนความผิดพลาดเรื่อง MOA ตนมีความเห็นส่วนตัวว่าในวันนั้นถ้าต้องโหวตแล้ว ไม่ว่าจะโหวตนายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ตนคิดว่าพรรคประชาชนต้องเข้าไปเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตนก็แสดงความเห็น แต่สุดท้ายเขาก็ไปอีกทางหนึ่ง ตนเข้าใจว่าพรรคอาจมีข้อจำกัด เพราะเขาเคยพูดในที่สาธารณะแล้วว่าในสมัยที่แล้วจะไม่ไปเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้น มันมีข้อจำกัดใน ขณะเดียวกันการเมืองไทยในเวลานั้น จะเข้าสู่เดตล็อก ต้องใช้เสียงของพรรคสีส้มไปโหวตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นจะหานายกรัฐมนตรีไม่ได้
“ผมกลับคิดว่าต่อให้คุณพูดไปแล้วก็ตาม ณ วันนั้น ถ้าอธิบายกับประชาชนดีๆ คุณจะเลือกคุณชัยเกษมหรือคุณอนุทินก็ได้ แต่คุณต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมีวิธีอธิบายว่าขั้วรัฐบาลเขาล้มแล้ว ดังนั้น โดยสภาพมันต้องสลับมาให้ขั้วฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคประชาชนเป็นหลักอันดับหนึ่งของฝ่ายค้านและเป็นพรรคอันดับหนึ่งในสภาด้วย ต้องมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล มันก็เป็นการเมืองสลับกัน แต่บังเอิญ ด้วยระบบรัฐธรรมนูญแบบนี้ ทำให้เราไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเหลือเลย ก็ต้องไปหาใครก็ได้ขึ้นมาเป็นคนหนึ่ง แต่ตัวเองเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล คนอาจจะบอกว่าตระบัดสัตย์หรือไม่ ผมคิดว่าอธิบายได้ ข้อที่หนึ่งคือเป็นการรับผิดชอบต่อเสียงที่เลือกมา 14.4 ล้านเสียง และข้อสอง เกิดวิกฤตการณ์ในระบบรัฐสภาแล้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจะหมดกระดานแล้ว“ นายปิยบุตร กล่าว
นายปิยบุตร ระบุว่า ถ้ามันไหลไปเรื่อยๆ ไปเจอนายพลคนไหนก็ไม่รู้ พรรคประชาชนถูกบังคับให้ต้องโหวต แน่นอนว่ามีคนเซา คนแซะ เก็บเป็นดิจิทัลฟุตพริ้นท์ มันมีอยู่แล้ว ซึ่งหากเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอาจจะไม่ได้อยู่ 4 เดือน ตนประเมินว่าถ้าเป็นรัฐบาลตอนนั้น จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี 8-10 เก้าอี้ การประเมินทางการเมืองบางครั้งไประแวดระวังคำวิจารณ์มากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านทางตันเกินไป ถ้าวันนั้นได้เป็น ตนเชื่อว่าพรรคประชาชนจะมีอำนาจในการต่อรองแก้รัฐธรรมนูญได้มากกว่านี้
นายปิยบุตร กล่าวว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา ในกลุ่มพรรคสีส้มมีความเชื่อมั่นว่าจะฝ่ามาเป็นพรรคอันดับหนึ่งได้ แต่พอเจอเรื่องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร สงครามกัมพูชา มันก็ผสมผสาน เวลาจะวิเคราะห์ว่าเราแพ้เลือกตั้งเพราะอะไร มันมีเหตุผลนานาประการ แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือเหตุผลที่กลุ่มชนชั้นนำที่มีอำนาจแสดงออกสนับสนุนพรรคสีน้ำเงิน ถือว่ามีนัยยะ เพราะทำให้ทุกอย่างไหลไปที่นั่นหมด
“การที่นักการเมืองไปรวมกันหมด มันต้องได้กลิ่นอะไรบางอย่าง แล้วไปกางมุ้งกันอยู่ข้างใน ทุกคนตกผลึกแล้วว่าการต่อสู้กับฝั่งสีส้ม ต้องเอาโมเดลการเลือกตั้งท้องถิ่นขึ้นมาไว้ระดับชาติให้หมด ทำให้เหลือตัวต่อตัวทุกเขต
ถ้าพรรคประชาชนอยากจะกลับมาให้ได้ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป พรรคประชาชนจำเป็นจะต้องทำให้สังคมไทยเชื่อมั่นว่าคุณเป็นทางเลือกที่สำคัญที่สุด” นายปิยบุตร กล่าว
นายปิยบุตร กล่าวด้วยว่า พอแพ้เลือกตั้ง พรรคประชาชนก็ไปแก้ปัญหา แต่ในความเห็นตน มันแก้ไม่ตรงจุด พอแพ้เลือกตั้ง เราก็จะไปนั่งคิดว่าโดนโกง ก็ไปตั้งอาสาสมัครเตรียมเฝ้าคูหา คิดว่าเราแพ้เลือกตั้งเป็นเพราะเราได้ สส.เขตน้อย เราต้องไปนั่งทำ สส.เขต สิ่งเหล่านี้มันก็ต้องทำ แต่ตนกลับมองว่าเราตั้งพรรคมาตอนพรรคอนาคตใหม่ เรารู้อยู่แล้วว่าถ้าสู้ในเกมของเขา เราไม่มีวันชนะ เกมบ้านใหญ่ เกมซื้อเสียง เกมใช้เงินใช้ทองมากมายในการเลือกตั้ง เกมอิทธิพลกลไกอำนาจรัฐ ต่อให้ทำเป็นทำได้ แต่เขาทำเก่งกว่า แล้วเขาจะไปไกลกว่า
พวกเราในสมัยอนาคตใหม่ถึงมาเริ่มทำแบบใหม่ นำความคิดใช้สื่อสื่อสารโซเชียลมีเดีย เข้าไปหากลุ่มคนต่างๆในสังคมไทย แต่ ณ วันนี้ ฝั่งเขารู้แล้วว่าต้องปรับตัว ก็เริ่มมาเดินเกมแบบที่พรรคส้มทำ ไม่ว่าจะเป็นการดันคนอายุน้อยกว่าเป็นรัฐมนตรี เทคโนแครต แน่นอนเขาก็จะปรับมาคล้ายกันบ้าง แต่มันไม่เหมือนกัน แต่เขามีความพยายามทำตรงนี้อยู่ แต่ขณะเดียวกันพรคสีส้มไปคิดว่าเราต้องแก้เกมให้ได้
”คุณดูผู้สมัครคุณสิ ไม่มีใครเป็นได้แบบคุณชาดา ไทยเศรษฐ์ ไม่มีทาง แต่ละคนมันไปได้แค่นี้ ถ้าคุณเดินเกมนี้ คุณก็สู้ไม่ได้อยู่ดี ดังนั้น ผมถึงบอกว่าคุณกำลังอยู่ในเกมที่สู้เขาให้ตายคุณก็แพ้ เราดูดัชนีตัวเลขก็ได้ ทำไมพรรคประชาชนได้ สส.บัญชีรายชื่อ เยอะที่สุดและขาดลอยด้วย ประชาชนสนใจคุณอยู่ คุณยิ่งต้องตีกระแสความคิดให้ทั่วประเทศว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ประชาชนต้องกาผู้สมัครพรรคประชาชนทั้งสองใบ มันต้องทำขนาดนี้ จนประชาชนที่เลือกเขตต้องตัดสินใจ แต่ถ้าไปเดินแจกน้ำซื้ออะไรแบบนี้ คุณทำอย่างไรคุณก็สู้เขาไม่ได้ แทนที่คุณจะไปสร้างอาสา อาสาถ้าไม่มีเงินจ้างเขามาแค่ 3-5 เดือน มนุษย์มันต้องกินต้องใช้ แล้วถ้าคุณเชิญเขามาเฝ้าคูหา ต้องใช้กี่คนมันเป็นไปไม่ได้ยากมาก ให้ตายคุณไม่มีทางสู้พี่ชาดาได้ มันเลยเป็นเรื่องโยนเหรียญว่าฝั่ง แทนที่คุณจะสร้างสนามที่มันเป็นเกมที่คุณไม่มีวันแพ้” นายปิยบุตร กล่าว
นายปิยบุตร แนะนำพรรคประชาชนว่า ทางการเมือง การชนะเลือกตั้งได้แบบเบ็ดเสร็จมันคือความเชื่อ การคุยกันในพรรคเรื่องนี้สำคัญมากกว่างานธุรการ
“ตอนผมตั้งพรรค ผมต้องการให้เป็นยานพาหนะแห่งการเปลี่ยนแปลงหลังๆ ไปแปลความเพี้ยนกันไปหมด ยานพาหนะแห่งการเปลี่ยนแปลงหมายถึงปัจเจกบุคคลทั้งหลายในสังคมไทยไปไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลง แล้วใช้พรรคนี้เป็นเครื่องมือในการเข้าไปมีอำนาจรัฐในการเปลี่ยนแปลง แต่ตอนนี้กลายเป็นปัจเจกบุคคลทั้งหลายมาใช้ยานพาหนะนี้เพื่อให้ตัวเองได้เป็น สส. มันเป็นแบบนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ ฉันหวังเป็นนั่นเป็นนี่ แต่มันต้องตบๆ ให้เข้ารูปเข้าลอย” นายปิยบุตร กล่าว
นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า ระบบของพรรคประชาชนทำให้ สส.ต้องแข่งขันกันภายใน สีส้มจะประเมินอย่างไรว่าคนนี้เก่ง คนนี้บริหารดี มันยากมาก แล้วจะคิดมาเป็น KPI เหมือนที่บริษัทเอกชน มันก็ยาก ทุกคนก็บอกว่าตัวเองมีผลงานหมด
“คุณขยันทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงประเทศ หรือคุณขยันทำงาน เพราะเดี๋ยวพรุ่งนี้คุณไม่ได้ลง สส. ลองไปถามตัวเองดูเรื่อยๆ ไม่เช่นนั้น มันก็จะกลายเป็นว่ามาทำข้อสอบส่งทำผลงานดีๆ เพื่อให้ได้เป็น สส.ตอนนี้มันเหมือนค่ายเพลงเข้ามาอยู่ในเพลงนี้แล้วมียอดขาย มันไม่มีความเป็น Unity … ใจผมลึกๆ คิดว่าประเทศไทยต้องมีการเมืองอีกขั้วหนึ่ง ไปเห็นตรงกันหมดมันก็จะไม่เหลือความแตกต่าง อาจจะต้องกล้าพูดในเรื่องแหลมคม ที่ทำให้นำมาทำเป็นเป็นรูปธรรม” นายปิยบุตร กล่าว
นายปิยะบุตร ชี้ว่า พรรคประชาชนเป็นระบบราชการมากไป ทำงานประจำจนวนลูป หาทางไปเรื่อยๆ มันจะหมดแพสชั่น บริบทที่สร้างพรรคกันมามันยังไม่ได้พิสูจน์ว่าแพ้ การคัดเลือกผู้สมัครรอบนี้หลายคนเป็นตำหนิ เช่นนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค แต่ในความเป็นจริง โมเดลที่นำมาคัดกรองผู้สมัครยังไม่ได้สมบูรณ์เลยเพราะเลือกตั้งเร็ว ทำให้ต้องไปนั่งอยู่กับงานจัดการ ขณะเดียวกันตนเรียกร้องว่าในระดับแกนนำต้องเป็นคนขึ้นมาทำในแง่ของความคิด ไม่เช่นนั้น มันก็จะไปวนอยู่ที่งานประจำ ตอนนี้เป็นงูกินหาง เพราะคิดว่างานสภาก็ต้องยิ่งทำ เพราะพรรคประชาธิปัตย์มาแล้ว ตนคิดว่าแต่ละพรรคมีอัตลักษณ์ของพรรคตัวเองแล้ว แต่พรรคประชาชนต้องมานั่งคิด
เมื่อถามว่าทำไมพรรคประชาชนมีแผลเยอะ นายปิยบุตร กล่าวว่า ตนเชื่อว่าพรรคทำให้คนเชื่อว่า สส.มีคุณธรรมจริยธรรมมากกว่านักการเมืองอื่น ด้วยการสร้างมาตรฐานต่างๆนานาเต็มไปหมด เพราะอยากเปลี่ยนการเมืองไทยให้ดีขึ้นด้วยไม่อยากให้เป็นแบบเดิม พอวางไว้สูง ฝั่งตรงข้ามจึงบอกว่าพรรคประชาชนก็มีเหมือนกัน ก็แค่ไปหาคนที่มีความผิดแค่ 1 หน่วย แล้วก็ตีฟูได้เลย ดังนั้น อย่าอ่อนไหว ชี้แจงเป็นครั้งคราวตอนเกิดเรื่องก็จบ อาจจะต้องทำความเข้าใจว่าเราเป็นพรรคเปิด มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเจอแบบนี้
นายปิยบุตร กลับมาวิจารณ์ผู้สมัครพรรคว่า หรือว่า ณ วันนี้ท่องกันเป็นสูตรคูณตอนสมัครสัมภาษณ์ทีหนึ่งก็จะนำเสนอการเปลี่ยนแปลง แต่ในใจคุณคิดจริงหรือไม่ หรือคุณมาหาที่ทำงาน เป็น สส. คือความเป็นพรรคการเมืองจะต้องมี ณ วันนี้เหมือนมาอาศัยกัน
นายปิยบุตร ระบุทิ้งท้ายในเรื่องนี้ว่า ความได้เปรียบของพรรคประชาชนคือมีคนฝากความหวังไว้ทุกครั้งว่าอยากให้เป็นรัฐบาล เหลือแค่จะทำอย่างไร
- เตือนพรรคให้โต้กลับ 'ธิษะณา' แนะด่างูเห่าย้ายค่าย อัปลักษณ์ที่สุด
นายปิยบุตร ยังกล่าวถึงกรณีคนที่ออกจากพรรคประชาชนไปแล้ววิจารณ์พรรคในแง่ลบ เช่น น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ ว่า หลายเรื่องออกมาก็ชี้แจงทำหน้าที่ชี้แจง แต่ต้องอธิบาย แง่หนึ่งคุณต้องออกข่าวแบบวันต่อวัน แต่อีกแง่หนึ่งคุณต้องยกระดับความคิดคนขึ้น ว่าการแตกออกจากพรรคคือการเกิดจากการที่เราตั้งใจทำพรรคแบบนี้ พรรคที่เราไม่สามารถการันตีให้ทุกคนเป็น สส.ตลอดกาล พรรคที่เราเป็นพรรคเปิด อาจจะมีคนดี คนไม่ดี คนโลภ โทสะ โผล่เข้ามา อย่างนี้มันต้องพยายามชวนให้คนคิด ว่าพรรคเราทำการเมืองแบบนี้ มันถึงมีอุบัติเหตุแบบนี้เกิดขึ้นได้ ถ้าเราทำพรรคแบบที่เขาทำกันมา มันอยู่ตลอดรอดฝั่งตั้งแต่เริ่ม ไม่เจออุบัติเหตุเยอะขนาดนี้แน่นอน
อย่างกรณี สส. งูเห่า ตนก็หวังว่าพรรคจะไม่ออกมาขอโทษอีก เพราะพรรคขอโทษเยอะมาก มีเรื่องทีขอโทษที ตนคิดว่าไม่ต้องขอโทษเลย ตรงกันข้าม ควรเปลี่ยนให้เข้มแข็งขึ้นด้วยการบอกไปว่าไอ้คนนี้ เราใช้ความวิริยะอุตสาหะมาเฉี่ยวชนะได้ แล้วทำไมคุณทำตัวแบบนี้ ไม่ต้องขอโทษประชาชน ด่าคนที่ย้ายพรรคเลย
“สำหรับผมเป็นเรื่องที่น่าอัปลักษณ์น่ารังเกียจที่สุดในระบบรัฐสภาเลยนะ ชื่อคุณอยู่อีกพรรคนึงแล้วคุณไปนั่งอีกพรรคนึง แล้วคุณยกมือได้ทุกวัน แล้วทำกันอย่างนี้” นายปิยบุตร กล่าว





