วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2569

Login
Login

สส.ปชน.ชี้ 10 ปีไทยใช้งบ ตปท. 3.5 หมื่นล. แต่ไร้งบแก้ฝุ่นข้ามแดน

สส.ปชน.ชี้ 10 ปีไทยใช้งบ ตปท. 3.5 หมื่นล. แต่ไร้งบแก้ฝุ่นข้ามแดน

‘วิสุทธิ์’ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ปชน. กางงบประมาณ ประเทศไทยช่วยเหลือ ตปท. 10 ปี ควักไปกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท แต่กลับไม่มีงบลงมือแก้ฝุ่นข้ามแดนจริงจัง

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีประเทศไทยใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือต่างประเทศ 10 ปี กว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ว่า กางงบไทยช่วยเหลือ ตปท. 10 ปี 3.5 หมื่นล้าน ไร้แก้ฝุ่นจริงจัง เสนอเปลี่ยนบบาทไทย  จาก “เศรษฐีใหม่ใส่ทุกซอง” สู่ การให้แบบมีเป้าหมาย  ปรับวิธีคิดจากช่วยเหลือตามที่ถูกร้องขอ สู่ปั้นโครงการข้ามแดนร่วม UN วางระบบในประเทศเพื่อนบ้าน

ประเทศไทยเผชิญฤดูฝุ่น ตลอดสิบปีที่ผ่าน แต่เราก็จะเห็นภาพเดิมๆ ของหน่วยงานรัฐ การเผยภาพถ่ายดาวเทียม การถ่ายรูปกับงายวิจัย การพ่นน้ำขึ้นฟ้า ส่วนภาคประชาชน ก็ช่วยกันดับไฟป่า แต่สิ่งหนึ่งที่พูดถึงน้อย คือ ต้นตอมลพิษที่ข้ามพรมแดน งานวิจัยหลายชิ้นบอกตรงกัน มากกว่าครึ่งหนึ่งของปัญหาอาจมาจากนอกประเทศ  แต่การเคลื่อนไหวของไทยกลับน้อย ราวกับว่า ความสามารถของไทยทำได้แค่สุดเขตแดนประเทศ  ที่เหลือทำได้แค่การประชุม จับมือ ถ่ายรูป แล้วก็ภาวนา 

สิ่งนี้ไม่เกินจริงถ้ามองดูแผน ASEAN Transboundary Haze Free ที่ตั้งเป้าให้อาเซียนปลอดฝุ่น ในปี 2563  หรือความร่วมมือระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านที่ตอนนี้ไปได้ช้าๆ นั่นทำให้เราต้องทบทวนว่า แล้วประเทศอื่นๆาทำอย่างไร เมื่อเจอปัญหาข้ามพรมแดน 

เมื่อเจอปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้นำโลกก็ประชุมทำข้อตกลง ซึ่งไทยก็ร่วมลงนาม แต่นั่นไม่ได้ปัญหาจะหมดไปในทันที  จึงตามมาด้วยเงินสนับสนุนเบื้องต้น และผู้เชี่ยวชาญ ผ่านยูเอ็น เพื่อวางระบบแบบครบวงจรในไทย ทั้งด้านข้อมูล กฎหมาย  ภาษี สื่อมวลชน ภาคประชาชน  ใช้งบน้อยมาก เมื่อพบว่าท้ายที่สุด ก็เป็นงบประมาณของไทย ที่ทำเรื่องนี้ต่อเองให้ระบบเดินต่อ 

การค้ามนุษย์ก็เช่นกัน  เริ่มจากการประชุม ตามมาด้วยเงินสนับสนุนช่วงต้น และความรู้ผ่านยูเอ็น เพื่อสร้างระบบให้กับไทย  จนตอนนี้ระบบก็เดินเอง ไทยมีครบทั้งกฎหมาย นโยบาย แนวทางปฏิบัติ ภาคประชาชนที่คอยตรวจสอบ เช่นเดียวกับมลพิษข้ามแดน ลำพังการจับมือกันของไทยกับเพื่อนบ้านนั้นไม่พอ การสนับสนุนการเงินเบื้องต้น และความรู้ เพื่อวางระบบให้กับเพื่อนบ้าน คือ สิ่งที่ขาดไปจากสองกรณีจ้างต้น     

แล้วไทยเรามีงบช่วยเหลือประเทศอื่นไหม  ข้อมูลของ OECD และ กต.ระบบุว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ไทยให้เงินช่วยเหลือต่างประเทศไปราว  3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่ามากที่สุดในอาเซียน  ประเทศที่รับการช่วยเหลือมากที่สุด ก็คือ ลาว 9,300 ล้าน  เมียนมา 3,800 ล้านและกัมพูชา 2,400 ล้านบาท เกือบทั้งหมด คือ การสร้างถนน การอบรม และทุนการศึกษา 

แต่ไม่ปรากฏรายการที่เกี่ยวข้องกับการลงมือปฏิบัติแก้ไขมลพิษข้ามเลย  ที่ไทยทำได้ วนเวียน กับการประชุม  ตั้งคณะทำงาน แผนล่าสุดในปีนี้ ก็ยังไปไกลแค่แลกเปลี่ยนข้อมูลดาวเทียม และการตรวจจับความร้อน ยังไม่ถึงการสร้างระบบแก้ไขปัญหา เมื่อเราจับมือกันแล้ว เงินก็มี องค์ความรู้ก็พอได้ แต่ทำไมการแก้ไขปัญหาในต่างแดน ยังไปไม่ถึงไหน นั่นเพราะไทยจจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมๆที่เคยทำมาหลายปี  

สส.ปชน.ชี้ 10 ปีไทยใช้งบ ตปท. 3.5 หมื่นล. แต่ไร้งบแก้ฝุ่นข้ามแดน

ข้อแรก ต้องก้าวข้ามบทบาทเดิม “เศรษฐีใหม่” ที่พร้อมให้แบบไร้จุดหมาย สู่การให้แบบแบบมีเป้าหมาย ในประเด็นมลพิษข้ามพรมแดน ที่ไทยก็จะได้รับประโยชน์ด้วย

ข้อสอง ต้องเชื่อศักยภาพของประเทศไทยว่าทำได้มากกว่า การจัดประชุม จัดอบรม และให้ทุนการศึกษา สู่พัฒนาเชิงระบบที่ลงมือปฏิบัติจริงนอกประเทศ

ข้อสาม ต้องก้าวข้ามความคิดที่ว่า หน่วยงานรัฐเก่งที่สุดต้องทำเอง สู่การสนับสนุนผ่านตัวกลางที่เพื่อนบ้านไว้ใจ เช่น เพื่อวางระบบแก้ไขปัญหา เหมือนที่ประเทศอื่นวางระบบให้กับไทย  

อย่าลืมว่า ประเทศไทย คือ ศูนย์กลางของภูมิภาค ของสหประชาชาติ ซึ่งมีหน้าที่หลักคือเข้าไปสนับสนุนด้านการพัฒนาในประเทศต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น UNDP ที่มีโครงการและเครือข่ายในทุกประเทศของอาเซียน หรือ UNODC ที่มีโครงการในรัฐฉานของเมียนมา องค์กรเหล่านี้สามารถเป็นตัวกลางเพื่อทำงานกับหน่วยงาน บุคลากรและพื้นที่เป้าหมายที่ไทยเองเข้าไม่ถึง  และพร้อมทำงานร่วมกับประเทศใดที่ตามก็อยากเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาในประเทศอื่นๆ

เมื่อประเทศไทยก้าวข้ามความเชื่อและความคิดเดิมๆ ไปได้   เมื่อนั้นบทบาทของไทยจะก้าวข้ามจากประเทศผู้ตาม สู่ประเทศผู้นำในการแก้ไขมลพิษข้ามพรมแดน อย่างแท้จริง  และไม่ทิ้งการแก้ไขปัญหานอกประเทศไว้ข้างหลัง

ที่มา วิสุทธิ์ ตันตินันท์ - Wisoot Tantinan