บทบาทการเป็นนายกรัฐมนตรีของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เริ่มสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นว่า เป็นผู้นำสไตล์ไหน อย่างไร
ด้วยบุคลิกสบายๆ รวยระดับเศรษฐีขี่เครื่องบิน แต่ใช้ชีวิตกินอยู่เรียบง่าย ชิลๆ ชื่นชอบความหฤหรรษ์รื่นเริงเป็นนิจ
ทว่า เมื่อได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ ความเป็นอนุทินแบบสุขนิยม ก็เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานในทางการเมือง โดยเฉพาะการบริหารบ้านเมือง ในช่วงที่เผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งเศรษฐกิจ พลังงานน้ำมัน ค่าครองชีพ ว่าบริหารแบบ"ลูกช่างโยน"
เห็นชัดที่สุด คือออกคำสั่งตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยมอบหมายให้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เป็น ผอ.ศูนย์ ส่วนนายกฯอนุทินวางตัวเองเป็นแค่ที่ปรึกษา
จนเกิดปัญหาตามมามากมาย ในช่วงต้นที่มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน ท่ามกลางภาวะขาดแคลนน้ำมันหมดปั๊ม ประชาชนเดือดร้อนรับผลกระทบกันถ้วนหน้า จนวันนี้ก็ยังจับไอ้โม่งหาประโยชน์บนความทุกข์ยากของพ่อแม่พี่น้องไม่ได้
โมเดลของ ศบก.ถูกมองว่าใช้รูปแบบการบริหารจัดการเหมือนกับ ศบค.หรือศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สมัยนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต่างก็ตรงที่ว่า “อนุทิน”เลี่ยง ไม่รับบทบาทคุมศูนย์ด้วยตัวเอง
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด กลัวจะต้องรับผิดชอบหรือไม่ หากมีใครไปมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือทำอะไรโดยมิชอบ เช่น กักตุนน้ำมันเพื่อฟันกำไร หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่แปลกที่จะถูกมองว่าเป็นนายกฯ ลอยตัว มอบหมายรองนายกฯ หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องเผือกร้อนอยู่เสมอ
การฟื้นคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่เต็มไปด้วยรัฐมนตรีมืออาชีพ อาทิ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง หัวเรี่ยวหัวแรงหลักด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล
ความถนัดอนุทิน ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ การร่วมกันพิจารณามาตรการใดๆ ก็ตามในวง ครม.เศรษฐกิจ ก่อนเสนอเข้าพิจารณาใน ครม. ปกติ เพื่ออุดช่องโหว่ หรืออะไรก็ตาม
อนุทิน เคยลุกชี้แจงสภาในญัตติแถลงนโยบายรัฐบาล ดูเหมือนเจ้าตัวจะภูมิอกภูมิใจกับสไตล์การทำงานของตัวเองอย่างมาก
“ผมบริหารงานก็แบบนี้ตั้งแต่เป็นผู้บริหารภาคเอกชน อาจจะเป็นพรสวรรค์ของผมก็ได้เพราะว่า ผมสั่งงานเป็น ผมรู้ว่าคนไหนเก่งตรงไหน รู้ว่าคนไหนมีความสามารถที่ไปทำอะไร แล้วสามารถนำผลงานกลับมาส่งมอบผมได้”
หากมองตามหลักบริหาร การใช้คนให้ถูกกับงาน เป็นสิ่งที่สากลยอมรับ แต่หากมองในมุมการบริหารการเมืองในพรรคภูมิใจไทย แม้อนุทินจะมีชื่อเป็นหัวหน้าพรรค แต่การบริหารจัดการที่แท้จริง ทุกสายตาจับจ้องไปที่“บิ๊กบุรีรัมย์”ตัวจริง ที่กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ทั้งหมด อนุทินจึงไม่ต้องเหนื่อย
ถือเป็นความลงตัวในแบบฉบับของภูมิใจไทย ทำให้อนุทิน มีเวลาที่จะโฉบไปนั่นมานี่ได้อย่างสบายใจ ไม่เว้นแม้แต่ตอนขึ้นมาเป็นนายกฯ เผลอแป๊บเดียวไปโผล่จังหวัดนั้น เผลอแป๊บเดียวไปโชว์ตัวร้องเพลงเติมน้ำมันอยู่จังหวัดนี้ เคลื่อนไหวฉับไวราวกับนินจา หลายครั้งไม่แจ้งพิกัดที่หมาย รู้กันเฉพาะคนใกล้ตัวไม่กี่คนเท่านั้น พอถึงที่ทั้งรูปทั้งคลิปพร้อมกระจายให้เป็นข่าวตลอด
การอยู่ในตำแหน่งนายกฯ แบบเพลย์เซฟ ไม่ยอมเสี่ยงกับประเด็นร้อนใดๆ จึงสะท้อนให้เห็นรูปแบบการบริหารของอนุทิน คือเน้นมอบหมาย คอยดูภาพรวม ไม่ลงรายละเอียด หากเกิดเหตุพลาดพลั้ง ผลกระทบก็จะไม่พุ่งไปยังนายกฯโดยตรง
ตัวอย่างชัดเจน เหมือนเคสวิกฤติน้ำมัน แต่ถ้างานออกมาสำเร็จ อนุทินเองที่จะได้ความดีความชอบไปเต็มๆ ในฐานะผู้บังคับบัญชา
ในมุมการเมือง อนุทินย่อมรู้ดีว่า คนที่อยู่เบื้องหลังตัวจริงของพรรคและรัฐบาล เดินการเมืองเขี้ยวขนาดไหน
ประสบการณ์ที่ผ่านการร่วมงานกับนายกฯ หลายยุคหลายสมัย อนุทินย่อมรู้ทางหนีทีไล่เป็นอย่างดี เมื่อถึงวันที่ขึ้นมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ จึงระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะบางเรื่องอาจต้องร่วมรับผิดชอบทางการเมืองไปด้วย ต่างจากคนเบื้องหลังที่ลอยตัว 100%
ที่น่าสนใจ ต่อจากนี้ จับตาให้ดีว่าอนุทินจะกล้าเมินใบสั่ง เสนอชื่อแต่งตั้ง“ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เป็นรัฐมนตรี ตามความต้องการของใครบางคนหรือไม่
เมื่อศักดิ์สยาม เคยพ้นเก้าอี้ รมว.คมนาคม ด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เหตุซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ โดยใช้นิมินีถือแทน แม้ ป.ป.ช.จะยกคำร้องในคดีอาญา กรณียื่นทรัพย์สินเป็นเท็จ อาจเป็นจุดเสี่ยงให้อนุทินถูกร้องจริยธรรมเสียเอง
เสถียรภาพรัฐบาลที่มั่นคง จนแทบไร้อุปสรรคในการอยู่ยาวครบเทอม 4 ปี ทว่าโอกาสของอนุทินที่ต้องแลกมาด้วยปัจจัย และเงื่อนไขพิเศษหนุนหลัง เส้นทางการเมืองต่อจากนี้ จะรักษาตัวรอดตัวบนเก้าอี้อำนาจไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ในเมื่อต้องเพลย์เซฟ ในวันที่หมดอำนาจ โดยไม่ถูกคดีไล่ล่า





