วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2569

Login
Login

นายกฯตั้ง 'ทรงศักดิ์' ปธ.ป้องกันภัยพิบัติฯ จัดการไฟป่า-ฝุ่นพิษ

นายกฯตั้ง 'ทรงศักดิ์' ปธ.ป้องกันภัยพิบัติฯ จัดการไฟป่า-ฝุ่นพิษ

'นายกฯ' หัวโต๊ะ ถกพร้อม รมช.มหาดไทย-ผู้ว่าฯ 8 จังหวัดเหนือ แก้สถานการณ์ไฟป่า-ฝุ่นพิษ PM2.5 รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้ง ตั้ง 'ทรงศักดิ์' ปธ.ป้องกันภัยพิบัติภูมิภาค

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2569 เวลา 13.28 น. ที่หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) น้ำท่วม น้ำแล้ง และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ พื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน

โดยมี คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน นายอำเภอ นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม และประชุมผ่านระบบ Video Conference

ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยม ให้กําลังใจ เจ้าหน้าที่และกำลังพล ที่ปฏิบัติงานรถตรวจวัดอากาศเคลื่อนที่ของกรมควบคุมมลพิษ รวมถึงอากาศยานของกองทัพบก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมร่วมกัน เพื่อติดตามสถานการณ์สาธารณภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งโดยรวมก็มีทั้งเรื่องไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 สารพิษในแม่น้ำ ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน รวมถึงความผันผวนของสภาพอากาศ ซึ่งที่ผ่านมาตนก็ได้ติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องไฟป่า ฝุ่นควัน และ PM2.5 ตอนนี้ก็มีความห่วงใยมาก เพราะเวลาผ่านมาเกือบเดือนแล้วแต่ปัญหาก็ยังไม่จบ จนพี่น้องประชาชนเริ่มมีปัญหาสุขภาพ จึงอยากจะมาหารือกัน เพื่อจะได้สามารถสนับสนุนกันได้อย่างเต็มที่ในส่วนที่อาจจะยังเป็นอุปสรรค

นายกฯตั้ง 'ทรงศักดิ์' ปธ.ป้องกันภัยพิบัติฯ จัดการไฟป่า-ฝุ่นพิษ

ที่ผ่านมาติดตามสถานการณ์มาโดยตลอดจากการลงพื้นที่ และการรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วน สิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุด คือ "สุขภาพพี่น้องประชาชน" ในสภาพการณ์ที่กำลังส่งผลความรุนแรง ด้วยการยกระดับการทำงานให้เต็มประสิทธิภาพทุกรูปแบบ ทั้งอำนวยความสะดวก รักษา ป้องกัน เฝ้าระวัง และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวด

"ขอให้ทุกหน่วยงานใช้โอกาสนี้ แลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา และร่วมกันยกระดับการทำงานให้เต็มประสิทธิภาพ โดยหวังว่าการประชุมวันนี้ จะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด หากจังหวัดหรือหน่วยงานใดมีข้อขัดข้อง หรือต้องการการสนับสนุนเร่งด่วน ขอให้แจ้งต่อที่ประชุมได้ทันที ทั้งนี้ ขอให้เตรียมสรรพกำลังเครื่องจักรกล กำลังพลของทุกหน่วย ทั้งพลเรือน ทหาร กอ.รมน. รวมถึงการบูรณาการนำเทคโนโลยีชั้นสูงมาแก้ปัญหาอย่างเต็มศักยภาพ เพราะเราจะปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะมันจะไปบั่นทอนศักยภาพด้านต่าง ๆ ของพื้นที่ ตอนนี้เรารู้แล้วว่า 3 ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ คือ 1. การเผาในพื้นที่ 2. ความกดอากาศที่ส่งผลต่อสภาพอากาศ และ 3. การเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน เราจึงต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดในทุกเรื่อง เพื่อให้การแก้ปัญหาตรงจุด สถานการณ์บรรเทาและหมดไปในที่สุด เราต้องทำทุกวิถีทาง โดยยึดประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน" นายกฯ กล่าว

นายกฯตั้ง 'ทรงศักดิ์' ปธ.ป้องกันภัยพิบัติฯ จัดการไฟป่า-ฝุ่นพิษ

นายกฯ กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายด้วยความเข้มข้น ย่อมมีผู้เกรงกลัวต่อกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เข้าไปลักลอบป่า ซึ่งในปัจจุบันนี้สภาพอากาศของโลกเปลี่ยนไป การที่จะใช้ชีวิตตามวิถีเดิม ๆ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ฝุ่นละอองกระจายไปทั่วภูมิภาค เกิดความเสียหายอย่างมาก จึงขอให้ทุกภาคส่วนได้ให้ความสำคัญกับการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชนทุกช่องทาง เพื่อให้ประชาชนไม่ตระหนกกับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง แต่ต้องตระหนักในการใช้ชีวิตที่ไม่ก่อความเดือดร้อนกับผู้อื่น และการดูแลสุขภาพของตนเอง และต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

นอกจากนี้ ในด้านการประกาศเขตภัยพิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง หากมีส่วนใดที่จะต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาวะการปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการ นอกจากนี้ในการประกาศเขตภัยพิบัติเพื่อที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างเต็มศักยภาพและมีเอกภาพอย่างทันท่วงที ผู้ว่าฯ ต้องใช้ดุลพินิจตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดด้วยเจตนารมณ์สุจริต โดยยึดประชาชนเป็นสำคัญ

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (MP2.5) ได้แก่

1. ให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวง DEs กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการร่วมกันยกระดับการปฏิบัติการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบภาพรวมของจังหวัด ต้องใช้กลไกท้องที่และท้องถิ่นดำเนินการอย่างจริงจังเข้มข้น และต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ด้วยการสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่ายทุกระดับ ไม่ให้มีการปล่อยปละละเลยหรือละเว้นต่อการแก้ปัญหา มิเช่นนั้นจะต้องมีผู้รับผิดชอบในทุกระดับ ซึ่งจะมีผลต่อการประเมินผลงาน รวมถึงการพิจารณาเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

2. ให้กระทรวง อว. สนับสนุนข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพื่อให้หน่วยงานสามารถเฝ้าระวังและวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำ ตรงจุดและทันต่อสถานการณ์ ซึ่งดาวเทียม Gistda สามารถหาจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เราสามารถมีข้อมูลในการดำเนินการงดซื้อผลิตผลจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

3. ให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยกันบูรณาการกำลังพลและอุปกรณ์ที่จำเป็นเร่งเข้าควบคุมไฟป่า จัดทำแนวกันไฟ และสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจทางอากาศ ในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก เพื่อสกัดการลุกลามของไฟให้อยู่ในวงจำกัดโดยเร็ว

4. ให้กระทรวงอุตสาหกรรม กำกับดูแลโรงงานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานน้ำตาลและเกษตรกรชาวไร่อ้อย ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มงวด  เร่งแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและซังข้าวโพดให้เป็น 0 และให้ผู้ประกอบการงดหรือจำกัดการรับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา

5. ให้กระทรวงพาณิชย์ ควบคุมและระงับการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตร เช่น ถั่วเหลือง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มาจากการผลิตด้วยการเผา อย่างเคร่งครัดโดยเด็ดขาด

6. ให้กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับมาตรการดูแลผลกระทบประชาชนทุกคน จัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น เพราะลมหายใจของประชาชนทุกคน สุขภาพของประชาชนทุกคนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องดูแลแก้ไข ไม่สามารถแยกกลุ่มเป็นกลุ่มเปราะบางได้ เพราะทุกคนเปราะบางทั้งหมด และต้องมีการสื่อสารหากพบว่ามีอาการที่รุนแรง หรือมีอาการที่เป็นผลกระทบต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้และดูแลรักษาสุขภาพ ไม่เกิดความตื่นตระหนกในวงกว้าง

7. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประสานกับกระทรวงการต่างประเทศในการเร่งสร้างความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน ให้มีการพูดคุยเจรจาเพิ่มมากขึ้น

8. ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยและปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการห้ามประชาชนเข้าเขตอุทยานโดยเด็ดขาด และสร้างความร่วมมือหน่วยงานในพื้นที่ในการดำเนินการทุกมาตรการอย่างเข้มข้นมากที่สุด

9. ให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงมอบอำนาจตามกฎหมายของส่วนราชการอย่างเบ็ดเสร็จให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเป็น Single Command ในการควบคุมการแก้ไขปัญหาโดยฉับพลันเร่งด่วน เพื่อทำให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด

นายกฯตั้ง 'ทรงศักดิ์' ปธ.ป้องกันภัยพิบัติฯ จัดการไฟป่า-ฝุ่นพิษ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในเรื่องการป้องกันอุทกภัยและภัยแล้งที่ในปีนี้คาดว่าจะเกิดสถานการณ์เร็วขึ้น โดย

1. ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ บริหารแผน ปรับเกณฑ์ และทำหน้าที่ในการส่งต่อข้อมูลให้กับทุกจังหวัดได้เตรียมความพร้อม

2. ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดตั้ง "ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและแก้ไขสถานการณ์สาธารณภัย" โดยให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สนับสนุนการปฏิบัติงานให้ทุกหน่วยงานสำรวจวัสดุ เครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรให้พร้อมดำเนินการ พร้อมใช้งานทันที รวมถึงแจ้งให้ท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และท้องถิ่น ใช้ดุลยพินิจโดยเจตนารมณ์สุจริตในการพิจารณาประกาศการให้ความช่วยเหลือ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องให้ความชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปฏิบัติงานในท้องถิ่นมีความมั่นใจ

3. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทยมีการติดตามตรวจสอบสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งดินและน้ำ รวมทั้งสัตว์น้ำและพืชผักให้เฝ้าระวังและดูแลสุขภาพอนามัยประชาชนอย่างใกล้ชิด รายงานผลเป็นประจำให้ทันต่อสถานการณ์ จัดหาแหล่งน้ำใหม่ ปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเพื่อป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนและระบบนิเวศ

4. สื่อสารให้ประชาชนทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เขารับมือได้อย่างไม่ตื่นตระหนก รวมทั้งให้มีมาตรการเยียวยาผลกระทบต่อประชาชนในเหตุเฉพาะหน้าด้วย

5. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น Single Command จัดตั้ง Warroom พิจารณาวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ และปรับเปลี่ยนวิธีการอยู่เสมอเพื่อที่จะรับมือกับสถานการณ์ในการดูแลพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด โดยพิจารณาให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมสะท้อนสภาพปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนด้วย 6. ให้ดำเนินการวางแผนขุดลอกคูคลอง สิ่งกีดขวางทางน้ำทุกแห่ง เป็นการล่วงหน้า เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ได้สั่งการแต่งตั้ง "คณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติในภูมิภาค" โดยให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ และมีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นเลขานุการ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นคณะกรรมการ เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมในนามรัฐบาล สามารถสั่งการลงไปยังฝ่ายปฏิบัติได้โดยตรง เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างเอกภาพ

การประชุมฯ ในครั้งนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์และมอบนโยบายเชิงรุก ยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม ครอบคลุมมาตรการสำคัญ ทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการลดหรือห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่กระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผา มาตรการดูแลสุขภาพประชาชน รวมถึงการสนับสนุนและช่วยเหลือการควบคุมไฟป่าในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น จังหวัด และ อปท. มีงบประมาณด้านการป้องกันยับยั้งภัยพิบัติ แต่หลักเกณฑ์ตามระเบียบว่าด้วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกับข้อมูลเชิงวิชาการสาธารณสุขยังไม่สอดคล้องกัน ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องทำให้ทุกส่วนเหล่านี้เป็นไปในทางเดียวกัน และสิ่งสำคัญที่สุด วันนี้ เราต้องทำให้การเกิดไฟป่า หมอกควัน หมดไปให้เร็วที่สุด

สำหรับการประชุมวันนี้ มีคณะรัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วม ณ หอประชุมอาคารยอดทัพฯ อาทิ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน