วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

‘11 ผู้นำฝ่ายค้าน’ ในตำนาน วิบาก 'การเมือง' - 'รัฐสภาไทย'

‘11 ผู้นำฝ่ายค้าน’ ในตำนาน  วิบาก 'การเมือง' - 'รัฐสภาไทย'

หลังจากรัฐบาลภูมิใจไทย โดย ครม.อนุทิน ชาญวีรกูล เข้าสู่อำนาจบริหารเรียบร้อยแล้ว กระบวนการที่ต่อเนื่องกัน ในฝ่ายนิติบัญญัติ คือ การแต่งตั้ง “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” 

ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 ระบุคุณสมบัติว่า ต้องเป็น “สส.” ที่ดำรงตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคการเมือง”ในสภาผู้แทนราษฎร ที่มีจำนวน สส.มากที่สุด และไม่มีสมาชิกดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธาน หรือรองประธานสภาฯ

หากพิจารณาตามเงื่อนไขแล้ว หัวหน้าพรรคประชาชน "ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” คือบุคคลที่คุณสมบัติครบถ้วนในเวลานี้ 

‘11 ผู้นำฝ่ายค้าน’ ในตำนาน  วิบาก 'การเมือง' - 'รัฐสภาไทย'

ทว่า ในวาระสภาฯ โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาฯ ในฐานะผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้าน ยังไม่เริ่มดำเนินการตามขั้นตอน เนื่องจาก “ยังรอให้พรรคประชาชนแจ้งชื่อก่อน”

เหตุผลที่ ประธานโสภณ ระบุเมื่อ 17 เม.ย. เป็นเพราะ “ณัฐพงษ์” มีประเด็นที่เป็นปัญหา คดีร่วมกับ 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ยื่นแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ จึงต้องรอความชัดเจนจากศาลฎีกาที่จะพิจารณาในวันที่ 24 เม.ย.นี้ จึงไม่เร่งรีบยื่นทูลเกล้าฯ ที่อาจเกิดเป็นประเด็นตามมา

อีกทั้ง ความเคลื่อนไหวของพรรคประชาชน ก็ได้เตรียมแผนสองรองรับคดีนี้ ด้วยการเตรียมปรับโครงการพรรค สลับให้ “ต้น"รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จากรองหัวหน้าพรรค ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน

ขณะที่ “ณัฐพงษ์” ที่จะถอยไปรับบทแม่บ้านพรรคแทน โดยเรื่องนี้จะมีความชัดเจนในช่วงเดียวกันกับการรอผลพิจารณาของศาล

สำหรับการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้าน ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีเดดไลน์ว่า จะต้องตั้งให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด หลังจากครม.เข้าสู่อำนาจบริหารแล้ว 

แม้การชะลอเอาไว้ จะไม่เป็นปัญหาในแง่กฎหมาย แต่อาจส่งผลในแง่ยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคสีส้ม ที่ต้องมีบทบาทตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บัญญัติให้ “ผู้นำฝ่ายค้าน” มีหน้าที่สำคัญ ทั้งเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหากรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

เป็นผู้นำยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม. นำยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อ ครม.โดยไม่ลงมติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภา กรณีมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย หรือเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้คำปรึกษา หรือข้อหารือระหว่างรัฐสภากับ ครม.  

‘11 ผู้นำฝ่ายค้าน’ ในตำนาน  วิบาก 'การเมือง' - 'รัฐสภาไทย'

 บทบาทผู้นำฝ่ายค้าน จึงมีส่วนสำคัญต่อการ “นำทาง” เพื่อให้รัฐสภาได้ระดมสมองร่วมเสนอทางออกให้รัฐบาล ได้ใช้คลี่คลายสถานการณ์วิกฤติ และบรรเทาทุกข์ร้อนของประชาชน

เมื่อพลิกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติ ประเทศไทยมี “ผู้นำฝ่ายค้าน” มาแล้ว 11 คน ซึ่งหลายคน ต่างได้ฉายา ซึ่งสะท้อนบทบาท และเหตุการณ์ทางการเมืองอย่างน่าสนใจ

“ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช” จากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้นำฝ่ายค้านคนแรก เมื่อปี 2518 และยังมีคนจากพรรคประชาธิปัตย์ อีก 3 คนที่ครองตำแหน่งนี้ 

ผู้นำฝ่ายค้าน ลำดับ 2 "พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร" จากพรรคชาติไทยพัฒนา ดำรงตำแหน่งในปี 2526 และกลับมานั่งตำแหน่งนี้สมัยที่สองในปี 2535 อีกครั้ง ก่อนจะสิ้นสุดสถานะ เพราะลาออกจากหัวหน้าพรรค เมื่อปี 2537 โดยช่วงที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ได้ฉายาว่า “ขวาพิฆาตซ้าย” ซึ่งสะท้อนจุดยืนทางการเมือง ที่ต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง 

ลำดับ 3 “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” จากพรรคความหวังใหม่ ที่ได้ครองตำแหน่งนี้ หลายสมัยที่สุด ถึง 4 สมัย โดยสมัยแรก เมื่อปี 2535 ซึ่งถือเป็นการทำหน้าที่สั้นที่สุด คือ 1 เดือน 15 วัน คือ เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 15 พ.ค.2535 สิ้นสุดเมื่อ 30 มิ.ย.2535 ด้วยเหตุยุบสภา 

ต่อจากนั้น กลับมารับตำแหน่งอีกในปี 2540 ปี 2541 และปี 2542 ได้ฉายาจากสื่อมวลชนรัฐสภา อาทิ “จิ๋วหวานเจี๊ยบ” และ “ผู้นำ 3 ก๊ก” เป็นต้น

จากนั้น “บรรหาร ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทย คนใหม่ รับช่วงต่อเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ลำดับ 4 ในปี 2537 และได้ฉายา “ปลาไหลใส่สเก็ต” ด้วยความพลิกพลิ้วทางการเมือง มีลีลาการต่อรองทางการเมืองที่ลื่นไหล มีแต่ได้กับได้ทุกยุคทุกสมัย

‘11 ผู้นำฝ่ายค้าน’ ในตำนาน  วิบาก 'การเมือง' - 'รัฐสภาไทย'

ถัดมาประชาธิปัตย์ ที่ตกเป็นฝ่ายค้านยาวนาน จึงได้ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ลำดับ 5 “ชวน หลีกภัย” เป็นผู้นำฝ่ายค้าน 3 สมัย ได้แก่ ปี 2538 ปี 2539 และปี 2544 โดยระหว่างทำหน้าที่ “ชวน” ถูกตั้งฉายาจากสื่อฯสภา โดยปีแรกได้ฉายา “มีดโกนวัยทอง” ต่อมาคือ “แผ่นเสียงตกร่อง” 

ลำดับ 6 “บัญญัติ บรรทัดฐาน” เป็นผู้นำฝ่ายค้านในปี 2546 และได้รับฉายา “บัญญัติ 10 ประการ” เพราะมีคำสัมภาษณ์ติดปากว่า “ประการ” และ “ประการต่อไป” 

ลำดับ 7 “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นผู้นำฝ่ายค้าน 3 สมัย ในปี 2548 ปี 2551 และปี 2554 และได้รับฉายาจากสื่อมวลชนในแต่ละครั้งว่า “ขุนศึกไร้ดาบ” เพราะการขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญ ที่ถูกปรามาสเรื่องความเก๋า ที่พรรษาการเมือง และมือยังไม่ถึงกับการตรวจสอบรัฐบาล 

‘11 ผู้นำฝ่ายค้าน’ ในตำนาน  วิบาก 'การเมือง' - 'รัฐสภาไทย'

และฉายา “เทพประทาน” เพราะมีแบ็กอัป อย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ฐานะเลขาธิการพรรค ที่ใช้คอนเน็กชันดันสู่ตำแหน่งสำคัญในฝ่ายนิติบัญญัติ ต่อมายังได้ฉายา “หล่อดีเลย์ - หล่อ รับ เละ” เพราะถูกมรสุมการเมืองรุมกระหน่ำ ทำให้ไม่สามารถแสดงบทบาทนำตรวจสอบรัฐบาลได้เต็มที่

อย่างไรก็ดี มีอยู่ช่วงหนึ่งระหว่างปี 2552-2554 ที่สภาฯ เว้นว่าง ไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน ด้วยเหตุที่ “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” คือ “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์” ไม่ได้เป็น สส. ทำให้ขาดคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

แม้พรรคจะแก้ปัญหา โดยให้ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ทำหน้าที่ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อนำการตรวจสอบในสภาฯ แต่ด้วยความที่ไม่ได้รับการไว้วางใจจาก “ตระกูลชินวัตร” จึงไร้สถานะตามรัฐธรรมนูญ และหมดโอกาสเป็นผู้นำฝ่ายค้าน

‘11 ผู้นำฝ่ายค้าน’ ในตำนาน  วิบาก 'การเมือง' - 'รัฐสภาไทย'

ในช่วงนั้น “เฉลิม” จึงเป็นเพียงผู้นำอภิปรายในสภาฯ ตามวาระสำคัญ หรือ เรียกว่าเป็นผู้นำฝ่ายค้านโดยพฤตินัย แต่ไม่มีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

ส่วนคนของพรรคเพื่อไทย ที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ในยุคต่อมา ลำดับ 8 คือ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ซึ่งครองตำแหน่งนี้ 2 สมัย ในปี 2562 และปี 2563 โดยในช่วงที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านปี 2562 สื่อสภาฯ ให้ฉายาว่า “ขนมจีนไร้น้ำยา” เพราะไม่ปรากฏการทำงานตรวจสอบรัฐบาลเป็นที่ประจักษ์ 

‘11 ผู้นำฝ่ายค้าน’ ในตำนาน  วิบาก 'การเมือง' - 'รัฐสภาไทย'

และในปีถัดมาถูกตั้งฉายาเชิงล้อเลียนว่า “สมพงษ์ ตกสวรรค์” เมื่อบทบาทของ “สุทิน คลังแสง” โดดเด่นกว่าผู้นำฝ่ายค้าน และต่อมาสมพงษ์ ถูกกดดันให้ลาออกจากหัวหน้าพรรค จนหลุดจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านไปโดยปริยาย 

จากนั้นพรรคเพื่อไทย เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคเป็น “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” จึงได้รับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ลำดับ 9 ปี 2564 จนถึงยุบสภาในปี 2566 โดยในปี 2565 สื่อสภาฯตั้งฉายาผู้นำฝ่ายค้านว่า “หมอ(ง) ชลน่าน” เพราะบทบาทในสภาฯ ขาดอิสระ

ต่อจากนั้นเป็นยุคของผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคสีส้ม ลำดับที่ 10 คือ “ชัยธวัช ตุลาธน” ในสังกัดพรรคก้าวไกล ในปี 2566 แต่ดำรงตำแหน่งได้ 7 เดือนเศษ ต้องขาดคุณสมบัติจากถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี เมื่อพรรคถูกยุบ จากคดีร่วมแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

หลังจาก “ชัยธวัช” พ้นตำแหน่ง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน เข้ามาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ลำดับที่ 11 ในปี 2567 จนถึงการยุบสภาเมื่อ 12 ธ.ค.2568 และได้ฉายาจากสื่อสภาฯว่า “เท้งเต้ง” เพราะบทบาทไม่โดดเด่นมากนัก และยังถูกพรรคร่วมฝ่ายค้านโดดเดี่ยว

สำหรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ลำดับที่ 12 ต้องรอติดตามว่า จะเป็น “เท้ง ณัฐพงษ์” คนเดิม หรือ “ต้น วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” ที่กำลังรอผลคดี สส.ก้าวไกล ที่ศาลนัดฟังคำสั่งในวันที่ 24 เม.ย. ซึ่งมีผลเกี่ยวโยงทั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ คนใหม่