วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน 2569

Login
Login

‘นิติสงคราม’เขย่า‘นิติธรรม’ คดี44 สส.-หุ้นศักดิ์สยาม ลามเชื่อมั่น‘ป.ป.ช.-รัฐบาล’

‘นิติสงคราม’เขย่า‘นิติธรรม’  คดี44 สส.-หุ้นศักดิ์สยาม ลามเชื่อมั่น‘ป.ป.ช.-รัฐบาล’

เกม“นิติสงคราม”กำลังลุกลามความเชื่อมั่นในกระบวนการ“นิติธรรม” จาก 2 คดี “จริยธรรมนักการเมือง” ในขณะนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานการพิจารณาคดี ที่ดูเหมือนจะต่างกันลิบลับ 

คดีแรก กรณีที่ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเอาผิด “44 อดีตสส.” พรรคก้าวไกล ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากการร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  ซึ่งถือเป็น“ดาบสอง” หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 11 คน ในจำนวนนี้คือ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ถูกตัดสิทธิ์ 10 ปี ตั้งแต่ส.ค.2567

‘นิติสงคราม’เขย่า‘นิติธรรม’  คดี44 สส.-หุ้นศักดิ์สยาม ลามเชื่อมั่น‘ป.ป.ช.-รัฐบาล’

คดีที่สอง คือ กรณีที่ ป.ป.ช. มีมติ “ยกคำร้อง” คดีที่ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม น้องชาย ”เนวิน ชิดชอบ" ครูใหญ่สีน้ำเงิน คดีซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ 

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า มติดังกล่าวสวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 16 ม.ค.2567 ให้ความเป็นรัฐมนตรีของ“ศักดิ์สยาม”สิ้นสุดลง โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่ 3 มี.ค.2566

‘นิติสงคราม’เขย่า‘นิติธรรม’  คดี44 สส.-หุ้นศักดิ์สยาม ลามเชื่อมั่น‘ป.ป.ช.-รัฐบาล’

ภายใต้ความเหมือนในประเด็น “มาตรฐานจริยธรรม”นักการเมือง  แต่ต่างกันตรงที่ปัจจุบัน ฝั่งหนึ่งอยู่ในสถานะฝ่ายบริหาร แถมถืออำนาจเบ็ดเสร็จบน“กระดานการเมือง” ขณะที่อีกฝั่งตกอยู่ในสถานะ “ขั้วฝ่ายค้าน” ในสภาผู้แทนราษฎร

จึงต้องจับตา คดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งศาลฎีกาจะพิจารณารับคำร้องหรือไม่ ในวันที่ 24 เม.ย.2569 

หากศาลฎีกา “รับคำร้อง”ดังกล่าว ก็ต้องลุ้นคำสั่ง “ผู้ถูกกล่าวหา” ซึ่งเป็นสส.ปัจจุบันจำนวน 10 คน จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ในจำนวนนี้ มี “คีย์แมนส้ม”คนสำคัญ ทั้ง “เท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค รวมถึง บรรดา “หัวหมู่ทะลวงฟัน”พรรคส้ม อีก 8 ชีวิต 

การเดินเกมของ “คีย์แมนส้ม” ที่แม้ล่าสุด จะวางฉากทัศน์ถัดไป คือการปรับทัพ ดันขุนพลชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ ทั้ง “ดร.ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ที่จะขยับเป็นหัวหน้าคนใหม่ โดยให้ “ณัฐพงษ์”ถอยลงไปนั่งเลขาธิการพรรค 

ทว่า“วิบากกรรม” ที่เกิดขึ้นกับพรรคส้มเป็นรอบที่ 3 ในช่วงเวลาเพียง 7 ปี ย่อมส่งผลไปถึงความแข็งแกร่งของพรรค ซึ่งสถาปนาตัวเองเป็น “พรรคเสรีนิยมก้าวหน้า” ที่อ่อนกำลังมาตั้งแต่การเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ที่จำนวนสส.รวมถึงคะแนนป็อบปูลาร์โหวต หายไปเกือบครึ่ง 

‘นิติสงคราม’เขย่า‘นิติธรรม’  คดี44 สส.-หุ้นศักดิ์สยาม ลามเชื่อมั่น‘ป.ป.ช.-รัฐบาล’

ปชน.ดันรื้อรธน. เกมมวลชน-เขย่า2มาตรฐาน

สัญญาณ “พรรคส้ม”ที่แม้ล่าสุดจะเห็นการเดินเกมรุกกลับจาก “พริษฐ์” ด้วยการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ในการตัดอำนาจ“ประธานรัฐสภา” ที่ต้องใช้ดุลพินิจในการกลั่นกรองและตัดสินใจว่า จะส่งเรื่องต่อไปที่ประธานศาลฎีกา เพื่อให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระหรือไม่ 

ทว่าอย่างที่รู้กัน ภายใต้เกมนิติบัญญัติในเวลานี้  ปัจจุบันขั้วฝ่ายค้านประกอบด้วย 5 พรรค คือ พรรคประชาชน มีสส.120 คน จำนวนนี้ หากตัด “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี ที่แปรสภาพเป็นงูเห่าสีส้ม เสียง ปชน.จะเหลือ 119 เสียง บวกกล้าธรรม 58 ประชาธิปัตย์ 21 เสรีรวมไทย 1 และไทยภักดี 1 รวมเป็น 200 เสียง 

หากวันที่ 24 เม.ย.ศาลฎีกามีคำสั่งให้ “10 สส.”ปชน.หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะส่งผลให้เสียงฝ่ายค้านหายไปอีก 10 เหลือเพียง 190 เสียง ขณะที่ขั้วรัฐบาล มีเสียงในสภาฯ กว่า 290 เสียง ยังไม่นับรวมด่านสภาสูง คือ วุฒิสภา ที่เวลานี้ถูกปกคลุมด้วยสีน้ำเงิน จึงแทบไม่ต้องลุ้นปลายทางของร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคส้ม ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด

ฉะนั้น จังหวะรุกพรรคส้มด้วยการเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้ ลึกๆ แล้วอาจหวังผลในแง่การชิงกระแสมวลชน โดยอาศัยจังหวะที่ป.ป.ช.กำลังถูกถล่มประเด็น“2 มาตฐาน”อย่างหนัก อีกทั้งยังถือโอกาสขยี้ไปถึง“เกมฮั้ว”ระหว่างอำนาจบริหารและนิติบัญญติ ในวันที่ขั้วตรงข้ามคุมกระดานการเมือง

 ภท.กลบกระแสเอื้อพวกพ้อง-เรตติ้งดิ่ง

ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” ในฐานะแกนนำรัฐบาล ที่แม้เวลานี้ถือไพ่ได้เปรียบทางดุลอำนาจคุมทุกองคาพยพไว้ในมือ

ทว่าภายใต้วิฤติศรัทธาที่กำลังเซาะกร่อนความเชื่อมั่น ทั้งกรณีการแก้วิกฤติพลังงาน ที่ลุกลามถึงเศรษฐกิจในภาพใหญ่ของประเทศ  

ไหนจะคดีการเมืองที่ถูกล็อกเป้าถล่ม ด้วยข้อครหา “เอื้อพวกพ้อง” ทั้งคดีฮั้วสว.ที่ถูกตัดจบเสมือนเคลียร์ทางให้กับ “รัฐมนตรีสีน้ำเงิน” คดีเขากระโดง เชื่อมโยงคนในตระกูลชิดชอบที่สะดุดหยุดลงในวันที่สีน้ำเงินคุมเกมอำนาจ  หรือแม้แต่กรณีป.ป.ช.“ยกคำร้อง” คดีถือหุ้นของที่“ศักดิ์สยาม” ที่ตามมาด้วยข้อสงสัยในปริศนา 1 ที่ว่างใน ครม.อนุทิน แถมถูกตั้งคำถามถึงประเด็น “2 มาตรฐาน-2 คดีการเมือง”

‘นิติสงคราม’เขย่า‘นิติธรรม’  คดี44 สส.-หุ้นศักดิ์สยาม ลามเชื่อมั่น‘ป.ป.ช.-รัฐบาล’

จึงถือเป็นความท้าทายรัฐบาลภูมิใจไทย ที่เวลานี้เห็นชัดว่า กำลังกลบกระแสที่อาจมีผลต่อความนิยม ไม่ให้ติดลบ ด้วยการดันแคมเปญ อัดสารพัดประชานิยม โดยเฉพาะนโยบายคนละครึ่ง หรือแม้แต่การดันกฎหมายเรือธงอาทิ  ร่างพ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน หรือกฎหมาย Super License  หรือร่าง พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน ภายใน 1 ปี โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถจัดสรรภาษี 30% เป็นต้น 

แคมเปญประชานิยมเหล่านี้ จะกลายเป็น“จุดพลิก”ในการ“ฟื้นกระแส” และ“ตุนกระสุน”ให้รัฐบาล เพื่อใช้ในการเลือกตั้งรอบถัดไปได้หรือไม่ หรือถึงที่สุดแล้ว จะยิ่งเป็นการเขย่าความเชื่อมั่นพรรคภูมิใจไทยให้ติดลบยิ่งกว่าเดิมต้องลุ้นกันยาวๆ