ปี 2569 นับหนึ่งดีเดย์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศยกเครื่อง “ปฏิรูปปราบโกง” โดยในช่วงปลายปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา มีการปรับโครงสร้างภายใน ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่ ให้มีความก้าวหน้า และกระชับมากขึ้น ในการสะสางสารพัดคดีทุจริต ที่คงค้างกว่า 3,000 สำนวน ให้ลดเหลือหลัก 100 คดี
โดย “สุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยให้สัมภาษณ์เมื่อ ต.ค. 2568 ที่ผ่านมาว่า ในปี 2569 บทบาทการทำงานของ ป.ป.ช.จะวางรูปแบบ “ทำงานเชิงรุก” มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาถูกมองว่าทำงานล่าช้า โดยจะมีการติดตามและรายงานเป็นระยะ ๆ จะมีการปรับปรุงโครงสร้างการทำงาน โดยมีหน่วยงานพิเศษทำหน้าที่เป็น “ม้าเร็ว” ทำงานให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วทันใจ ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังเฝ้าระวังโครงการที่มีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวงเงินงบประมาณสูง และในเรื่องการไต่สวน จะต้องกำหนดกรอบการทำงาน โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 2-3 ปี ในช่วงที่ตัวเขาเองรับผิดชอบนั่งเก้าอี้ “แม่บ้าน” ในสำนักงาน ป.ป.ช. จะเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนขึ้น
ขณะเดียวกันในอนาคตอันใกล้ จะมุ่งเน้นโฟกัสไปที่คดีเกี่ยวกับ“ทรัพยากรธรรมชาติ” เนื่องจากเป็นสิ่งที่กระทบต่อประชาชนค่อนข้างสูง เป็นเรื่องของสาธารณะ สมบัติของแผ่นดิน สาธารณะประโยชน์ โดย ป.ป.ช.จะมีการทำงานเชิงรุกให้มากขึ้น
มาตรการหลักที่ ป.ป.ช.จะนำมาใช้คือ การผลักดันให้หน่วยงานรัฐนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ เพื่อลดการพบปะระหว่างประชาชน และเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นช่องทาง “เรียกรับสินบน”
นอกจากนี้ในด้านงานป้องกันการทุจริต ยังมุ่งสร้าง “ระบบนิเวศป้องกันทุจริต” ผนึกเครือข่ายภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็น ชมรม Strong ในทุกจังหวัด และเครือข่าย CAC (Collective Action Coalition) ที่มีเอกชนกว่า 400 บริษัทเข้าร่วม
ที่สำคัญยังใช้มาตรการ “เฝ้าระวัง” จับตาโครงการตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จนถึงนโยบายระดับชาติ โดยพัฒนาหลักเกณฑ์การวิเคราะห์ความเสี่ยงทุจริตเชิงนโยบาย เพื่อใช้ตรวจสอบนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ซึ่งร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้พรรคการเมืองชี้แจงแหล่งที่มารายได้ ก่อนจะหาเสียงเรื่องนโยบายต่าง ๆ อย่างที่เห็นกันไปแล้วในช่วงการเลือกตั้ง 2569 ที่ผ่านมา
ในช่วงที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช.ได้ร่วมหารือ บูรณาการทำงาน และลงนามข้อตกลงร่วม (MOU) กับหลายหน่วยงาน เช่น การประชุมคณะทำงานผู้ประสานงานฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช. กับฝ่ายอัยการสูงสุด เพื่อประสานงานและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด
ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดประเด็นและการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ ข้อขัดข้องในการประชุมคณะกรรมการร่วมฯ ข้อขัดข้องในการส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีหรือส่งสำนวนคืนคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ ดำเนินการฟ้องคดีเอง ข้อขัดข้องในการประสานงานคดีระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. และพนักงานอัยการ ความคืบหน้าคดีที่มีการส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องคดี และการให้ความคุ้มครองช่วยเหลือในการแก้ต่างคดีอาญาให้กับบุคคลตามมาตรา 132
ขณะเดียวกันในด้านเอกชน ป.ป.ช.ได้ร่วมลงนามกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) เร่งผลักดันการบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันการทุจริตและการส่งเสริมบรรษัทภิบาลในตลาดทุน รวมทั้งแนวทางการดำเนินการให้บริษัทจดทะเบียนมีมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมป้องกันการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อป้องกันเรื่องการ “รับให้สินบน” ตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 176 อีกด้วย
ทั้งหมดคือมาตรการป้องปรามโกงโฉมใหม่ ในยุค “ป.ป.ช. 5.0” ขับเคลื่อนประเทศไทย ฝ่าการทุจริตคอร์รัปชันที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ยกให้เป็นวาระแห่งชาติ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้
บทความนี้สนับสนุนโดยกองทุน ป.ป.ช.หากพบเห็นการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ร้องเรียนได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูล สำนักงาน ป.ป.ช. โทร.1205 หรือ www.nacc.go.th หรือสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด





