'พริษฐ์'ถามาตรฐานคดีการเมือง โวยป.ป.ช.ฮั้วรัฐบาล ชงรื้อรัฐธรรมนูญ ม.236 ตัดอำนาจ'ประธานรัฐสภา' ใช้ดุลพินิจยื่นป.ป.ช.
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ถึงการพิจารณาคดีสำคัญของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุว่า จะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ รัฐบาล และ ป.ป.ช. ฮั้วกัน โดยใช้ประธานสภาเป็นเครื่องมือ? ทำไมเราจำเป็นต้อง #แก้มาตรา236 เพื่อตัดดุลพินิจของประธานสภา ที่อาจถูกใช้สกัดกั้นภาคประชาชนในกลไกตรวจสอบ ป.ป.ช.
ประเทศเราจะแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้ หากหน่วยงานหลักของประเทศเรื่องการต่อต้านการทุจริต ไม่ทำงานอย่างเที่ยงธรรมและตรวจสอบได้
แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. ถูกตั้งคำถามมากขึ้น หลังเราค้นพบว่า ป.ป.ช. ได้มีมติยกคำร้องคดีที่คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ (อดีต รมว.คมนาคม) ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในบริษัท หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชัน และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ซึ่งเคยเป็นชนวนที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อ 2 ปีก่อน - ในส่วนของข้อพิรุธต่อมติดังกล่าว ทาง สส. ปกรณ์วุฒิ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้เบื้องต้นแล้ว และเราคงต้องตรวจสอบคำอธิบายของ ป.ป.ช. ที่เลขาฯ ป.ป.ช. แจ้งว่าจะมีการเผยแพร่เป็นเอกสารในเร็วๆนี้ เป็นการต่อไป
อย่างไรก็ตาม หนึ่งประเด็นที่หลายคนตั้งคำถาม คือหากสมมุติเราค้นพบว่า ป.ป.ช. ได้ดำเนินการอะไรไป (ไม่ว่าจะในกรณีคุณศักดิ์สยาม หรือกรณีอื่น) ที่เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือขัดต่อกฎหมาย “ประชาชนจะทำอะไรได้บ้าง?”
ความจริงแล้ว กฎหมายปัจจุบัน (มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ) มีการเปิดช่องให้ ประชาชน 20,000 รายชื่อ สามารถเข้าชื่อกล่าวหา ป.ป.ช. โดยให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ ป.ป.ช. ตามข้อกล่าวหาได้ (ซึ่งแตกต่างจากองค์กรอิสระอื่น ที่ประชาชนไม่มีสิทธิเข้าชื่อตามกลไกดังกล่าวเลย)
แต่ ! กลไกนี้มีช่องโหว่ขนาดใหญ่ เพราะมาตรา 236 ดันไปเพิ่มขั้นตอนเข้ามา ว่าหากประชาชนเข้าชื่อได้ครบถ้วนแล้ว จะต้องส่งไปให้ประธานรัฐสภาเสียก่อน เพื่อให้ประธานรัฐสภาใช้ “ดุลพินิจ” ในการกลั่นกรองและตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องต่อไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ หรือจะปัดตกและยุติข้อร้องเรียนให้ไปไม่ถึงศาล
หากมองแบบผิวเผิน หลายคนอาจไม่ได้รู้สึกเอะใจอะไร และมองว่าการเพิ่มขั้นตอนดังกล่าว ก็เป็นไปเพื่อให้เรามีประธานสภามาช่วยกลั่นกรองข้อกล่าวหาต่างๆให้มีความรอบคอบขึ้น
แต่เราต้องอย่าลืมว่าประธานสภามักจะเป็น สส. รัฐบาล (เหมือนในยุคปัจจุบัน)
ดังนั้น ทุกท่านลองจินตนาการดูครับ ว่าหากวันไหนที่รัฐบาล และ ป.ป.ช. เกิด “ฮั้ว” กัน และตกลงกันว่าจะให้ ป.ป.ช. “เกียร์ว่าง” และละเว้นตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล : หากเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าประชาชนกี่ล้านคนจะร้องเรียน ป.ป.ช. ผ่านกลไกนี้ แต่เรื่องดังกล่าวก็แทบจะไม่มีโอกาสไปถึงศาล เพราะรัฐบาลก็สามารถสั่งการหรือกดดันให้ประธานรัฐสภาใช้อำนาจที่มีตามมาตรา 236 เพื่อปัดตกทุกข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ได้
ดังนั้น ตราบใดที่ประธานรัฐสภายังคงมีอำนาจและดุลพินิจตามมาตรา 236 บทบัญญัตินี้จะเป็นช่องโหว่ที่เปิดช่องให้รัฐบาลกับ ป.ป.ช. ฮั้วกันได้ง่ายขึ้น และทำให้กลไกตรวจสอบ ป.ป.ช. ใช้งานไม่ได้จริง
.เพื่อป้องกันการฮั้วกันระหว่างรัฐบาลกับ ป.ป.ช. และเพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพของกลไกของภาคประชาชนในการตรวจสอบ ป.ป.ช. ผมเห็นว่าเราจำเป็นต้อง #แก้มาตรา236 โดยการตัดอำนาจและดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการชี้ขาด ว่าจะส่งเรื่องร้องเรียนของประชาชนต่อ ป.ป.ช. ไปที่ศาลหรือไม่
ทางเราพรรคประชาชนได้ยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาแล้ว โดยเราหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากสมาชิกรัฐสภาเพื่อผลักดันให้สำเร็จ ตามนโยบายของรัฐบาลที่เขียนไว้ในคำแถลงต่อรัฐสภาว่าต้องการ “แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง”





