"ยศชนัน" เดินเครื่อง "ห้องปลอดฝุ่น" งานวิจัยคนไทย สั่งเดินหน้าติดตั้งช่วยกลุ่มเปราะบาง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ สู้ภัยฝุ่นพิษ
ที่ จ.เชียงใหม่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำคณะลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมเปิดตัวและติดตั้งห้องปลอดฝุ่นครบวงจร นวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือสู้วิกฤติฝุ่น PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยต้นทุนเพียง 3,600 บาทต่อห้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนตรวจเยี่ยม นายยศชนัน ได้หยิบเครื่องวัดฝุ่นพกพาขึ้นมาตรวจวัดคุณภาพอากาศนอกอาคารด้วยตนเอง พบค่าฝุ่นพุ่งสูงถึง 150-180 ไมโครกรัมต่อลบ.ม. ซึ่งอยู่ในระดับวิกฤติที่กระทบสุขภาพประชาชนโดยตรง ท่ามกลางกลุ่มควันที่ปกคลุมทั่วจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมย้ำว่าสถานการณ์นี้รอไม่ได้ต้องลงมือแก้ด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริงทันที
ทั้งนี้ นายยศชนัน เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้า 2 แนวทางคู่ขนาน คือระยะสั้น นำเทคโนโลยีฝีมือคนไทยมาแก้ปัญหาให้คนไทยในราคาประหยัด โดยห้องปลอดฝุ่นครบวงจร ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณะสาธารณะสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำหรับระยะยาว รัฐบาลจะเดินหน้านำเทคโนโลยีสืบค้นต้นตอของปัญหาฝุ่นอย่างแท้จริง พัฒนาระบบตรวจจับไฟป่าแบบเรียลไทม์ และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ร่วมพัฒนากับผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะอาสาสมัครดับไฟป่า
"ตั้งเป้าให้ใช้งานได้จริงภายใน 1 ปี เพื่อลดปัญหาฝุ่นที่ต้นเหตุ โดยเฟสแรก จะขยายผล ห้องปลอดฝุ่นครบวงจรไปยัง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย พร้อมเป้าหมายระยะถัดไปขยายสู่ทั่วประเทศในระยะเวลาอันใกล้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ" นายยศชนัน กล่าว
นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้นยังมีนโยบายการใช้ข้อมูลเชิงลึกระดับโมเลกุลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์ต้นตอฝุ่นและจุดเกิดไฟป่าให้แม่นยำยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกันข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชน ส่วนในเรื่องของกฎหมาย ภาครัฐมีความยินดีที่จะเร่งผลักดันให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนและคลอดออกมาให้เร็วที่สุด แต่ในระหว่างที่รอข้อกฎหมาย ทุกหน่วยงานสามารถเริ่มลงมือแก้ปัญหาด้วยนวัตกรรมและฐานข้อมูลที่มีอยู่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ
ด้านนายนิกร กล่าวว่า การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ที่ต้องเร่งคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ ผ่านการขยายผลห้องปลอดฝุ่น ในสถานสงเคราะห์ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะใน 8 จังหวัดภาคเหนือที่มีความต้องการเร่งด่วน รวม 83 แห่ง ซึ่ง กระทรวงพัฒนาสังคม จะบูรณาการร่วมกับกระทรวง อว. เพื่อนำนวัตกรรมมาสร้างพื้นที่ปลอดภัย พร้อมจัดทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ลงพื้นที่ห่างไกล และมีแผนขยายผลให้ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางกว่า 2.3 ล้านคนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน





