วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

‘อนุทิน’ เผย ไม่ประมาทบริหาร‘น้ำมัน’ แย้ม ลดค่าครองชีพ ปชช. รูปแบบใหม่

‘อนุทิน’ เผย ไม่ประมาทบริหาร‘น้ำมัน’ แย้ม ลดค่าครองชีพ ปชช. รูปแบบใหม่

“อนุทิน” เผย สถานการณ์โลก เปลี่ยนเร็ว ไทย ต้องบริหารจัดการ “น้ำมัน” อย่างรอบคอบ ไม่ประมาท ขอบคุณ ปชช. ช่วยประหยัด หนุน ปริมาณสำรองในประเทศเพิ่ม แย้ม กำลังพิจารณารูปแบบโครงการใหม่ ลดค่าครองชีพ ค่าไฟ200หน่วยแรกราคาเหมาะสม

ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ว่า การประชุม AZEC ซึ่งมีประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพและนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเป็นประธาน ได้หารือร่วมกันเพื่อผลักดันความร่วมมือของประเทศในภูมิภาคเอเชียในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยประเทศไทยได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่กับการไม่สร้างภาระแก่ประชาชน

พร้อมมองว่าวิกฤตพลังงานโลกในปัจจุบันเป็นโอกาสในการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้เร็วยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไทยจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น และพร้อมปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานทางเลือก เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

ในประเด็นสถานการณ์ตะวันออกกลาง รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานและการนำเข้าน้ำมันดิบ แม้ขณะนี้ไทยยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่จำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบและไม่ประมาท เนื่องจากสถานการณ์โลกสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งได้ประสานงานกับกระทรวงพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะการใช้น้ำมันที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศเพิ่มขึ้น และช่วยบรรเทาความตึงเครียดของสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ย้ำว่ารัฐบาลยังคงต้องบริหารจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด

ขณะที่ภารกิจด้านการต่างประเทศ นายกฯ กล่าวถึง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ และคณะ ที่เดินทางไปยังประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศโอมานและอิหร่าน เพื่อหารือความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ การค้า และเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ตลอดจนติดตามสถานการณ์และดูแลคนไทยในภูมิภาคดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยได้รับรายงานว่าการหารือกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นไปในทิศทางที่ดี และไทยได้รับการตอบรับอย่างดีจากประเทศคู่เจรจา ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในระยะต่อไป

สำหรับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระของประชาชนเป็นสำคัญ ภายใต้กรอบกฎหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบโครงการใหม่ เพื่อให้ต่อยอดจากแนวคิดเดิมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า โดยกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับการใช้ 200 หน่วยแรกในราคาที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือน

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทย กระจายสินค้าคุณภาพในราคาย่อมเยาสู่ประชาชนในทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน

ด้านสถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีเหตุความไม่สงบในพื้นที่ โดยย้ำว่ารัฐบาลจะเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน พร้อมกำชับหน่วยงานด้านความมั่นคงและสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเร็ว และยืนยันว่าอาวุธจะต้องไม่ถูกนำมาใช้ทำร้ายประชาชนด้วยกันเอง

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ว่า การลงพื้นที่ไม่ใช่เพียงการให้กำลังใจบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการรับฟังสถานการณ์จริงในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีเสถียรภาพและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จึงต้องเร่งแสดงผลงานและขับเคลื่อนนโยบายอย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรี ย้ำถึงความสำคัญของประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานรัฐ โดยระบุว่า หากพบการทำงานล่าช้าหรือไม่เต็มศักยภาพ รัฐบาลพร้อมดำเนินการปรับเปลี่ยนบุคลากรให้เหมาะสม เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งได้ให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และจะติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด