ควันหลงการแถลงนโยบายของ“นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล”ในภาพรวม สะท้อนให้เห็นว่าตัวแปรที่สอดแทรกเข้ามา คือ สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ต้องจัดลำดับงบประมาณที่จะใช้สนับสนุนงานด้านต่างๆ ใหม่
โดยให้ความสำคัญสูงสุดไปที่วิกฤติพลังงาน ที่กระทบเป็นลูกโซ่ ถึงค่าครองชีพประชาชน เศรษฐกิจ และสังคม อันเป็นปัจจัยส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชนโดยตรง รัฐบาลใหม่ของไทย จึงต้องเดินหน้ากอบกู้ความเชื่อมั่นให้ฟื้นกลับมาเร็วที่สุด
ทำให้นโยบายต่างประเทศ และความมั่นคง ถูกลดระดับความสำคัญลงไป เป็นเพียงสถานการณ์ภาพรวมทั่วไปเท่านั้น ซึ่งอาจมองได้ว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา และฝ่ายไทยคุมพื้นที่ชิงความได้เปรียบทั้งหมด ซึ่งต่างจากก่อนหน้านั้นที่กัมพูชาวางกำลังอยู่ในพื้นที่ของไทย
ทว่า เนื้อหานโยบายความมั่นคง ยังมีไฮไลต์ที่รัฐบาลได้หาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้ง คือเรื่อง ยกเลิก MOU 44 ตัวชูโรง เรื่องกระแสรักชาติ ซึ่งถูกมองว่า หากเดินหน้าฝ่ายไทยเสี่ยงจะเสียดินแดนอนาคต
แม้การยกเลิกเอ็มโอยู 44 ไทยจะสามารถทำได้ฝ่ายเดียว ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมติ ครม.หรือกระบวนการทางรัฐสภา แต่จำเป็นต้องเจรจาต่อรอง ให้กัมพูชายอมรับ และหากลไกอื่นมาทดแทน เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง หรือการนำเรื่องเข้าสู่ศาลระหว่างประเทศได้อีกเช่นกัน
ส่วนเอ็มโอยู 43 ไม่ได้ระบุว่า จะยกเลิก เพราะมีความคืบหน้าเรื่องการจัดทำเขตแดน เป็นเครื่องมือที่ยังมีประโยชน์ในการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ต่างจากเอ็มโอยู 44 ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน
“เราจะดำเนินการยกเลิกเอ็มโอยู 44 โดยทางกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้เสนอเข้าสู่สภาความมั่นคงแห่งชาติ หลังจากนั้นก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ส่วนเอ็มโอยู 43 ควรดำเนินการให้รอบคอบ เนื่องจากที่ผ่านมามีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง ซึ่งเราเปิดกว้างอยู่แล้ว ประเด็นของผม และกระทรวงต่างประเทศ ไม่ว่าการดำเนินการจะเป็นอย่างไร ควรมีฉันทามติร่วมกัน และเปิดกว้าง” สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ ระบุ
สำหรับการสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถให้กองทัพ “รัฐบาลอนุทิน” ได้เน้นย้ำเรื่องพัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคง ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต
ปัจจุบัน“กองทัพ”มีหน่วยงานที่มีภารกิจในเรื่องการวิจัย และพัฒนายุทโธปกรณ์ 2 ประเภทหลัก คือ รูปแบบขององค์กรมหาชนและรัฐวิสาหกิจ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และบริษัทอู่ กรุงเทพจำกัด และหน่วยงานราชการ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร
ที่ผ่านมามียุทโธปกรณ์ภายใต้การดำเนินงานของ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 9 ชนิด ที่ประสบความสำเร็จ เช่น ระบบจรวดหลายลำกล้องนำวิถี ส่งมอบให้แก่กองทัพบก เรืออเนกประสงค์เพื่อความมั่นคงทางทะเล ส่งมอบให้แก่กองทัพเรือ หุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดส่งมอบให้แก่กองกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และอากาศยานไร้คนขับ
ขณะที่การจัดหาและปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งจากผู้ผลิตภายในประเทศ และภายนอกประเทศ จะต้องเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคนไทย เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศเศรษฐกิจ
โดยทั้งหมดนี้ แต่ละเหล่าทัพก็มีแผนพัฒนาวางไว้อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณปกติ และงบกลางเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ในกรณีที่อาจเกิดการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชารอบ 3 ในอนาคต
สะท้อนผ่านการชี้แจงของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ที่ระบุว่า ความมั่นคงของชาติ ต้องตั้งอยู่บนความพร้อมรบ โดยกระทรวงกลาโหมจะพัฒนาศักยภาพให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 ในมิติของเทคโนโลยี และหลายมิติเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ
การจัดหายุทธโธปกรณ์ จัดดำเนินการภายใต้ความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ในลักษณะการพึ่งพาตนเองให้ได้ในระยะยาว เพราะความมั่นคงที่แท้จริง ไม่ใช่การมีอาวุธแต่ต้องมีความสามารถ และควบคุมศักยภาพเสริมสร้างกำลังรบตามนโยบายของรัฐบาล
ทั้งนี้โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีคือความได้เปรียบ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเป็นผู้สร้าง ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ใช้ เพื่อที่จะไม่ต้องได้รับผลกระทบ ดังนั้นการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ คือการลงทุนเพื่ออธิปไตย และการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสำคัญของรัฐบาลอีกด้าน คือ โครงการทหารอาสา 1 แสนนาย ระยะเวลา 4 ปี เพื่อลดการเกณฑ์ทหาร ซึ่งกระทรวงกลาโหม อยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งทหารและพลเรือน เข้ามาดำเนินการ
พล.ท.อดุลย์ ย้ำว่า รัฐบาลมุ่งพัฒนากำลังพลสำรอง คือทหารอาสา เพราะมองว่ากองทัพไทยไม่ใช่เพียงแค่กำลังรบ แต่เป็นสถาบันที่สร้างคน รัฐบาลใช้ระบบพัฒนาของทหารอาสาเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี จากระบบที่เคยมองว่าเป็นหน้าที่ และการเสียโอกาส จะยกระดับให้เป็นทหารที่ได้รับโอกาสการพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพและสร้างอนาคต
"ทุกนโยบายด้านความมั่นคงจะยึดอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติเป็นศูนย์กลาง ความมั่นคงของประเทศไม่ได้เกิดจากอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ความร่วมมือทุกภาคส่วน และกองทัพมีความพร้อมทุกมิติ ยืนยันว่ากระทรวงกลาโหม จะทำหน้าที่เต็มกำลังเพื่อปกป้องประชาธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชน ด้วยหลักการที่ว่าเราจะทำทันที รวมเป็นหนึ่ง จึงชนะ” รมว.กลาโหม กล่าว
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า แม้รัฐบาลจะลดระดับนโยบายความมั่นคงเหลือเพียงภาพรวมกว้างๆ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการยกเลิกเอ็มโอยู 44 โครงการทหารอาสา ลดการเกณฑ์ทหาร
ในยามที่“รัฐบาลอนุทิน”เผชิญปัญหาวิกฤติพลังงาน สั่นคลอนศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชน ก็ยังมีนโยบายที่เป็นเชื้อไฟ โหมกระแสรักชาติไว้คอยถ่วงดุล จนกว่าจะพลิกฟื้นความเชื่อมั่นและความนิยมกลับคืนมาได้


