วันพุธ ที่ 15 เมษายน 2569

Login
Login

วัดฝีมือครม. เด็กฝึกเจนใหม่ จับตา‘พท.’เก๋าเกมข่ม'ภท.'

วัดฝีมือครม. เด็กฝึกเจนใหม่ จับตา‘พท.’เก๋าเกมข่ม'ภท.'

ในห้วงพักเบรกการเมืองร้อน ถูกคั่นด้วยเทศกาลสงกรานต์ 2569 ทว่า ภารกิจของรัฐบาลภูมิใจไทย ก็พักแทบไม่ได้ 

โดยเฉพาะบรรดารัฐมนตรี ในครม.อนุทิน 2 ที่ประกอบด้วย โควตาพรรคภูมิใจไทย 27 คน ในจำนวนนี้มีรัฐมนตรีหน้าใหม่ถึง 9 คน ขณะที่โควตาพรรคเพื่อไทย 8 คน มีรัฐมนตรีป้ายแดง 5 คน

ด้วยองค์ประกอบใน ครม.ชุดนี้ เผชิญความท้าทายอย่างมากในสถานการณ์วิกฤติพลังงาน ที่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จึงทำให้ถูกจับจ้องว่าทั้งมือใหม่ และทายาทการเมือง ของบรรดาบ้านใหญ่ จะเอาอยู่หรือไม่ พวกเขามีจุดแข็ง จุดอ่อนทางการเมือง และในการบริหารอย่างไร  

วัดฝีมือครม. เด็กฝึกเจนใหม่ จับตา‘พท.’เก๋าเกมข่ม'ภท.' โดยเฉพาะในมุมมองนักรัฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญระบบการเลือกตั้งและพรรคการเมือง อีกทั้งยังศึกษา “ตระกูลการเมืองกับการเลือกตั้ง” ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือดและเครือญาติในทางการเมือง 

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตนักวิจัยและนักวิชาการชำนาญการด้านการเลือกตั้ง สถาบันพระปกเกล้า ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจ” ฉายภาพการนับหนึ่ง ครม.ใหม่ ในกระดานการเมืองเวลานี้

โดยชี้ว่า ครม.ที่เห็นทุกวันนี้ เหมือน ครม.ที่เตรียมกันมาว่า ถ้าผลเลือกตั้งออกมาแบบนี้ ก็จะจัดแบบนี้ สไตล์ภูมิใจไทยชัดเจน เขาระดมกลุ่มบ้านต่างๆ ในจังหวัดต่างๆ เข้ามา แล้วชัดเจนว่า กลุ่มบ้านใหญ่ต่างๆ เขาจะมีจำนวน สส.ในความคาดหวัง เป็นเป้าหมายในการเลือกตั้ง ในจำนวนที่คุยกันไว้ก่อน ถ้ามาครบ 8 -10 ที่นั่ง จะต้องได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย หรือไม่ก็รัฐมนตรีว่าการ 

วัดฝีมือครม. เด็กฝึกเจนใหม่ จับตา‘พท.’เก๋าเกมข่ม'ภท.'

ครม.แหล่งบ่มเพาะ รมต.ทดลองงาน

 "ครม.ชุดนี้เป็นเหมือนสถานบ่มเพาะนักการเมืองรุ่นใหม่ของบ้านใหญ่ มีที่ไหน ที่รมช.คมนาคม มีกี่ตำแหน่ง ลองคิดดู โดยปกติมีรัฐมนตรีว่าการ 1 ช่วยสัก 2 เต็มที่ 3 แต่รอบนี้มากกว่านั้น ฉะนั้นนักการเมืองเจนใหม่ที่เป็นลูกหลานของบ้านใหญ่ แม้จะมีประสบการณ์ทางการเมือง มีพรรษาทางการเมืองน้อย แต่นี่คือ อนาคตของพรรคภูมิใจไทยในยุคต่อไป หากไม่อาศัยโอกาสนี้วางคนมีประสบการณ์ ทำงานการเมืองฝ่ายบริหาร ก็ไม่แน่ชัดว่า จะมีโอกาสนี้อีกเมื่อไร เขาก็เลยตัดสินใจฝ่ากระแส" 

สวนกับความคาดหวังจากสังคม ที่ ดร.สติธร มองว่า “คนคาดหวังว่า สถานการณ์วิกฤติพลังงานระดับโลก มีภาวะสงครามจากภายนอก ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า น่าจะได้ ครม.ดรีมทีม อย่างน้อยถ้าเป็นฝ่ายการเมืองน่าจะได้คนมีประสบการณ์ระดับหนึ่ง แต่ว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเลือกใช้วิธีวาง ครม.เป็นสถานบ่มเพาะนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรค เพื่อหวังไปไกลระยะยาวว่า คนพวกนี้จะเข้ามาสั่งสมประสบการณ์ ได้เข้ามาเรียนรู้กลไกทางการบริหาร แล้วต่อยอด จากที่เขาอาจจะสบประมาท ปรามาสว่าเป็นนักการเมืองต่างจังหวัด บ้านใหญ่จะไปรู้กลไกราชการอะไร วันนี้จับเข้ามาเรียนรู้ จะได้อัปเกรดต่อไป จะได้เป็นท่านรัฐมนตรีแล้ว”

วัดฝีมือครม. เด็กฝึกเจนใหม่ จับตา‘พท.’เก๋าเกมข่ม'ภท.'

ดร.สติธร นิยามการจัดวางรัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ ที่มีจำนวนมากใน ครม.อนุทิน 2 ว่า “เหมือนมาเป็นรัฐมนตรีทดลองงาน ทั้งที่กระแสสังคม มันไม่ใช่เวทีทดลองงาน”

“รัฐบาลยุคนี้ ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ เราอยากได้มืออาชีพ ซึ่งไม่ได้รังเกียจนักการเมือง แต่ขอคนมีประสบการณ์ ซึ่งนักการเมืองไทยที่จะอยู่ระดับมีประสบการณ์ มืออาชีพ โดยเฉพาะระดับฝ่ายบริหาร เราก็ขาดแคลนอยู่เหมือนกัน เพราะมันมีความขาดช่วงของความต่อเนื่องที่นักการเมืองเข้าสู่อำนาจ อย่างน้อยๆ ก็หลังรัฐประหารปี 2557 ถึงเลือกตั้งปี 2562 ก็ 5 ปีแล้ว”

“ทักษิณ”วางตัวรมต.เชิงเดี่ยว คุมง่าย

ขณะที่โฉมหน้ารัฐมนตรีสายสีน้ำเงิน มือใหม่จำนวนไม่น้อย อยู่ในสังกัดทายาทการเมืองภูมิใจไทย อย่าง “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย อาจไม่ต่างกับรัฐมนตรีเพื่อไทย ที่ส่วนใหญ่สายตรง“ตระกูลชินวัตร” 

ดร.สติธร ชี้ว่า ศูนย์กลางของพรรคยังอยู่ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่เป็นคนคิดเชิงบริหาร เชิงนโยบาย โดยยุคหลังจะคิดให้ แล้วมีคนมาทำต่อ ก็คือคนในตระกูลมานั่งเป็นนายกฯ

“ลักษณะของเขา จะเป็นการนำเดี่ยว แปลว่าการจัดสรรเก้าอี้กระทรวงต่างๆ ไม่ได้มองเรื่องความมีเอกภาพ ความเป็นกลุ่มก้อน ตรงกันข้าม เพื่อจะได้กำกับ และควบคุมได้ง่าย”

ทั้งนี้การจัดสรรรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ตอบโจทย์จำนวนเสียง สส. "ตอบโจทย์สายตรงมากกว่า ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับภาคไหน ทำ สส.ให้ได้มากที่สุด เช่น กลุ่มโคราช ตระกูลหวังศุภกิจโกศล ถ้าไม่ให้ตำแหน่งรัฐมนตรีกับเขา ก็จะทำให้พรรคแตกได้ เพราะตระกูลนี้ทำให้พรรคเพื่อไทยได้ สส.จำนวนมากใน จ.นครราชสีมา”

วัดฝีมือครม. เด็กฝึกเจนใหม่ จับตา‘พท.’เก๋าเกมข่ม'ภท.'

“ถ้ามองกันยาวๆ ในอนาคตพรรคเพื่อไทยยังไม่อยากสลายตัวไปไหน ยังมีโอกาสจะทวงคืนความสำเร็จในอดีตกลับคืนมาได้ โดยต้องพึ่งศูนย์กลางอำนาจ วันนี้คนยังถามว่า ถ้าคุณทักษิณออกมาจากเรือนจำ บทบาทจะเป็นยังไง จะฟื้นความเชื่อมั่นศรัทธาให้กับพรรคให้กับมาโตได้อีกไหม ทุกคนยังมีความหวังแบบนี้อยู่”

จับตาความเก๋า“ทักษิณ” ข่ม ภท.

ดังนั้นฉากทัศน์หลังจาก“ทักษิณ”นายใหญ่แห่งเพื่อไทย ได้รับการพักโทษจากเรือนจำในเดือน พ.ค.นี้ ดร.สติธร จึงประเมินว่า “ถ้าคุณทักษิณสามารถออกมาขยับแข้ง ขยับขา แสดงความคิดเห็นได้เต็มปากเต็มคำมากกว่านี้ เผลอๆ มีข้อเสนอดีๆ การแก้ไขปัญหาพลังงานจากคุณทักษิณออกมาโดนใจประชาชนก็ได้ ซึ่งแต้มจะตกมาอยู่ฝั่งเพื่อไทย เพราะเขาก็ดูแล้วว่า ภูมิใจไทยยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ กับงานบริหาร เมื่อเทียบกับความเก๋าประสบการณ์ของคุณทักษิณ”

ส่วนทิศทางพรรคเพื่อไทย ดร.สติธร มองว่า ยังยืนแนวเดิม ยังพยายามเป็นพรรคกระแส เพราะรู้ว่าการเป็นพรรคกระแส ทำให้ได้เปรียบกว่าภูมิใจไทยแน่นอน ซึ่งภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคกระแสเชิงนโยบายทางการบริหาร รอบที่ผ่านมา อาจเป็นพรรคกระแสเชิงอุดมการณ์ชาตินิยม แต่มันเป็นชั่วคราว 

"แต่ฝีมือการทำงานพรรคเพื่อไทยไม่กลัวพรรคภูมิใจไทย เขาเชื่อว่า เขาเก๋าเกมกว่า มีประสบการณ์มากกว่า สามารถทำให้การเมืองนำระบบราชการได้มากกว่า เขาต้องรักษาความเป็นพรรคกระแสเชิงนโยบายไว้ เพื่อข่มภูมิใจไทย รอบนี้ภูมิใจไทยได้โอกาสมานำรัฐบาล แต่ถ้ามีปัญหาทางการบริหารมีปัญหาการนำครั้งแล้วครั้งเล่า มันก็ต้องเปลี่ยนคน มันก็ต้องเปลี่ยนพรรค” ดร.สติธร ระบุ

"ชินวัตร”ไม่แตกหักรมต.กลุ่มทุน

ขณะที่ความสำคัญของกลุ่มทุนในพรรคเพื่อไทย ที่สะท้อนในการจัดตั้ง ครม. โดยเฉพาะ 2 ส. “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สมศักดิ์ เทพสทิน” ดร.สติธร วิเคราะห์ว่า การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ตอบโจทย์แค่สุริยะตำแหน่งเดียวหากดูจากตำแหน่งทั้งหมดที่ได้สุริยะได้กระทรวงเกรดเอที่สุดในทางการเมืองของเพื่อไทยตอนนี้ แปลว่าพรรคยังให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้อยู่

“แปลว่าความสำคัญของกลุ่มคุณสุริยะ และคุณสมศักดิ์ ยังมีความสำคัญ อย่างน้อยประคับประคองพรรคเพื่อไทย ในการร่วมรัฐบาลรอบนี้ เพื่อที่จะได้โอกาสที่ดีที่สุด ฟื้นกลับมารอบหน้า” ดร.สติธร มองถึงจุดเปราะบางระหว่างกลุ่มทุนสุริยะกับเจ้าของพรรค

“ตระกูลชินวัตรยังจำเป็นต้องพึ่งพา และขาดกลุ่มทุน 2 ส.ไปไม่ได้ในอนาคต เพราะอย่างน้อยในฐานะที่มีกลไกกำลังหลักในเชิงพื้นที่ ที่จะต้องไปเก็บกวาด สส.เขต ซึ่งกลุ่ม 2 ส.ยังมีจุดแข็งในเรื่องความแข็งแรงตรงนี้อยู่ แต่ความสำคัญของคนชินวัตรจะอยู่ในระดับโครงสร้างส่วนบนคือเชิงยุทธศาสตร์”

วัดฝีมือครม. เด็กฝึกเจนใหม่ จับตา‘พท.’เก๋าเกมข่ม'ภท.'

วัดฝีมือครม. เด็กฝึกเจนใหม่ จับตา‘พท.’เก๋าเกมข่ม'ภท.'

ผลงาน“ยศชนัน” โอกาสฟื้นพท.

ส่วนจุดฟื้นเรตติ้งของพรรคเพื่อไทยนั้น ดร.สติธร มองว่าแม้จะได้ตัวเลขเพียง 70 สส. แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีโอกาสฟื้น เพราะเพื่อไทยไม่ได้เป็นเกมบ้านใหญ่เพียวๆ แบบพรรคภูมิใจไทย ที่ไม่ต้องสนใจผู้มีบารมีในพรรค เมื่อคุณหมดอำนาจบารมีแล้ว วันนี้ปีกกล้าขาแข็งแล้ว แต่เขายังเชื่อว่าต้นทุนเดิมๆ ความสำเร็จในอดีต มรดกของคุณทักษิณ ถึงเวลามันสู้กันในสนามเลือกตั้ง มันก็ยังขายได้

วัดฝีมือครม. เด็กฝึกเจนใหม่ จับตา‘พท.’เก๋าเกมข่ม'ภท.'

ดร.สติธร ระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” จะยังขายได้สำหรับพรรคเพื่อไทย “อาจารย์ยศชนัน ขึ้นไปถึงจุดสูงสุด แปลว่าการมาพิสูจน์ฝีมือจริงในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด ถ้าทำได้ มีผลงานจับต้องได้ สามารถเอาไปใช้ ขายได้เลยในสนามเลือกตั้ง แล้วครั้งหน้า อาจารย์เชนจะกลายเป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่น่ากลัวมาก”

“การเป็นพรรคกระแสเชิงนโยบาย ก็เพื่อเอาไว้สู้กับพรรคประชาชนแน่นอน เพราะพรรคประชาชน เขาพรรคกระแสแท้ๆ สิ่งที่เขาเลือก คือการร่วมรัฐบาล คือเขาจะโชว์ให้เห็นว่า มีโอกาสเมื่อไร โดยเฉพาะกระทรวงยากๆ เหล่านี้ ศึกษาธิการ อว. พม. พวกนี้ ซึ่งมันไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองตอบแทนเฉพาะหน้าให้กับฐานเสียงในพื้นที่ แต่ถ้าเขาทำให้กระทรวงที่มันดูยาก ๆ ทำงานเชิงก้าวหน้าได้ เชิงนโยบายได้ คนก็จะลดความคาดหวัง”

วัดฝีมือครม. เด็กฝึกเจนใหม่ จับตา‘พท.’เก๋าเกมข่ม'ภท.'

จุดเสี่ยงม็อบฐานเสียงเลิกหนุนภท.

เสถียรภาพรัฐบาล ที่มีกลุ่มทุนสนับสนุนทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ดร.สติธร มองว่า เมื่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ยังรู้สึกว่าการบริหารแบบนี้ ยังทำให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่อยู่ เขาก็พร้อมสนับสนุนรัฐบาลต่อ ส่วนเสียงก่นด่า กลางๆ ก็ใช้วิธีประคับประคองไป หรือทนๆ ไป เพราะเขาเชื่อว่า ด่าไปก็ล้มเขาไม่ได้ หรือทำดีไป เขาก็ไม่มาเลือกเราอยู่แล้ว ดังนั้นเอากลุ่มที่สนับสนุนไว้ก่อน อย่างน้อยๆ ประคองให้รัฐบาลอยู่ต่อไปได้

วัดฝีมือครม. เด็กฝึกเจนใหม่ จับตา‘พท.’เก๋าเกมข่ม'ภท.'

ส่วนจุดเสี่ยงที่จะล้มรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยได้นั้น แม้จะมีตัวช่วยที่ทรงพลังอย่าง “รัฐพันลึก” เป็นแบ็กอัปใหญ่หลังฉาก ทว่า ดร.สติธร ก็ยังมองจุดเสี่ยงด้วยว่า "หากฐานเสียงที่เชื่อว่า มีบ้านใหญ่ดูแล ไม่ไหวแล้ว หรือบ้านใหญ่คุยไม่ได้ ก็เป็นไปได้ ที่จะเกิดม็อบจากกลุ่มคนเหล่านี้ยกระดับขับไล่รัฐบาลได้ ซึ่งม็อบแบบนี้จะมีผลสะเทือนแน่ เพราะมันคือฐานเสียงหลักของพรรคภูมิใจไทย"

"ม็อบที่น่ากลัว สำหรับพรรคภูมิใจไทยอีกม็อบหนึ่งก็คือ ม็อบชั้นกลางระดับบน ถ้าเกิดเป็นในอดีต ก็สายเสื้อเหลือง กปปส. ที่ครั้งหนึ่งประสบความสำเร็จในการล้มรัฐบาลไทยรักไทย เพื่อไทย อันนี้ผลประโยชน์ของเขา บังเอิญจะผูกกับทุนใหญ่บ้าง ทุนดั้งเดิมบ้าง ตราบที่พรรคภูมิใจไทยทำให้ทุนใหญ่ ทุนดั้งเดิม ยังพอใจในความสามารถของรัฐบาลได้ ม็อบกลุ่มเหล่านี้ ก็จะไม่ออกมา" ดร.สติธร ทิ้งท้าย