ผ่านร้อนผ่านหนาวเลือกตั้งมาแล้ว 3 ครั้ง บนยานพาหนะคันที่ 3 ของ “พรรคส้ม” ในนาม "พรรคประชาชน"
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันกระแสพรรคไม่เหมือนเดิม และมีแนวโน้มตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
สะท้อนจากการเลือกตั้ง 2569 ครั้งล่าสุด ได้ สส.เข้าสภาฯ เพียง 120 ที่นั่ง น้อยกว่าปี 2566 ที่กวาดมาได้ 151 คน จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถึงผลลัพธ์ของการเดินหมากการเมืองที่ผิดพลาด ในช่วงท้ายของสมัยประชุมสภาฯ ครั้งที่แล้ว จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
นั่นคือ “พรรคส้ม” มีมติ “เอกฉันท์” ในทางนิตินัย (แต่“เสียงแตก” ในทางพฤตินัย) โหวตหนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เถลิงอำนาจเป็นนายกฯคนที่ 32 จนทำให้ “ค่ายน้ำเงิน” ซึ่งกำลังเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองอย่างหนัก จากการถูก“รัฐบาลสีแดง” รุกไล่ “คดีฮั้ว สว.-ที่ดินเขากระโดง” ฟื้นคืนชีพ กลับมาผงาดบนกระดานการเมือง ชนิดพลิกความคาดหมาย
การได้อำนาจของพรรคสีน้ำเงินมาฟรี ๆ ยิ่งส่งผลลบต่อพรรคส้ม โดยเฉพาะการโยกย้ายข้าราชการใน “กระทรวงคลองหลอด” ช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2569 มีนัยสำคัญ ทำให้พรรคน้ำเงินคัมแบ็ก ด้วยชัยชนะในการเลือกตั้งในครั้งล่าสุด กวาด สส.เข้าสภาฯ มากถึง 192 คน ขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเบ็ดเสร็จ รวมเกือบ 300 เสียง สยายอำนาจบริหารราชการประเทศอยู่ตอนนี้
หากย้อนไปดูบทเรียนที่พรรคส้มต้องจ่ายในราคาแพง คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง เมื่อครั้ง “แพทองธาร ชินวัตร” ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ชั่วคราว จากกรณี “คลิปเสียง” สนทนากับ “ฮุน เซน” ว่ากันว่า ในช่วงเวลานั้น “แกนนำส้ม” นัดหารือกันเพื่อประเมินฉากทัศน์ทางการเมือง โดยเอาเรื่อง “Grand Compromise” มาเป็นฐานคิด จนเคาะออกมาได้ 2 แนวทางคือ
1.โหวตนายกฯจากค่ายน้ำเงิน เพื่อแลกกับการเปิดช่องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่ร่วมเป็นรัฐบาล เพราะขัดต่อหลักการ และไม่อยากเสียฐานเสียงยุคดั้งเดิม
2.โหวตนายกฯค่ายน้ำเงิน พร้อมกับกระโจนร่วมรัฐบาลไปด้วยเลย โดยขอบริหารในกระทรวงที่เคยเปิดโปงมาก่อนหน้านี้ เช่น กระทรวงแรงงาน (ไปปฏิรูปประกันสังคม) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ไปทำรัฐสวัสดิการ) เป็นต้น แม้เผื่อทางเลือกแล้วว่าอาจสูญเสียฐานเสียงเดิม แต่คาดว่าจะได้ฐานเสียงใหม่เพิ่มมากกว่าเดิม แถมเป็นการพิสูจน์ฝีมือการบริหารให้คนรู้ ก่อนเลือกตั้งปี 2569
ทว่า ท้ายที่สุด “ศาสดาสีส้ม” เคาะโต๊ะเลือกแนวทางแรก เพราะกังวลจะขัดต่อจุดยืนของพรรค หากต้องไปร่วมสังฆกรรมกับพรรคน้ำเงิน ซึ่งอุดมการณ์แตกต่างกันสุดขั้ว แม้ว่า “แกนนำค่ายน้ำเงิน” จะชักชวนให้ร่วมรัฐบาลด้วยกัน โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง “ใบอนุญาตใบที่ 2” ก็ตาม
จากความผิดพลาดดังกล่าว กลายเป็นไฟลามทุ่ง หลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา มีสมาชิกระดับนำ-สส.-อดีต สส.บางคน เริ่มจับกลุ่มก้อน คุยทีเล่นทีจริงกันว่า การเดินหมากนี้ เกิดจาก “โปลิตบูโร” บางคนในพรรค ที่ยัง “ละอ่อนพรรษา” ทางการเมือง แต่กลับทำให้พรรคเริ่ม “ระส่ำระสาย”
ต้องไม่ลืมว่าผ่านการเลือกตั้งมา 3 ครั้ง “นักเลือกตั้ง” ย่อมมี “ต้นทุนทางการเมือง” ที่ถูกหยิบมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น “กระแส-กระสุน” แม้ “พรรคส้ม” จะเป็นพรรคที่ประกาศว่า “เน้นกระแส” ก็ตาม แต่ในทางการเมืองคำว่า “กระแส” ใช่ว่าจะอยู่ตลอดไป แต่สามารถผันแปรเปลี่ยนได้ตามบริบทสังคม หรือกระแสโลก
ทำให้มีสมาชิกพรรคระดับนำ หรือ สส.รวมถึงอดีต สส.บางคน เริ่มเคลื่อนไหว พูดทีเล่นทีจริงว่า หากถึงจุดหนึ่ง อาจจำเป็นต้อง “ตั้งพรรคใหม่” แต่ใช้ “อุดมการณ์เดิม”เพื่อปลีกตัวออกมาจากใต้อิทธิพลอำนาจของ“โปลิตบูโร” ที่นับวันยิ่งตัดสินใจยักแย่ยักยันไปทุกที
ขณะเดียวกันมีสมาชิก หรืออดีต สส.บางคน อาจโบกมือลา ย้ายไปสังกัดพรรคอื่น เพื่อทำตามเจตจำนงทางการเมืองตัวเอง
เห็นได้จาก “ครูจวง” ปารมี ไวจงเจริญ อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรค ปชน. ถูกเชื้อเชิญจาก อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ พรรคเพื่อไทย เพื่อมาร่วมงานเป็นที่ปรึกษา
การตัดสินใจของ “ครูจวง” อาจกลายเป็นปรากฎการณ์ “น้ำผึ้งหยดเดียว” ในพรรคส้มหรือไม่ เพราะกำลังอ่อนแรง จากผลพวง “นิติสงคราม” ผสมกับ “อุดมการณ์ชาตินิยม” ซึ่งกำลังกระแสสูงในปัจจุบัน แถมภายในพรรคก็มีความขัดแย้งทางความคิดกันไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่ม “สส.ซ้ายจัด” กับกลุ่ม “สส.เสรีนิยม” ภายใต้ “โปลิตบูโร”
ดังนั้นในเดือน เม.ย.นี้จะมีการประชุมพรรคครั้งใหญ่ โดยมีวาระสำคัญคือการ “ปรับโครงสร้างพรรคใหม่” เพื่อเตรียมรับมือ 2 ฉากทัศน์ คือ
1.คดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล กรณีร่วมกันลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ปัจจุบันคดีนี้อยู่ในมือของศาลฎีกาแล้ว รอฟังคำสั่งหลังสงกรานต์ว่า จะประทับรับคำร้อง ส่งผลให้ 10 สส.ปชน.ปัจจุบัน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่
2.การขมวดอำนาจสมาชิก-สส.ใต้ปีก “โปลิตบูโร” ให้กลับมา “กระชับ” อีกครั้ง ป้องกันไม่ให้มีสมาชิกหรือ สส.ไหลออกอีก เพราะที่ผ่านมา ก๊วน สส.เริ่มแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มก้อน เกิดขึ้นตั้งแต่มีความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงระหว่าง “ปิยบุตร แสงกนกกุล” และ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ในช่วงคัดเลือกผู้สมัคร สส.ในการเลือกตั้งปี 2566
สำหรับแกนนำแถว 3-4 ที่คาดว่าจะถูกดันขึ้นมาเป็น “แถวหน้า” สู้มือในการอภิปรายหรือยื่นญัตติในสภาฯ หลายคนคงเห็นหน้าค่าตา และทราบความเคลื่อนไหวกันไปแล้ว
เช่น “ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ค่อนข้างแน่นอนว่าจะถูกโปรโมตเป็น หัวหน้าพรรคคนต่อไป “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค อาจถูกโปรโมตเป็นรองหัวหน้าพรรค “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ แม้จะมีชนักคดีมาตรา 112 อยู่ แต่อาจถูกดันมานั่ง กก.บห.พรรคส้ม เป็นต้น
ส่วน “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน อาจถูกโยกไปนั่งเลขาธิการพรรค ส่วน “ติ่ง” ศรายุทธิ์ ใจหลัก 1 ใน “กลุ่มเพื่อนเอก” เลขาฯคนปัจจุบัน ที่เป็นตำบลกระสุนตกในพรรคว่า เป็นสาเหตุสำคัญทำให้พรรคพ่ายแพ้ จากการคัดตัวผู้สมัคร สส.เลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา จะกลับไปคุมงานวางยุทธศาสตร์ “หลังม่าน” ที่เป็นงานถนัดมาก่อนหน้านี้เหมือนเดิม
ถ้าคดีอดีต 44 สส.มีผลออกมาเป็น “ทางลบ” เมื่อไหร่ ก็สามารถเลื่อนอันดับ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ขึ้นมาเป็นได้เลย 8 คน โดยส่วนใหญ่เป็นคนที่คุ้นหน้าค่าตา และคนสนิทของแกนนำส้มในยุคปัจจุบันอยู่แล้ว เช่น “เพชร” กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรค ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เพื่อไทย บ้านใหญ่เชียงใหม่ นิธิกร บุญยกุลเจริญ หรือ “ปาล์ม” ผู้ร่วมก่อตั้ง 9Geek ร่วมกับ “เท้ง ณัฐพงษ์” ชุติมา คชพันธ์ อดีตกรรมการ บจ.ส้มจี๊ดฯ ธุรกิจของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นต้น
ส่วน 2 สส.กทม.อย่าง “ธีรัจชัย พันธุมาศ-เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร” หากต้องหลุดจากเก้าอี้ พรรคก็เตรียมส่งคนใหม่ไว้รออยู่แล้ว
เพราะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา กทม.กลายเป็น “เมืองหลวงสีส้ม” โดยสมบูรณ์แบบ ชนิดที่ว่า ส่งเสาไฟฟ้าลงไปก็ชนะได้ ทำให้ไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก
ดังนั้นต้องรอดูเกมปรับทัพรับนิติสงครามของ“พรรคส้ม”ในเดือนเม.ย.นี้ ใครจะได้เข้าสู่วงจรอำนาจ ขึ้นมานำพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้าแห่งนี้ จะพายานพาหนะสีส้มขับเคลื่อนไปในทิศทางไหน รอติดตามหลังปีใหม่ไทย





