กลายเป็นบททดสอบอันท้าทาย สำหรับรองนายกฯ แต๋ม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เมื่อต้องรับบทหนัก ปั๊มหัวใจรัฐบาลสีน้ำเงิน ไปพร้อมกับกู้วิกฤติเศรษฐกิจปากท้องของประเทศ ให้อยู่รอดต่อเนื่อง ในรัฐบาลอนุทิน 2
เมื่อได้รับบทบาทรัฐมนตรี โควตาคนนอก ของนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้ “ศุภจี” ต้องเร่งโชว์ผลงาน และแก้ความผันผวนทางเศรษฐกิจการค้าจากภาวะสงครามการสู้รบยืดเยื้อในตะวันออกกลาง
ต้องยอมรับว่า การบริหารงานการเมืองนั้น แตกต่างจากการบริหารภาคธุรกิจ แม้ “ศุภจี” จะเคยผ่านการเป็นนักธุรกิจชั้นแนวหน้า มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เคยผ่านตำแหน่งซีอีโอเครือดุสิตธานี ผ่านงานบริษัทบริษัทระดับบิ๊กทั้ง IBM -ไทยคม และยังเป็นผู้บริหารอีกหลายบริษัท ตลอด 36 ปี คร่ำหวอดใน 3 อุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ทั้งไอที ดาวเทียม และท่องเที่ยว-บริการ
ทำให้ช่วงเลือกตั้ง “ศุภจี” จึงได้ใจคนชนชั้นกลางในหัวเมืองใหญ่พอสมควร โดยเฉพาะคนเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เมื่อเธอไปช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัคร สส.ได้มีเสียงตอบรับ จนส่งผลให้พรรคภูมิใจไทย กวาดแต้ม สส.บัญชีรายชื่อ และสส.เขต รวมกันมากถึง 192 ที่นั่ง
“ศุภจี” เป็นเจ้ากระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีหญิงจากโควตาคนนอก คนที่ 2 ต่อจาก “อภิรดี ตันตราภรณ์” ที่ดำรงตำแหน่งในช่วงวันที่ 19 ส.ค. 2558 - 23 พ.ย. 2560
ด้วย “ยี่ห้อคนนอก” รัฐมนตรีมืออาชีพแวดวงธุรกิจ ทำให้ “ศุภจี” ถูกคาดหวังสูงพอสมควร เมื่อต้องรับบทบาท รมว.พาณิชย์ สมัยที่ 2 ทำให้เธอต้องระดมสรรพกำลัง ที่ปรึกษาชุดใหญ่ มาช่วยงานทางการเมืองและเศรษฐกิจ
ปมดึงมือเศรษฐกิจจากพรรคประชาธิปัตย์ “วีระพงษ์ ประภา” อดีตผู้แทนการค้าไทย ที่เพิ่งลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2569 ทำให้แม่ยกแฟนคลับเอฟซี พรรคสีฟ้า แสดงความไม่พอใจ
เมื่อกลายเป็นประเด็นร้อน “ศุภจี” จึงยอมรับว่าได้ทาบทามจริง ขณะที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โยนเผือกร้อนให้การตัดสินใจเป็นของ “วีระพงษ์” แต่ถ้าจะรับตำแหน่งจะต้องลาออกรองหัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
“ศุภจี” ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ว่า วีระพงษ์ เป็นคนมีความสามารถ จึงได้ทาบทาม เพราะเราเน้นเรื่องผลงานและการทำงาน จะสังกัดพรรคใดก็ไม่เป็นไร ซึ่งตนเคยพูดไว้แล้ว และนี่ก็ทำให้เห็นว่าพรรคอะไรก็ได้ หากทำแล้วเกิดประโยชน์จริงๆ เราไม่ต้องมาเตรียมงานกันใหม่ เพราะได้เคยทำมาแล้วเพื่อต่อให้จบ และเดือนมิ.ย.นี้ เราจะต้องกลับไปเจรจากับอียูเป็นรอบที่ 9 ซึ่งรอบนี้ เราอยากให้สะเด็ดน้ำ เอาประเด็นที่ยังติดค้างอยู่ให้จบ เพราะเราไม่มีเวลาเริ่มใหม่
“ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีไม่มีค่าตอบแทน ทุกคนที่มาเป็นคนที่มีความตั้งใจจะเข้ามาช่วยจริงๆ คุณวีระพงษ์เป็นคนที่มีคุณูปการและมีประสบการณ์มากมาย ไม่มีแบ่งฝักแบ่งฝ่าย”
ภายใต้บริบท สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ ส่งผลต่อปัญหาราคาพลังงานภายในประเทศ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะจบลงเมื่อใด
ล่าสุด “ศุภจี” ยังระดมเทคโนแครต มือเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และการค้า รวมถึงอดีตเอกอัครราชทูต มาร่วมวงหารือ ซึ่งอยู่ระหว่างการทาบทามให้เข้ามาเป็นคณะที่ปรึกษา คณะทำงาน เพื่อคลี่คลายผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน รองรับความผันผวนในอนาคต
โดยชุดคณะที่ปรึกษารองนายกฯ ของ “ศุภจี” ถือเป็นคณะผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจและการค้า 12 คน ประกอบด้วย
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัท และกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ดร.ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta ณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ และธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)
ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
ภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป
นงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และวีระพงษ์ ประภา อดีตผู้แทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามให้เป็นผู้แทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR)
ก่อนหน้านี้ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหัวข้อ “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” เพื่อสะท้อนมุมมองของสังคม ต่อความพยายามของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯ อนุทิน ในการแก้ไขวิกฤตด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจัดทำผลสำรวจเมื่อ 31 มี.ค.-1 เม.ย. 2569
สังคมมองถึงความเชื่อมั่นของ “ศุภจี” นั้น เสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35 มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ไม่ตอบหรือไม่ทราบ
เมื่อความเชื่อมั่นของรัฐมนตรีมืออาชีพถดถอยลง ทำให้ส่งผลถึงความเชื่อมั่นของมือเศรษฐกิจของรัฐบาลและยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อการแก้ไขวิกฤติพลังงานของ “นายกฯ อนุทิน” ไปด้วยทันที ซึ่ง “นิด้าโพล”ก็ยังชี้ว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 46.87 ยังไม่เห็นใจ “อนุทิน”
ภาพนักธุรกิจมืออาชีพ อย่าง “ศุภจี” กำลังเผชิญภาวะท้าทายต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ที่เจอวิกฤติแทรกซ้อนทั้งคลัสเตอร์ด้านการค้าการผลิต การบริการ ภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่เสร็จสิ้นการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569
ยิ่งภาพลักษณ์มืออาชีพค่ายน้ำเงิน จากผลโพลชี้ว่า ความนิยมของมืออาชีพของพรรคภูมิใจไทย ถดถอยลง ทำให้ “ศุภจี” ต้องอาศัยการดึงความร่วมมือจากคนนอกทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นคณะที่ปรึกษารองนายกฯ
สปอตไลต์การเมือง ฉายมาที่ “วีระพงษ์” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้แทนการค้าไทย เคยมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ช่วงปี 2567 มีผลงานการขับเคลื่อนการเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทย-อียู (Thai-EU FTA) การส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนของไทย
การดึง “วีระพงษ์” ในวัย 41 ปี คนเจนใหม่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็เพื่อต้องการกู้เรตติ้งของเธอ ที่มีภารกิจผลักดันเรือธงของรัฐบาล ที่ยังไม่เห็นเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาสาธารณชน
การแต่งตั้ง 12 กุนซือ ของรองนายกฯ ศุภจี เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความนิยมที่ถดถอยลงของรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ทำให้ “ศุภจี” ย้ำบนเวทีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า “ในยามวิกฤติเช่นนี้ รัฐบาลไม่ได้แบ่งแยกฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายค้าน แต่มุ่งส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชนทุกคน”
ขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่การเมืองอย่างเป็นทางการ“ศุภจี” ก็เลี่ยงไม่พ้น ถึงการวิพากษ์วิจารณ์ ถูกขุดคุ้ยประเด็นส่วนตัวปมวุฒิการศึกษาแม้กระทั่งลุคใหม่ที่เปลี่ยนทรงผม
ปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยสถานการณ์ที่กดดันรัฐบาล เป็นผลให้ “อนุทิน” ยังจำเป็นต้องพึ่งพา 3 รองนายกฯ คนนอกที่ตัวเองทาบทามมาตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 เพราะเป็นจุดขายที่สร้างความเชื่อมั่น จนเรียกแต้มกระแสจากคนกลางๆ มาได้ ด้วยบทบาทที่พรรคน้ำเงินเป็นหัวขบวนเบอร์หนึ่ง ปีกอนุรักษนิยมไปแล้ว
สิ่งที่ต้องยอมรับว่า พรรคภูมิใจไทยมีจุดแข็งเป็นต้นทุน คือการพึ่งพานักเลือกตั้งบ้านใหญ่เป็นหลัก ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองกระแสหลัก ที่มีภาพมืออาชีพ มือทำงาน เรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมิติใหญ่ของประเทศ
เมื่อจำต้องขึ้นแท่นพรรคแกนนำรัฐบาลด้วยแล้ว การระดมมืออาชีพเข้ามาช่วยสร้างผลงาน พิสูจน์ฝีมือท่ามกลางวิกฤติพลังงาน จึงเป็นเรื่องร้อนท้าทายของรัฐมนตรีเทคโนแครตสีน้ำเงิน เมื่อนายกฯพูดแล้ว ครม.จะทำได้ ดังสโลแกนภูมิใจไทยหรือไม่





