วันอังคาร ที่ 14 เมษายน 2569

Login
Login

วิกฤติซ้อนวิกฤติ ฉุด‘รัฐบาล’ ผลประโยชน์ทับซ้อน กร่อนเชื่อมั่น

วิกฤติซ้อนวิกฤติ ฉุด‘รัฐบาล’ ผลประโยชน์ทับซ้อน กร่อนเชื่อมั่น

หลังเทศกาลสงกรานต์ ทำท่าว่ารัฐบาลจะเจอกับงานโหดหินอีกครั้ง กับวิกฤติพลังงานน้ำมัน หลังจากก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน พักรบเข้าสู่โต๊ะการเจรจาสำเร็จ ด้วยการหยุดยิง 2 สัปดาห์

สถานการณ์ดูผ่อนคลายลงไปอย่างมาก ราคาน้ำมันในตลาดโลก และในประเทศ ปรับตัวลดลง จนหลายฝ่ายมีความหวังว่าทุกอย่างจะเข้าสู่ภาวะปกติในระยะเวลาอันใกล้

แต่จนแล้วจนรอด การเจรจาที่ปากีสถาน ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ไร้ข้อสรุป สุดท้ายสถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ จนราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงอีกครั้ง

แนวโน้มที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับแรงกระแทกเหมือนช่วงก่อนหน้านี้ ที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เคยประกาศขึ้นราคาน้ำมันรายวัน ลิตรละ 3 บาท 6 บาท ต่อไปจากนี้ เหตุการณ์อาจจะหนักกว่าเดิมก็ได้ นับว่ามีความเสี่ยงที่จะกลับไปสู่จุดนั้น

วังวนไอ้โม่งภาคแรก ที่ยังลากคอตัวการใหญ่มาดำเนินคดีไม่ได้ ท่ามกลางข้อกังขาว่า เสี่ย ต.ที่มีความใกล้ชิดกับรองนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ถึงขนาดมีสัญญากู้ยืมเงินจำนวนมาก จนถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวาง ว่ามีส่วนหาประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมัน เนื่องจากรู้ข้อมูลภายในหรือไม่

กรณีที่สังคมไม่เชื่อมั่นถึงการบริหารวิกฤติพลังงานน้ำมันอย่างโปร่งใส กัดกร่อนรัฐบาลไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ว่า ทุกอย่างไม่มีนอกมีใน ไม่เช่นนั้น เกมเสี่ยงเรื่องข้อครหาในการบริหารบ้านเมืองของรัฐมนตรีบางคน อาจทำให้รัฐบาลถูกตีตราว่าเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างผู้มีอำนาจ และนักธุรกิจบางคนที่ถูกจัดอยู่ในหมวดก้ำกึ่งสีเทา

เรื่องของความเชื่อมั่นจากประชาชน จึงมีความสำคัญต่อรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง หากไม่มีตรงนี้เป็นฐานแล้ว ต่อไปจะคิดจะทำอะไร ก็จะเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ถูกมองเป็นเป็นโอกาสของผู้มีอำนาจ ที่อาจเข้าไปเก็บเกี่ยวประโยชน์ทางตรงหรือทางอ้อม

2 กรณีที่ส่อเค้าจะเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติของรัฐบาลอนุทิน คือความเชื่อมั่นจากการบริหารวิกฤติน้ำมัน และกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน หากยังปล่อยให้พันกันไปมันก็จะยิ่งยุ่งเหยิง โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนวิกฤติ

การจับกุมขบวนการกักตุนได้ ไม่ว่าทางบกหรือทางทะเล เพียงพอที่จะบอกว่าไม่มีคนในรัฐบาลเกี่ยวข้อง ก็อาจจะไม่มีใครเชื่อ และอีกไม่กี่วันหลังจากนี้ รัฐบาลเตรียมแผนเฉพาะหน้าอะไรไว้ หากราคาน้ำมันกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง มีวิธีจัดการไอ้โม่งภาคต่อๆ ไปอย่างไรไม่ให้กลับมาหลอกหลอนคนไทยอีก

วิกฤติซ้อนวิกฤติเหล่านี้ จะเป็นตัวชี้วัดอนาคตของรัฐบาลสีน้ำเงินอย่างแท้จริง ว่าความเก่งกาจในการบริหารการเมือง มันคือคนละเรื่องกับการบริหารบ้านเมือง ถ้ายังสลัดปัญหาเดิมๆ ไม่พ้น จะต่างอะไรกับรัฐบาลก่อนๆ ที่ส่วนใหญ่ถูกมองว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจและนายทุนทั้งสิ้น

อีกกรณีที่เกิดขึ้นปลายด้ามขวาน กับเหตุลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่สามารถจับกุมผู้ร่วมก่อเหตุได้หลายราย เกี่ยวพันกับคนมีสีและหน่วยงานความมั่นคง โดยมีการตั้งประเด็นการเมืองในพื้นที่อยู่เบื้องหลัง เรื่องนี้หากลากตัวการมาลงโทษไม่ได้ ผู้เกี่ยวข้องในแผงอำนาจ รวมถึงนายกฯ ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่ามีอะไรซ้อนเร้นหรือไม่

ท่ามกลางข้อมูลของคนในพื้นที่ พอจะรับรู้รับทราบกันดีว่า ใครคือผู้จ้างวานสังหาร ใช่นักการเมืองบางคนจากบางพรรคหรือไม่ คนของพรรคประชาชาติ ก็น่าจะรู้ดีที่สุด รวมถึงนายกฯ อนุทิน เพียงแต่บรรทัดสุดท้าย จะสอบสวนขยายผลไปจนถึงคนบงการได้หรือไม่นั่นเอง

ในจังหวะที่รัฐบาล โดยมติที่ประชุมครม. เมื่อ 11 เม.ย.69 เพิ่งประกาศให้ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ออกจากพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพียงอำเภอเดียว และให้จับตาให้ดี เฉพาะพื้นที่โกลก ต่อไปอาจไม่ได้เห็นการประมูลงานด้วยวิธีพิเศษ แต่จะใช้วิธี e-bidding ตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างตามปกติแทน

น่าสนใจว่า การขยับของรัฐบาล กำลังล้อมกรอบกลุ่มการเมืองบางกลุ่มในพื้นที่หรือไม่ เป็นการตัดเส้นเลือดสำคัญ และลดอิทธิพลที่ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่คุกรุ่น ต้องวัดใจอนุทิน จะปิดจุดอ่อน ฟื้นจากวิกฤติศรัทธาได้หรือไม่