คณะรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยที่ 2 แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นก่อนเข้าสู่โหมดเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ท่ามกลางอุณหภูมิการเมืองไทยในช่วงนี้ที่ระอุดุเดือดไม่แพ้ความร้อนในช่วงเมษา
เมื่อรัฐบาลต้องเผชิญวิกฤติปัญหาพลังงานขาดแคลน และราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง แม้จะพยายามทุกทางเพื่อปรับลดราคาลง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่สถานการณ์ระยะต่อไปก็ยังไม่ใช่ขาลงของราคาที่แท้จริง
ขณะที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้นำ ครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อ 9 เม.ย. 2569 โดยยืนยันว่า จะเร่งประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณและจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเน้นการเยียวยากลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบธุรกิจ การเกษตร รวมถึงจะเร่งทำ ร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปีปฏิทินงบประมาณ
ส่วนฝ่ายค้านก็เปิดฉากพุ่งเป้าชำแหละไปที่ปัญหาการจัดการวิกฤติพลังงาน ที่มีความไม่ชอบมาพากล มีข้อสงสัยในการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ การบริหารจัดการของผู้นำรัฐบาลผิดพลาด
“คำพูดบางทีท่านนายกฯ พูดสวยหรูไม่มีใครจะดีไปกว่าประชาชน แต่ความสวยหรูนั้นไม่เจ็บเท่ากับวันที่ประชาชนที่กักตุนน้ำมัน ท่านจงไปหาผู้กักตุนที่แท้จริงแล้วดำเนินการ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายโจมตีคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของ “อนุทิน”เมื่อ 9 เม.ย. 2569
แน่นอนว่าเมื่อเข้าโหมดเทศกาลสงกรานต์ การเมืองจะหยุดพักรบชั่วคราว เพื่อลดอุณหภูมิความตึงเครียดของสังคมที่จะต้องเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่กระทบโดยตรงจากปัญหาราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าสู่โหมดสงกรานต์ กลับมีเรื่องร้อนคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานะการดำรงอยู่ของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้ คือ 2 คดีร้อนที่กำลังอยู๋ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญ
1.คดีฮั้ว สว. ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนธุรการของ สำนักงาน กกต. โดย “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.ระบุว่า คดีดังกล่าวมีเอกสารมีประมาณ 70,000 แผ่น และหากแยกเป็นส่วนความเห็นจะมีประมาณ 2,000 แผ่น จึงต้องใช้เวลาจัดทำเอกสารให้เรียบร้อยครบถ้วนก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม กกต.
2.คดีบัตรเลือกตั้ง สส. เลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ.2569 กรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งมีผลทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (3) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และ มาตรา 224
ล่าสุด “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงถึงคดีดังกล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญจำเเป็นต้องฟังความทั้งสองฝ่าย คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง และ กกต.ในฐานะผู้ถูกร้อง ซึ่งได้มีการขอขยายเวลาในการยื่นหลักฐาน และศาลได้อนุญาตให้ขยายเวลา 15 วัน โดยจะขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน
สำหรับ คดีฮั้ว สว.นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับสถานะของบิ๊กรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างมาก เพราะมีทั้งบิ๊ก สว. คนหลังฉากพรรคสีน้ำเงิน ผสมอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา เกี่ยวพันต่อสถานะทางการเมืองของพรรรคอนุรักษนิยมเบอร์ 1 ในเวลานี้
โดยคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากถึง 229 รายชื่อ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ 1.กลุ่ม สว.และ ผู้สมัคร 186 คน และ 2.กลุ่มเครือข่ายนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ลำดับที่ 187-229
ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการ กกต.คณะที่ 36 ได้พิจารณาสำนวนสอบทุจริตฮั้วเลือก สว. ของกรรมการสืบสวน และไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด เตรียมชงเสนอ กกต.ชุดใหญ่เพื่อพิจารณา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในบรรดานักเลือกตั้งว่า คดีนี้หาก กกต.เกิดมีมติสวนคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมา ก็อาจทำให้บรรดาคีย์แมนแกนนำพรรคสีน้ำเงินหลายคนที่เวลานี้เป็นรัฐมนตรีอยู่ใน ครม.อาจจะต้องสะเทือนหรือเว้นวรรคการเมืองได้
เพราะหากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง รับคำร้องแล้วสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ อาจทำให้ บรรดา สส.ที่เป็นรัฐมนตรีอยู่เวลานี้จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
ขณะที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เคยระบุเมื่อครั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯ ในสมัยแรกเมื่อช่วงเดือน ต.ค. 2568 ว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามข้อกฎหมาย โดยไม่ได้มีการสั่งการ กดดัน หรือชี้แนะข้าราชการให้เปลี่ยนแนวทางในเรื่องคดีแต่อย่างใด
อีกคดีร้อนปมบัตรเลือกตั้งที่อาจส่งผลสะเทือนถึงการเลือกตั้งใหญ่เมื่อ 8 ก.พ. 2569 แม้เวลานี้ กกต.จะประกาศรับรอง สส.ครบ 500 คนแล้ว อีกทั้งมีการแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นอันเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์
มีการวิเคราะห์ทั้งจากแวดวงคนการเมือง และนักวิชาการว่า คดีนี้อาจไม่ถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเป็นโมฆะได้ เพราะบริบทสถานการณ์มีความแตกต่างจากการเลือกตั้งโมฆะใน 2 ครั้งหลังคือ 2 เม.ย.2549 และ 2 ก.พ.2557
นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนบางราย ที่ศึกษาและเชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ เคยวิเคราะห์ว่า คดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ยังไม่ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความร้ายแรงเพียงพอที่จะทำลายเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ได้ เพราะการรู้ถึงบาร์โค้ดเกิดขึ้นหลังลงคะแนนเลือกตั้งไปแล้ว
ด้วยเหตุที่บาร์โค้ดนั้น เพิ่งมารู้ เป็นข่าว หลังการเลือกตั้ง 2 วัน แม้บาร์โค้ดมาสามารถสืบย้อนกลับถึงบัตรเลือกตั้งของผู้มาใช้สิทธิแต่ละคนได้ ภายหลังการเลือกตั้ง 4 วัน ดังนั้นหมายความว่า ณ วันเลือกตั้ง ข้อเท็จจริงเรื่องบาร์โค้ดสามารถสืบย้อนกลับได้นั้น ไม่ได้มีผลใดๆ ต่อการตัดสินใจของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง
ข้อสังเกตที่ว่านี้ อาจมีส่วนที่ทำให้การเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 อาจไม่สะเทือนถึงขั้นล่มลงได้ เพราะด้วยปัจจัยทางการเมืองอันทรงพลังหลังฉากพรรคน้ำเงิน
แน่นอนว่า คดีร้อน 2 คดี ในทางหนึ่งย่อมส่งผลสะเทือนถึงการดำรงอยู่ของรัฐบาลพรรคสีน้ำเงิน และยังส่งผลถึงเส้นทางชีวิตทางการเมืองของเหล่ารัฐมนตรีค่ายน้ำเงินและคีย์แมนหลังม่านเวลานี้
ประเด็นการยื้อคดีบัตรเลือกตั้งในชั้นองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และทอดเวลาเพื่อศึกษาสำนวนคดีฮั้ว สว.ที่มีเอกสารกว่า 70,000 หน้าในชั้น กกต.เกิดขึ้นด้วยบริบทที่ “คนการเมืองขั้วสีน้ำเงิน”ต้องเผชิญวิกฤติศรัทธาจากลูกระเบิดราคาพลังงาน
ทำให้มีการอ่านเกมของคนการเมืองเวลานี้การประวิงเวลาคดีฮั้ว สว.ออกไป และทอดเวลาคดีบัตรเลือกตั้งออกไปให้พ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ก่อน เพื่อไม่ให้ตำบลกระสุนตกใส่ “พรรคภูมิใจไทย”และ “นายกฯ อนุทิน” ที่กำลังเผชิญวิกฤติการแก้ไขปัญหาพลังงาน และปัญหาความเป็นภาวะผู้นำ
ที่สำคัญต้องยอมรับว่า “อนุทิน” ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตั้งแต่หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 เป็นต้นมา “นายกฯ หนู” เล่นบทพระรองในตำแหน่งรองนายกฯ มาโดยตลอด ยังไม่ได้ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ในฝ่ายบริหารที่จะต้องโชว์ภาวะความเด็ดขาดในการตัดสินใจและฝ่าวิกฤติมรสุมที่รุมเร้าเข้าใส่
บริบทการเผชิญมรสุมทางการเมืองเวลานี้ ทำให้ดูคล้ายกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เคยประสบพบเจอมรสุมวิกฤติด้านต่างๆ ตลอดการเป็นนายกฯ ตั้งแต่ปี 2557-2566
สิ่งที่จะทำให้ “นายกฯ หนู” ไปตลอดรอดฝั่งได้ คือองคาพยพ “รัฐพันลึก” ที่จะเป็นแบ็ก รวมทั้งสิ่งที่จะเป็นแขนขาให้ค่ายน้ำเงินได้คือ “กลไกราชการ” เท่านั้น ที่จะประคับประคองให้พรรคภูมิใจไทยรอดภาวะวิกฤติตำบลกระสุนตกไปได้
ที่สำคัญฝีมือและความสามารถของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศ โดยไร้ครหาทุจริตคอร์รัปชัน อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของรัฐพันลึก จะเป็นหลักประกันความอยู่รอดปลอดภัยจากภัยคดีการเมืองใดๆ ที่ผู้มีอำนาจจะให้โอกาสได้ไปต่อ





