วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน 2569

Login
Login

เลี่ยงมรสุมรุมถล่ม ‘อนุทิน-ภท.’ จับตายื้อ 2 คดีร้อน‘ฮั้ว สว.-บัตรเลือกตั้ง’

เลี่ยงมรสุมรุมถล่ม ‘อนุทิน-ภท.’ จับตายื้อ 2 คดีร้อน‘ฮั้ว สว.-บัตรเลือกตั้ง’

คณะรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยที่ 2 แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นก่อนเข้าสู่โหมดเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ท่ามกลางอุณหภูมิการเมืองไทยในช่วงนี้ที่ระอุดุเดือดไม่แพ้ความร้อนในช่วงเมษา

เมื่อรัฐบาลต้องเผชิญวิกฤติปัญหาพลังงานขาดแคลน และราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง แม้จะพยายามทุกทางเพื่อปรับลดราคาลง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่สถานการณ์ระยะต่อไปก็ยังไม่ใช่ขาลงของราคาที่แท้จริง

ขณะที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้นำ ครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อ 9 เม.ย. 2569 โดยยืนยันว่า จะเร่งประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณและจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเน้นการเยียวยากลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบธุรกิจ การเกษตร รวมถึงจะเร่งทำ ร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปีปฏิทินงบประมาณ

เลี่ยงมรสุมรุมถล่ม ‘อนุทิน-ภท.’ จับตายื้อ 2 คดีร้อน‘ฮั้ว สว.-บัตรเลือกตั้ง’

ส่วนฝ่ายค้านก็เปิดฉากพุ่งเป้าชำแหละไปที่ปัญหาการจัดการวิกฤติพลังงาน ที่มีความไม่ชอบมาพากล มีข้อสงสัยในการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ การบริหารจัดการของผู้นำรัฐบาลผิดพลาด

“คำพูดบางทีท่านนายกฯ พูดสวยหรูไม่มีใครจะดีไปกว่าประชาชน แต่ความสวยหรูนั้นไม่เจ็บเท่ากับวันที่ประชาชนที่กักตุนน้ำมัน ท่านจงไปหาผู้กักตุนที่แท้จริงแล้วดำเนินการ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายโจมตีคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของ “อนุทิน”เมื่อ 9 เม.ย. 2569

แน่นอนว่าเมื่อเข้าโหมดเทศกาลสงกรานต์ การเมืองจะหยุดพักรบชั่วคราว เพื่อลดอุณหภูมิความตึงเครียดของสังคมที่จะต้องเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่กระทบโดยตรงจากปัญหาราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าสู่โหมดสงกรานต์ กลับมีเรื่องร้อนคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานะการดำรงอยู่ของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้ คือ 2 คดีร้อนที่กำลังอยู๋ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญ

1.คดีฮั้ว สว. ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนธุรการของ สำนักงาน กกต. โดย “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.ระบุว่า คดีดังกล่าวมีเอกสารมีประมาณ 70,000 แผ่น และหากแยกเป็นส่วนความเห็นจะมีประมาณ 2,000 แผ่น จึงต้องใช้เวลาจัดทำเอกสารให้เรียบร้อยครบถ้วนก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม กกต.

2.คดีบัตรเลือกตั้ง สส. เลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ.2569 กรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งมีผลทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (3) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และ มาตรา 224

เลี่ยงมรสุมรุมถล่ม ‘อนุทิน-ภท.’ จับตายื้อ 2 คดีร้อน‘ฮั้ว สว.-บัตรเลือกตั้ง’

ล่าสุด “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงถึงคดีดังกล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญจำเเป็นต้องฟังความทั้งสองฝ่าย คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง และ กกต.ในฐานะผู้ถูกร้อง ซึ่งได้มีการขอขยายเวลาในการยื่นหลักฐาน และศาลได้อนุญาตให้ขยายเวลา 15 วัน โดยจะขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน

สำหรับ คดีฮั้ว สว.นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับสถานะของบิ๊กรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างมาก เพราะมีทั้งบิ๊ก สว. คนหลังฉากพรรคสีน้ำเงิน ผสมอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา เกี่ยวพันต่อสถานะทางการเมืองของพรรรคอนุรักษนิยมเบอร์ 1 ในเวลานี้

โดยคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากถึง 229 รายชื่อ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ 1.กลุ่ม สว.และ ผู้สมัคร 186 คน และ 2.กลุ่มเครือข่ายนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ลำดับที่ 187-229

ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการ กกต.คณะที่ 36 ได้พิจารณาสำนวนสอบทุจริตฮั้วเลือก สว. ของกรรมการสืบสวน และไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด เตรียมชงเสนอ กกต.ชุดใหญ่เพื่อพิจารณา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในบรรดานักเลือกตั้งว่า คดีนี้หาก กกต.เกิดมีมติสวนคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมา ก็อาจทำให้บรรดาคีย์แมนแกนนำพรรคสีน้ำเงินหลายคนที่เวลานี้เป็นรัฐมนตรีอยู่ใน ครม.อาจจะต้องสะเทือนหรือเว้นวรรคการเมืองได้

เพราะหากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง รับคำร้องแล้วสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ อาจทำให้ บรรดา สส.ที่เป็นรัฐมนตรีอยู่เวลานี้จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

เลี่ยงมรสุมรุมถล่ม ‘อนุทิน-ภท.’ จับตายื้อ 2 คดีร้อน‘ฮั้ว สว.-บัตรเลือกตั้ง’

ขณะที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เคยระบุเมื่อครั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯ ในสมัยแรกเมื่อช่วงเดือน ต.ค. 2568 ว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามข้อกฎหมาย โดยไม่ได้มีการสั่งการ กดดัน หรือชี้แนะข้าราชการให้เปลี่ยนแนวทางในเรื่องคดีแต่อย่างใด

อีกคดีร้อนปมบัตรเลือกตั้งที่อาจส่งผลสะเทือนถึงการเลือกตั้งใหญ่เมื่อ 8 ก.พ. 2569 แม้เวลานี้ กกต.จะประกาศรับรอง สส.ครบ 500 คนแล้ว อีกทั้งมีการแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นอันเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์

มีการวิเคราะห์ทั้งจากแวดวงคนการเมือง และนักวิชาการว่า คดีนี้อาจไม่ถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเป็นโมฆะได้ เพราะบริบทสถานการณ์มีความแตกต่างจากการเลือกตั้งโมฆะใน 2 ครั้งหลังคือ 2 เม.ย.2549 และ 2 ก.พ.2557

นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนบางราย ที่ศึกษาและเชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ เคยวิเคราะห์ว่า คดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ยังไม่ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความร้ายแรงเพียงพอที่จะทำลายเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ได้ เพราะการรู้ถึงบาร์โค้ดเกิดขึ้นหลังลงคะแนนเลือกตั้งไปแล้ว

ด้วยเหตุที่บาร์โค้ดนั้น เพิ่งมารู้ เป็นข่าว หลังการเลือกตั้ง 2 วัน แม้บาร์โค้ดมาสามารถสืบย้อนกลับถึงบัตรเลือกตั้งของผู้มาใช้สิทธิแต่ละคนได้ ภายหลังการเลือกตั้ง 4 วัน ดังนั้นหมายความว่า ณ วันเลือกตั้ง ข้อเท็จจริงเรื่องบาร์โค้ดสามารถสืบย้อนกลับได้นั้น ไม่ได้มีผลใดๆ ต่อการตัดสินใจของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง

ข้อสังเกตที่ว่านี้ อาจมีส่วนที่ทำให้การเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 อาจไม่สะเทือนถึงขั้นล่มลงได้ เพราะด้วยปัจจัยทางการเมืองอันทรงพลังหลังฉากพรรคน้ำเงิน

เลี่ยงมรสุมรุมถล่ม ‘อนุทิน-ภท.’ จับตายื้อ 2 คดีร้อน‘ฮั้ว สว.-บัตรเลือกตั้ง’

แน่นอนว่า คดีร้อน 2 คดี ในทางหนึ่งย่อมส่งผลสะเทือนถึงการดำรงอยู่ของรัฐบาลพรรคสีน้ำเงิน และยังส่งผลถึงเส้นทางชีวิตทางการเมืองของเหล่ารัฐมนตรีค่ายน้ำเงินและคีย์แมนหลังม่านเวลานี้

ประเด็นการยื้อคดีบัตรเลือกตั้งในชั้นองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และทอดเวลาเพื่อศึกษาสำนวนคดีฮั้ว สว.ที่มีเอกสารกว่า 70,000 หน้าในชั้น กกต.เกิดขึ้นด้วยบริบทที่ “คนการเมืองขั้วสีน้ำเงิน”ต้องเผชิญวิกฤติศรัทธาจากลูกระเบิดราคาพลังงาน 

เลี่ยงมรสุมรุมถล่ม ‘อนุทิน-ภท.’ จับตายื้อ 2 คดีร้อน‘ฮั้ว สว.-บัตรเลือกตั้ง’

ทำให้มีการอ่านเกมของคนการเมืองเวลานี้การประวิงเวลาคดีฮั้ว สว.ออกไป และทอดเวลาคดีบัตรเลือกตั้งออกไปให้พ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ก่อน เพื่อไม่ให้ตำบลกระสุนตกใส่ “พรรคภูมิใจไทย”และ “นายกฯ อนุทิน” ที่กำลังเผชิญวิกฤติการแก้ไขปัญหาพลังงาน และปัญหาความเป็นภาวะผู้นำ

ที่สำคัญต้องยอมรับว่า “อนุทิน” ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตั้งแต่หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 เป็นต้นมา “นายกฯ หนู” เล่นบทพระรองในตำแหน่งรองนายกฯ มาโดยตลอด ยังไม่ได้ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ในฝ่ายบริหารที่จะต้องโชว์ภาวะความเด็ดขาดในการตัดสินใจและฝ่าวิกฤติมรสุมที่รุมเร้าเข้าใส่

บริบทการเผชิญมรสุมทางการเมืองเวลานี้ ทำให้ดูคล้ายกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เคยประสบพบเจอมรสุมวิกฤติด้านต่างๆ ตลอดการเป็นนายกฯ ตั้งแต่ปี 2557-2566

สิ่งที่จะทำให้ “นายกฯ หนู” ไปตลอดรอดฝั่งได้ คือองคาพยพ “รัฐพันลึก” ที่จะเป็นแบ็ก รวมทั้งสิ่งที่จะเป็นแขนขาให้ค่ายน้ำเงินได้คือ “กลไกราชการ” เท่านั้น ที่จะประคับประคองให้พรรคภูมิใจไทยรอดภาวะวิกฤติตำบลกระสุนตกไปได้ 

ที่สำคัญฝีมือและความสามารถของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศ โดยไร้ครหาทุจริตคอร์รัปชัน อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของรัฐพันลึก จะเป็นหลักประกันความอยู่รอดปลอดภัยจากภัยคดีการเมืองใดๆ ที่ผู้มีอำนาจจะให้โอกาสได้ไปต่อ