วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

กอ.รมน. แถลงผลสอบ ใช้รถหลวงยิง สส.ประชาชาติ ชี้โทษหนัก ไล่ออก ฟันซ้ำอาญา

กอ.รมน. แถลงผลสอบ ใช้รถหลวง ลอบยิง สส.ประชาชาติ เร่งสอบวินัย "น.อ.มนตรี" หากเอี่ยว ไล่ออกราชการ ฟันซ้ำอาญา ม.151-157 ด้าน มทภ.4 ย้ำ เป็นการกระทำส่วนบุคคล ไม่เกี่ยว นโยบาย-คำสั่ง ของหน่วยงานใด

13 เม.ย. 

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ชี้แจงความคืบหน้าเหตุการณ์ลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 กรณีนำรถยนต์ราชการไปใช้ในการก่อเหตุ พ.อ.มานะ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ารถยนต์คันที่เกี่ยวข้อง เป็นรถกระบะของทางราชการ สังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส ส่วนหน้า

โดยกำหนดให้ใช้ในภารกิจธุรการภายในหน่วย และอยู่ภายใต้การควบคุม ตามระเบียบ กอ.รมน.ว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2553 อย่างเคร่งครัด ระเบียบดังกล่าวกำหนดให้การใช้รถราชการต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น ต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามลำดับชั้น และต้องมีการบันทึกการใช้รถอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้

พ.อ.มานะ กล่าวต่อว่า จากการสอบสวน พบว่า น.อ.มนตรี โตประเสริฐ ผู้รับผิดชอบดูแลยานพาหนะของหน่วย ได้อนุญาตให้ ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี ยืมรถยนต์ราชการไปใช้ในลักษณะส่วนตัว โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด ไม่จัดทำเอกสารขออนุญาต การระบุภารกิจ เวลา และสถานที่ใช้งาน ไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามสายการบังคับบัญชา อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ และคำสั่งของทางราชการอย่างร้ายแรง โดยมีการยืมรถรวม 3 ครั้ง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

"คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจึงมีมติว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดในหลายมิติ โดยในส่วนของความผิดทางแพ่ง เป็นการกระทำโดยจงใจฝ่าฝืนระเบียบของทางราชการ อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ ผู้กระทำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539"

พ.อ.มานะ กล่าวอีกว่า สำหรับความผิดทางวินัย การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง ฐานละเลยต่อหน้าที่ราชการ และกระทำการโดยมิชอบจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทางราชการ ซึ่งขณะนี้หน่วยได้ส่งตัวกลับต้นสังกัด และเสนอให้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2457 โดยมีโทษสูงสุดถึงขั้นปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ

ด้านความผิดทางอาญา แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก การมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิง ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน และประเด็นที่สอง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมาย โดยเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ในกรณีเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และมาตรา 157 ในกรณีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

“การดำเนินการในทุกมิติเป็นไปตามหลักความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ และหลักนิติธรรมที่ กอ.รมน. ยึดถืออย่างเคร่งครัด โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้”

พล.ท.นรธิป โพยนอก ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ ที่ฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมายอย่างชัดเจน มิได้เป็นนโยบาย คำสั่ง หรือการดำเนินการใด ๆ ของหน่วยงาน และไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กอ.รมน. พร้อมทั้งได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวด ในการกำกับดูแลทรัพย์สินของทางราชการเพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีก