วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน 2569

Login
Login

กอ.รมน. แถลงผลสอบ ใช้รถหลวงยิง สส.ประชาชาติ ชี้โทษหนัก ไล่ออก ฟันซ้ำอาญา

กอ.รมน. แถลงผลสอบ ใช้รถหลวงยิง สส.ประชาชาติ ชี้โทษหนัก ไล่ออก ฟันซ้ำอาญา

กอ.รมน. แถลงผลสอบ ใช้รถหลวง ลอบยิง สส.ประชาชาติ เร่งสอบวินัย "น.อ.มนตรี" หากเอี่ยว ไล่ออกราชการ ฟันซ้ำอาญา ม.151-157 ด้าน มทภ.4 ย้ำ เป็นการกระทำส่วนบุคคล ไม่เกี่ยว นโยบาย-คำสั่ง ของหน่วยงานใด

13 เม.ย. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ขอชี้แจงกรณีเหตุลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต 5 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีการนำรถยนต์ราชการไปใช้ในการก่อเหตุดังกล่าว

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า รถยนต์คันที่เกี่ยวข้องเป็นรถกระบะของทางราชการ สังกัด กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดนราธิวาส ส่วนหน้า ซึ่งกำหนดให้ใช้ในภารกิจธุรการภายในหน่วย และอยู่ภายใต้การควบคุมตาม ระเบียบ กอ.รมน. ว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2553 อย่างเคร่งครัด โดยระเบียบดังกล่าวกำหนดให้การใช้รถราชการต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น ต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามลำดับชั้น และต้องมีการบันทึกการใช้รถอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนพบว่า นาวาเอกมนตรี โตประเสริฐ ผู้รับผิดชอบดูแลยานพาหนะของหน่วย ได้อนุญาตให้เรือเอกวิโรจน์ เกตุมณี ยืมรถยนต์ราชการไปใช้ในลักษณะส่วนตัว โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำเอกสารขออนุญาต การระบุภารกิจ เวลา และสถานที่ใช้งาน ตลอดจนไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามสายการบังคับบัญชา อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของทางราชการอย่างร้ายแรง โดยมีการยืมรถรวม 3 ครั้ง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจึงมีมติว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดในหลายมิติ โดยในส่วนของความผิดทางแพ่ง เป็นการกระทำโดยจงใจฝ่าฝืนระเบียบของทางราชการ อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ ผู้กระทำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 

ในส่วนของความผิดทางวินัย การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง ฐานละเลยต่อหน้าที่ราชการ และกระทำการโดยมิชอบจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทางราชการ ซึ่งขณะนี้หน่วยได้ดำเนินการส่งตัวกลับต้นสังกัด และเสนอให้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2457 โดยมีโทษสูงสุดถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ

สำหรับความผิดทางอาญา แบ่งออกเป็นสองประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นแรก คือ การมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิง ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน และประเด็นที่สอง คือ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ ตามกฎหมาย โดยเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ในกรณีเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และมาตรา 157 ในกรณีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

ทั้งนี้ การดำเนินการในทุกมิติเป็นไปตามหลักความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ และหลักนิติธรรมที่ กอ.รมน. ยึดถืออย่างเคร่งครัด โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้

ด้าน พลโท นรธิป โพยนอก ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมายอย่างชัดเจน มิได้เป็นนโยบาย คำสั่ง หรือการดำเนินการใด ๆ ของหน่วยงาน และไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กอ.รมน. แต่อย่างใด พร้อมทั้งได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลทรัพย์สินของทางราชการ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีก

กอ.รมน. ขอยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่ละเว้นต่อผู้กระทำความผิดทุกกรณี เพื่อรักษาวินัย มาตรฐานของหน่วยงาน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน