วันพุธ ที่ 15 เมษายน 2569

Login
Login

'กรณ์' จี้ 'ก.ล.ต.' สอบพิรุธ 'บางจาก' ตั้งบอร์ดส่อโยงทุนเทา

'กรณ์' จี้ 'ก.ล.ต.' สอบพิรุธ 'บางจาก' ตั้งบอร์ดส่อโยงทุนเทา

"กรณ์" ชี้ปมพิรุธ "บางจาก" ตั้งบอร์ดส่อโยงเครือข่ายทุนเทา  จี้ "ก.ล.ต." สอบ พร้อมทวง "อนุทิน-ไชยชนก" สอบปมติดสินบนเลี่ยงปราบสแกมเมอร์

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงความไม่ชอบมาพากลที่ บางจาก  โดยระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา มีประชุมผู้ถือหุ้นบางจาก มีข้อเสนอที่จะแก้ข้อบังคับบริษัทเพื่อกันตัวแทนของทุนเทาออกจากคณะกรรมการบริษัท หุ้นที่ตอนนี้ถูกอายัดไปและอยู่ในขั้นตอนพิจารณาในชั้นศาล แต่ล้มเหลวเพราะได้คะแนนสนับสนุนไม่พอ บริษัทบอกว่าการมีทุนเทาอยู่ในบริษัทเป็นปัญหา เพราะต่างชาติที่เข้มงวดเรื่องแบบนี้ถึงขั้นออกมาตรการควํ่าบาตร และแม้แต่ตลาดหลักทรัพย์ไทยถอนชื่อบางจากออกจากทะเบียนบริษัทที่มีการกำกับดูแลที่ดี 

"บางจากเองโทษใครไม่ได้ ยังไม่เคยชี้แจงว่าทำไมจึงได้เอื้อต่อกลุ่มทุนเทานี้ให้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทอย่างรวดเร็วสายด่วน โดยในวันที่ 11 เม.ย. 2568 ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ได้มีการแต่งตั้งกรรมการตามวาระ 5 ท่าน โดยมี 4 ท่านกลับเข้าดำรงตำแหน่ง แต่ต่อมาเพียง 1 สัปดาห์ ในวันที่ 18 เม.ย.  2568 โดยไม่มีวาระตามรอบใดๆ ไม่มีการต้องลงคะแนนเสียงผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด คณะกรรมการกลับมีมติอนุมัติการลาออกของกรรมการ 2 ท่าน และให้แต่งตั้งกรรมการตัวแทนจาก ACE 2 ท่าน ซึ่ง ACE ได้หุ้นมาอย่างไม่ปรกติจำนวนมากจาก Capital Asia Investment ถึง 3 รายการ เป็นกิจการซึ่งเพิ่งจัดตั้ง วันที่ 23 ม.ค. 2568 (เพียง 3 เดือน) และ ซื้อหุ้น บางจากฯ มูลค่า 10,000 ล้านบาท แต่มีทุนจดทะเบียนเพียง 50 ล้านบาท (หนี้ทุน 200 เท่า)" นายกรณ์ ระบุ

นายกรณ์ ระบุต่อว่า คำถามที่ คณะกรรมการบางจากฯ ต้องทบทวนจริงจัง คือ ทำไมจึงได้เปิดประตูอย่างหละหลวม  เร่งร้อนเกินรอบเวลา และไม่โปร่งใส เพราะไม่ต้องผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้น และมติล่าสุดก็ชี้ให้เห็นว่า แม้เสียงแก้ข้อบังคับจะไม่พอ 75% แต่เสียงสนับสนุน ACE ก็มีน้อยมาก และเป็นพฤติกรรมจงใจร่วมมือให้มีกรรมการลาออก 2 คน และให้คณะกรรมการแต่งตั้งแทน โดยไม่ผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้น บทเรียนการไม่ได้ทำหน้าที่อย่างรอบคอบ ครบถ้วน ทำให้เกิดปัญหาต่อบริษัทในวันนี้ และ ควรที่จะเปิดโปง อำนาจไอ้โม่ง​ ที่ผลักดันการแต่งตั้งอัปยศในครั้งนี้ 

นายกรณ์ระบุต่อว่า นอกจากนั้น ยังได้แต่งตั้งในเดือนพ.ค.ในฐานะที่ บางจากเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน BCPG ยังดำเนินการให้มีการแต่งตั้งให้ตัวแทน ACE เป็นรองประธานบริษัท BCPG และ เป็นประธานการลงทุนของ BCPG โดยไม่มีรอบเวลาที่จำเป็นแต่อย่างใด และในอดีต ตั้งแต่ ปลายปี 2563 ยังอนุมัติให้บริษัทลูกคือ BCPG ขายหุ้นก้อนใหญ่ 4,500 ล้านบาทให้กับกลุ่มนายเบน สมิธอีกด้วย

"หลังจากนั้นยังมีการซื้อทรัพย์สินในราคาที่แพงเกินจริง มูลค่า 9,000 ล้านบาท อย่างไม่โปร่งใส โดยบริษัทที่ซื้อมานั้น จัดตั้งบริษัทขึ้น หลังมติกรรมการ BCPG ไม่มีข้อมูลกำไร และ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิแต่อย่างใด แต่จ่ายเงิน 9,000 ล้านบาทไปแล้วในเดือนพ.ค.  2566 โดยกิจการนั้นซื้อจากกิจการกลุ่มครอบครัว กลุ่ม Cosmo ของ เสี่ยตือ ที่เคยมีสมาชิกครอบครัวถูกจับคดีเว็บพนันออนไล์และการฟอกเงินในปี 2565" นายกรณ์ ระบุ

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุต่อว่า  กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนกังวลใจ คือ ความสัมพันธ์ ของกลุ่มเสี่ยตือ คอสโม กับกลุ่มท่านนายกฯ และพรรคภูมิใจไทย โดย นายคิว​ บุตรเสี่ยตือคอสโม มีข่าวเสนอสินบนให้ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี จำนวน 40 ล้านบาท เพื่อชะลอคดีปราบสแกมเมอร์ รัฐบาลจึงควรจะดำเนินการทุกเรื่องนี้ ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ระบุว่าจะปิดชื่อ ถือพฤติกรรม 

นายกรณ์ ระบุด้วยว่า คณะกรรมการของบางจากทั้งชุดปัจจุบันและชุดในอดีต ควรต้องชี้แจงว่าได้มีส่วนเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มสแกมเมอร์หรือไม่ อย่างไร โดยใคร และที่สำคัญเมื่อแก้ปัญหานี้ไม่ได้ แกะปมไม่ออก จะรับผิดชอบต่อความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นอย่างไร นอกจากนั้นแล้ว สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบการกระทำที่ไม่ชอบ ต้องมีมาตรการลงโทษที่ชัดเจนตามกฎหมาย