"กรณ์" ชี้ปมพิรุธ "บางจาก" ตั้งบอร์ดส่อโยงเครือข่ายทุนเทา จี้ "ก.ล.ต." สอบ พร้อมทวง "อนุทิน-ไชยชนก" สอบปมติดสินบนเลี่ยงปราบสแกมเมอร์
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงความไม่ชอบมาพากลที่ บางจาก โดยระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา มีประชุมผู้ถือหุ้นบางจาก มีข้อเสนอที่จะแก้ข้อบังคับบริษัทเพื่อกันตัวแทนของทุนเทาออกจากคณะกรรมการบริษัท หุ้นที่ตอนนี้ถูกอายัดไปและอยู่ในขั้นตอนพิจารณาในชั้นศาล แต่ล้มเหลวเพราะได้คะแนนสนับสนุนไม่พอ บริษัทบอกว่าการมีทุนเทาอยู่ในบริษัทเป็นปัญหา เพราะต่างชาติที่เข้มงวดเรื่องแบบนี้ถึงขั้นออกมาตรการควํ่าบาตร และแม้แต่ตลาดหลักทรัพย์ไทยถอนชื่อบางจากออกจากทะเบียนบริษัทที่มีการกำกับดูแลที่ดี
"บางจากเองโทษใครไม่ได้ ยังไม่เคยชี้แจงว่าทำไมจึงได้เอื้อต่อกลุ่มทุนเทานี้ให้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทอย่างรวดเร็วสายด่วน โดยในวันที่ 11 เม.ย. 2568 ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ได้มีการแต่งตั้งกรรมการตามวาระ 5 ท่าน โดยมี 4 ท่านกลับเข้าดำรงตำแหน่ง แต่ต่อมาเพียง 1 สัปดาห์ ในวันที่ 18 เม.ย. 2568 โดยไม่มีวาระตามรอบใดๆ ไม่มีการต้องลงคะแนนเสียงผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด คณะกรรมการกลับมีมติอนุมัติการลาออกของกรรมการ 2 ท่าน และให้แต่งตั้งกรรมการตัวแทนจาก ACE 2 ท่าน ซึ่ง ACE ได้หุ้นมาอย่างไม่ปรกติจำนวนมากจาก Capital Asia Investment ถึง 3 รายการ เป็นกิจการซึ่งเพิ่งจัดตั้ง วันที่ 23 ม.ค. 2568 (เพียง 3 เดือน) และ ซื้อหุ้น บางจากฯ มูลค่า 10,000 ล้านบาท แต่มีทุนจดทะเบียนเพียง 50 ล้านบาท (หนี้ทุน 200 เท่า)" นายกรณ์ ระบุ
นายกรณ์ ระบุต่อว่า คำถามที่ คณะกรรมการบางจากฯ ต้องทบทวนจริงจัง คือ ทำไมจึงได้เปิดประตูอย่างหละหลวม เร่งร้อนเกินรอบเวลา และไม่โปร่งใส เพราะไม่ต้องผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้น และมติล่าสุดก็ชี้ให้เห็นว่า แม้เสียงแก้ข้อบังคับจะไม่พอ 75% แต่เสียงสนับสนุน ACE ก็มีน้อยมาก และเป็นพฤติกรรมจงใจร่วมมือให้มีกรรมการลาออก 2 คน และให้คณะกรรมการแต่งตั้งแทน โดยไม่ผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้น บทเรียนการไม่ได้ทำหน้าที่อย่างรอบคอบ ครบถ้วน ทำให้เกิดปัญหาต่อบริษัทในวันนี้ และ ควรที่จะเปิดโปง อำนาจไอ้โม่ง ที่ผลักดันการแต่งตั้งอัปยศในครั้งนี้
นายกรณ์ระบุต่อว่า นอกจากนั้น ยังได้แต่งตั้งในเดือนพ.ค.ในฐานะที่ บางจากเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน BCPG ยังดำเนินการให้มีการแต่งตั้งให้ตัวแทน ACE เป็นรองประธานบริษัท BCPG และ เป็นประธานการลงทุนของ BCPG โดยไม่มีรอบเวลาที่จำเป็นแต่อย่างใด และในอดีต ตั้งแต่ ปลายปี 2563 ยังอนุมัติให้บริษัทลูกคือ BCPG ขายหุ้นก้อนใหญ่ 4,500 ล้านบาทให้กับกลุ่มนายเบน สมิธอีกด้วย
"หลังจากนั้นยังมีการซื้อทรัพย์สินในราคาที่แพงเกินจริง มูลค่า 9,000 ล้านบาท อย่างไม่โปร่งใส โดยบริษัทที่ซื้อมานั้น จัดตั้งบริษัทขึ้น หลังมติกรรมการ BCPG ไม่มีข้อมูลกำไร และ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิแต่อย่างใด แต่จ่ายเงิน 9,000 ล้านบาทไปแล้วในเดือนพ.ค. 2566 โดยกิจการนั้นซื้อจากกิจการกลุ่มครอบครัว กลุ่ม Cosmo ของ เสี่ยตือ ที่เคยมีสมาชิกครอบครัวถูกจับคดีเว็บพนันออนไล์และการฟอกเงินในปี 2565" นายกรณ์ ระบุ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุต่อว่า กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนกังวลใจ คือ ความสัมพันธ์ ของกลุ่มเสี่ยตือ คอสโม กับกลุ่มท่านนายกฯ และพรรคภูมิใจไทย โดย นายคิว บุตรเสี่ยตือคอสโม มีข่าวเสนอสินบนให้ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี จำนวน 40 ล้านบาท เพื่อชะลอคดีปราบสแกมเมอร์ รัฐบาลจึงควรจะดำเนินการทุกเรื่องนี้ ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ระบุว่าจะปิดชื่อ ถือพฤติกรรม
นายกรณ์ ระบุด้วยว่า คณะกรรมการของบางจากทั้งชุดปัจจุบันและชุดในอดีต ควรต้องชี้แจงว่าได้มีส่วนเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มสแกมเมอร์หรือไม่ อย่างไร โดยใคร และที่สำคัญเมื่อแก้ปัญหานี้ไม่ได้ แกะปมไม่ออก จะรับผิดชอบต่อความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นอย่างไร นอกจากนั้นแล้ว สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบการกระทำที่ไม่ชอบ ต้องมีมาตรการลงโทษที่ชัดเจนตามกฎหมาย





