การสู้รบระหว่างกองทัพไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2554 ใช้เวลาประมาณ 12 วัน จนกระทั่งสิ้นสุดลง สองประเทศได้ทำข้อตกลงหยุดยิง โดยมีข้อกำหนด “ใครอยู่ตรงไหน ก็ให้อยู่ตรงนั้น” ส่งผลให้ทหารกัมพูชายึดครองพื้นที่ของไทยหลายพื้นที่มาราว 14 ปี
ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ฝ่ายกัมพูชาถือความได้เปรียบ รุกคืบพื้นที่ต่อเนื่องด้วยการละเมิด MOU43 เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ สร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ รุกล้ำอธิปไตยไทย ขยายหมู่บ้าน ชุนชน แม้ฝ่ายไทยจะทำหนังสือประท้วงร่วม 600 ฉบับ แต่ก็เมินเฉย
ในขณะนั้น ฝ่ายไทยเรียกร้องให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) แต่ฝ่ายกัมพูชา ไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ทำให้การเดินหน้าจัดทำเขตแดนหยุดชะงักตั้งแต่นั้นมา
ตัดกลับมายังสถานการณ์ปัจจุบัน หลังการปะทะรอบสองสิ้นสุดลง ฝ่ายไทยได้ผลักดันทหารกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทยมายาวนาน ทั้งพื้นที่กองทัพเรือ กองทัพภาคที่ 1 โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 2 ได้พื้นที่คืน 13,000ไร่
ท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ลงนามร่วมกันระหว่าง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ในขณะนั้น กับ พล.อ.เตียเซรยฮา รมว.กลาโหม กัมพูชา ตามถ้อยแถลงร่วมฯ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ในข้อ 2 ระบุว่า “ใครอยู่ตรงไหน ก็ต้องอยู่ตรงนั้น”
ส่งผลให้พื้นที่กาสิโนหลายแห่ง ที่ตั้งสแกมเมอร์หลอกลวงคนทั่วโลก และใช้เป็นฐานทหารโจมตีฝ่ายไทย เช่น กาสิโน รีสอร์ท โอร์เสม็ด อยู่ห่างจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพียงไม่กี่ร้อยเมตร กาสิโนช่องอานม้า อ.พนมดงรัก จ.อุบลราชธานี หรือกาสิโนทมอดา จ.ตราด อยู่ในความควบคุมของฝ่ายไทย
รวมถึง จ.สระแก้ว ทหารไทยได้ผลักดันชุมชนชาวกัมพูชาบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นศูนย์อพยพในอดีต บ้านหนองหญ้าแก้ว บ้านคลองแผง ออกจากพื้นที่ไปทั้งหมด และมีพื้นที่ควบคุมไปจนถึงถนน K5 (ถนนทางยุทธวิธีกัมพูชาสร้างขนานชายแดนไทย)
เสียงประกาศกร้าวจาก“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ จากการใช้กำลังทหารในการปะทะที่ผ่านมา และ เตรียมเดินหน้าทวงคืนพื้นที่ทั้งหมดหลังสงกรานต์
โดยก่อนหน้านั้น กัมพูชามีความพยายามอย่างต่อเนื่อง เร่งรัดฝ่ายไทยประชุม JBC ต้นเดือน ม.ค.2569 แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากไทยอยู่ระหว่างเตรียมการจัดเลือกตั้งใหญ่หลังการยุบสภา
จนกระทั่งล่าสุด กัมพูชาส่งหนังสือถึงฝ่ายไทย เชิญร่วมประชุม JBC วาระพิเศษ ที่เสียมราฐ ระหว่างวันที่ 17-22 เม.ย.โดยยึดมั่นข้อตกลงที่ได้บรรลุไว้ในการประชุมนัดพิเศษที่ จ.จันทบุรี เมื่อ ต.ค.2568 โดยไม่พูดถึงข้อตกลงที่ลงนามร่วมกัน 27 ธ.ค.2568
นอกจากนี้ กัมพูชาได้เสนอให้ส่งทีมสำรวจร่วม หรือ JST จากทั้งสองประเทศ ไปปฏิบัติการภาคสนามอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 20-24 เม.ย.นี้ รวมทั้งสำรวจ และวางหลักเขตแดนชั่วคราว ตามแนวพื้นที่พิพาทหลายจุด
โดยข้อเสนอเหล่านี้ยังครอบคลุมถึงช่วงแนวหลักเขตแดนหมายเลข 42-47 ในหมู่บ้านจกเจย และเปรยจัน ใน จ.บันเตียเมียนเจย รวมถึงช่วงระหว่างหลักเขตแดนหมายเลข 52-59 ใน อ.กำเรียง จ.พระตะบอง โดยเป็นไปตามข้อตกลงก่อนหน้านี้
เป็นที่น่าสังเกตว่า กัมพูชามีข้อเสนอเพิ่มเติม ในการสำรวจ และติดตั้งเครื่องหมายชั่วคราวในพื้นที่ชายแดนสำคัญ เช่น บึงตระกวน โอร์เสม็ด อันเซะห์ (ช่องอานม้า) และทมอดา ตลอดจนการเดินหน้าปักปันเขตแดนตามแนวที่ตกลงกันไว้ ซึ่งรวมถึงแนวตามแม่น้ำและแนวเส้นตรง
ในขณะเดียวกัน กัมพูชาเสนอให้มีการจัดประชุมคณะทำงานปฏิบัติการกัมพูชา-ไทย ครั้งที่ 12 และการประชุมคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม ครั้งที่ 5 ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค.ปีนี้ เพื่อขับเคลื่อนการหารือด้านเทคนิคให้คืบหน้า
พร้อมย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่น ในการคัดค้านการยึดครองดินแดนของตนโดยกองกำลังติดอาวุธของไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการกระทำใดๆ ที่ละเมิดอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา พร้อมทั้งปฏิเสธความพยายามใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงแนวเขตแดนด้วยการใช้กำลัง
แถลงการณ์ดังกล่าว ยังได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชา ในการรักษาพรมแดนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยอิงจากสนธิสัญญาทางประวัติศาสตร์ รวมถึงข้อตกลงระหว่างฝรั่งเศสและสยาม ตลอดจนหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ
เช่น หลักการที่ว่าด้วยพรมแดนเป็นของรัฐ และยังยืนยันถึงการยึดมั่นในเอกสาร และบันทึกการกำหนดเขตแดนทั้งหมด ที่ตกลงร่วมกันระหว่างสองประเทศ
ทั้งนี้ หากพิจารณาไทม์ไลน์ของไทย นายกฯ“อนุทิน ชาญวีรกูล” ยังอยู่ระหว่างการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันที่ 9-10 เม.ย. ส่วนในวันที่ 11 เม.ย.จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤติพลังงาน และจะเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์
ดังนั้น ข้อเรียกร้องของกัมพูชาให้ฝ่ายไทยร่วมประชุม JBC วาระพิเศษ ที่เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา วันที่ 17- 22 เม.ย. จึงยังเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะต้องรอให้รัฐบาลไทยจัดตั้งคณะกรรมการ JBC และมีประธานชุดใหม่ ทดแทนชุดเก่าที่หมดวาระลง หลังจากการยุบสภา จึงคาดว่าคงใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 เดือน กว่าจะแล้วเสร็จ
จากนั้น “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ จะหารือกับกองทัพ หากลไกอื่นมาเป็นเครื่องมือการทำงาน ทดแทน MOU44 ที่จะถูกยกเลิก ตามนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา
ส่วน MOU43 จะปรับแก้เนื้อหาสาระ ให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อนำเสนอรัฐบาล ก่อนตอบรับการประชุม JBC กับกัมพูชา ซึ่งอาจใช้เวลาอีกระยะเช่นกัน
“สีหศักดิ์” เคยกล่าวถึงข้อเรียกร้องของกัมพูชาว่า การประชุม JBC การเจรจาต้องอยู่ในกรอบ รวมถึงเรื่องคืนพื้นที่ ต้องไปว่ากันในที่ประชุม เพื่อเดินหน้าปักปันเขตแดน โดยต้องรอหลังจากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่ แล้วค่อยมาพิจารณาว่า การประชุม JBC ฝ่ายไทยจะพร้อมเมื่อใด ที่เขาต้องการเจรจาเป็นผลมาจากการสู้รบครั้งล่าสุด
ส่วนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และปราบปรามสแกมเมอร์ แม้ไม่เกี่ยวข้องกับเวทีนี้ แต่เป็นสิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาต้องดำเนินการ สืบเนื่องจากข้อตกลงลงนามร่วมกันในช่วงหยุดยิง เพื่อทำพื้นที่ให้ปลอดภัยรองรับการปักปันเขตแดน เช่นเดียวกับการปราบปรามสแกมเมอร์ที่เกี่ยวข้องกับทั่วโลก ไม่เฉพาะไทยกับกัมพูชา ดังนั้นฝ่ายกัมพูชาต้องจริงจังกับเรื่องนี้ด้วย เพราะรู้ว่ากระบวนการเหล่านี้อยู่ฝั่งไหน
“หากกัมพูชาต้องการให้มีประชุม JBC และเดินหน้าปักปันเขตแดน ต้องให้ความร่วมมือกับไทย เก็บกู้ทุ่นระเบิด ทำพื้นที่ให้ปลอดภัย และจริงจังปราบปรามสแกมเมอร์ ไม่ใช่เปิดประชุมแล้วพูดคุยในประเด็นที่กัมพูชาต้องการจะคุย เพราะยังมีประเด็นอื่นที่ต้องพูดคุยกันอีก” สีหศักดิ์ กล่าว
จึงพอคาดการณ์ได้ว่า กว่าฝ่ายไทยจะมีความพร้อมตอบรับการประชุม JBC อาจต้องใช้เวลาอีกระยะ หรือแม้แต่การเจรจาต่อรองเรื่องพื้นที่ข้อพิพาท และปรับเปลี่ยนเครื่องมือจัดทำเขตแดนทางบกทางทะเล อาจใช้เวลาหลายปี
ขณะที่ สถานการณ์กัมพูชา เริ่มนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งปี 2570 โดยมีเก้าอี้นายกฯ ของ“ฮุน มาเนต” เป็นเดิมพัน จึงต้องเร่งเดินหน้าเจรจาทวงคืนพื้นที่จากฝ่ายไทยในกรอบเวลาที่เริ่มกระชั้นชิด หวังสร้างกระแส กู้เรตติ้งการเมือง
หากแผนที่กัมพูชาพยายามกดดันไม่เป็นผล จึงมีข้อกังวลของคนในกองทัพว่า การเลือกตั้งปี 70 ของกัมพูชา อาจเป็นชนวนรบรอบ 3 กับไทย ซึ่งก็เริ่มเห็นเค้าลางอยู่รำไร
ท่ามกลางเสียงเตือนข้ามแดนจาก “พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” รมว.กลาโหม คนใหม่ว่า กัมพูชาต้องประเมินให้ดี เพราะจะเป็นการสู้รบขนาดใหญ่ หากเปิดฉากปะทะกับไทยอีกครา





