'พิจารณ์-วิโรจน์' 2 ตัวแทน ปชน.ร่วมรำลึก 16 ปีสลายชุมนุม 'คนเสื้อแดง' เหลือ 4 ปีก่อนคดีหมดอายุความ ปลุกดันร่างกฎหมายศาลทหาร-ยุตินับอายุความคดีฆ่า ปชช. ทวงความยุติธรรม
เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ได้มีการจัดงานรำลึกครบรอบ 16 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง 10 เม.ย. 2553 โดยในส่วนของพรรคประชาชน (ปชน.) มีนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมเป็นตัวแทนพรรคประชาชนในการร่วมรำลึกเหตุการณ์
โดยนายพิจารณ์ กล่าวว่า 16 ปีเป็นเวลาที่ยาวนาน การรวมตัวกันในวันนี้เป็นกิจกรรมสำคัญที่จะยืนยันว่าเราไม่ได้ละเลยและหลงลืม และ 4 ปีที่เหลืออยู่ก่อนคดีหมดอายุความ เราจะทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้วายชนม์และครอบครัวทุกคน สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เม.ย. 2553 คือการใช้อำนาจรัฐในการเข่นฆ่าประชาชน ถ้าไม่สามารถเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตนี้มาทำให้ถูกต้องและกระจ่าง หาผู้รับผิดชอบให้ได้ เหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็จะเกิดขึ้นวนเวียนซ้ำซากอีกในอนาคต และในฐานะพรรคการเมืองที่ยืนยันว่าอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ต้องเป็นของประชาชน เราย่อมปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้
นายพิจารณ์ กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนได้เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร และยังได้ร่วมกันยื่นร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 เพื่อหยุดเข็มนาฬิกาของอายุความ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจสั่งการและเจ้าหน้าที่รัฐหลบหนีไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การนับอายุความต้องหยุดลง รวมทั้ง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฟ ที่จะคืนสิทธิให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สามารถที่จะฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอำนาจสั่งการโดยตรงที่ศาลอาญาได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาองค์กรอิสระที่ไม่อิสระ
"ความพยายามของพรรคประชาชนเหล่านี้คือหนึ่งในส่วนประกอบของภาพใหญ่ ที่เราอยากสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนจริงๆ เวลาที่เหลืออยู่ 4 ปีหลังจากนี้พรรคประชาชนจะพยายามร่วมกับประชาชน ในการขับเคลื่อนทำงานทางความคิด ใช้กลไกทางสภาเข้าไปแก้ไขชุดกฎหมายข้างต้น เพื่อวีรชนคนเสื้อแดง 2553 และการต่อสู้ของพวกเขาจะไม่สูญเปล่า และจนกว่าอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน" นายพิจารณ์ กล่าว
ส่วนนายวิโรจน์ กล่าวว่า ปกติแล้วอายุความ 20 ปี ผู้ต้องหาที่หลบหนีมักต้องหลบหนีอย่างหัวซุกหัวซุน มีชีวิตก็ไม่มีความสุข แต่ความแปลกประหลาดคือผู้ต้องหาในคดีนี้ไม่เห็นจะมีความหัวซุกหัวซุนใด ไร้ซึ่งความเดือดร้อนใจ เรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ผู้มีอำนาจทั้งที่อยู่เบื้องหลังและเบื้องหน้า ต่างเชื่อมั่นว่ามีอำนาจ มีมือที่มองไม่เห็นที่จะทำให้ไม่ว่าจะทำความชั่วอย่างไร กฎหมายก็เอาผิดไม่ได้ เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังมีอำนาจเหนือกฎหมาย ซึ่งเป็นอันตรายต่อสังคมและประชาชนอย่างมาก
แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าเป็นธรรม และยุติสิ่งที่เป็นกงล้อแห่งความหฤโหด มันก็จะเวียนกลับมาหาอนาคตซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันอาจจะเกิดขึ้นกับลูกหลานของเรา หรือคนในภายภาคหน้าที่เราไม่รู้จัก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า หลายคนเคยถามตนว่าเรื่องราวเกิดขึ้นไปแล้ว จะฟื้นฝอยหาตะเข็บไปทำไม ตนก็ตอบว่าความยุติธรรมถ้าบังเกิด เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นมันจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะจะมีการยอมรับว่าสิ่งเหล่านั้นคือความชั่วช้า มีกระบวนการให้ผู้กระทำความผิดต้องรับผิดชอบ และจะเป็นบทเรียนให้ผู้มีอำนาจได้รับรู้ ว่าต่อให้เบื้องหลังหรือใครก็ตามที่อยู่หลังม่านบอกให้ฆ่าได้ จะได้ไม่เชื่อคนหลังม่านเหล่านั้น เพราะได้เห็นบทเรียนจากผู้มีอำนาจที่รับผิดไปแล้ว นี่ต่างหากคือนิติรัฐ หรือบ้านเมืองที่มีขื่อมีแป ทำให้ประชาชนอยู่ได้อย่างสบายใจ รู้สึกว่ากฎหมายจะคุ้มครองปกป้องและให้ความเป็นธรรม
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า วันนี้เป็นที่พิสูจน์แล้วว่าชายชุดดำไม่มีอยู่จริง มีการพิสูจน์จากกระบวนการยุติธรรมแล้วว่ากระสุนถูกยิงมาจากเจ้าหน้าที่ทหารบางส่วน ที่โหดร้ายที่สุดคือเหตุการณ์ในวัดปทุมวนาราม มีภาพปรากฏคนที่ถืออาวุธซุ่มยิงอย่างชัดเจนแต่จับมือใครดมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้อำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับประชาชน
"การลั่นกระสุนในวันนั้นจึงมองเป็นอื่นไม่ได้เลย นอกจากว่าเจ้าหน้าที่มองคนเป็นผักปลา เข่นฆ่าเพื่อให้เกิดความสะใจ และยังมีกระบวนการในการปลุกปั่นให้เจ้าหน้าที่และคนอีกกลุ่มหนึ่งรู้สึกเกลียดชังคนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยว่าไม่ใช่มนุษย์ จะสังหารเข่นฆ่าทำร้ายอย่างไรก็ได้ มันคือขบวนการที่โหดร้าย ที่ไม่ใช่แค่การทำความผิดทางอาญา แต่เป็นการสร้างความเกลียดชัง ที่ทำให้คนไทยกลุ่มหนึ่งถูกมองว่าไม่ใช่มนุษย์ ที่กฎหมายไม่ต้องคุ้มครองอย่างไรก็ได้" นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่เลวร้ายที่สุดคือการสร้างผังล้มเจ้ากำมะลอ ที่คนทำเองก็ยอมรับกับศาลแล้วว่าทำขึ้นมาเอง ไม่มีที่มาที่ไป เอาประชาชนตามจินตนาการมาใส่ในผังแล้วโยงใย กล่าวหาว่าประชาชนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่คือสิ่งที่ชั่วช้าสามานย์ สร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนโดยใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ แต่คนกลุ่มนั้นก็ยังลอยหน้าลอยตามีชีวิตที่ผาสุกอยู่ได้ ทั้งที่การกระทำนี้คือภัยร้ายของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่แท้จริง
เหลือเวลาอีก 4 ปี ความเป็นรูปธรรมของการต่อสู้เป็นจริงได้แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อเร็วๆ นี้พรรคประชาชนมีการยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เข้าสภาไปอีก และคงจะต้องขอความกรุณาจากประชาชน เพราะลำพัง 120 เสียงของพรรคประชาชนไม่เพียงพอที่จะผ่านวาระหนึ่งได้ หรือต่อให้เพียงพอก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะผ่านวาระที่สองและสามได้ ทางเดียวคือต้องขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองเพื่อนบ้านที่เคยต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยกันมา ถ้ามีคะแนนเสียงที่เพียงพอจากหลายพรรคการเมือง เราสามารถผ่านกฎหมายนี้ได้ เพื่อให้คดีอาญาที่ทหารกระทำกับประชาชนไม่ต้องขึ้นศาลทหาร แต่ให้ขึ้นศาลยุติธรรม รวมทั้งคดีทุจริตทั้งปวงให้ขึ้นศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ
"ถ้าทำเช่นนั้นได้ความยุติธรรมจะบังเกิด มันจะเป็นบทเรียนให้ทหารรุ่นใหม่ไม่กล้าคิดใช้อาวุธที่ซื้อมาโดยภาษีประชาชน หันปลายกระบอกปืนลั่นไกไปที่ประชาชนอีก ตั้งแต่ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 เมษา-พฤษภา 53 อาวุธที่ทำให้ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยต้องล้มตายคืออาวุธสงครามทั้งสิ้น โดยคนที่ใช้ก็คือโจรในคราบทหารเหล่านั้น แถมยังมีระบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด หากนำทหารเหล่านั้นมาขึ้นศาลยุติธรรมได้ เราจะสามารถหยุดกงล้อแห่งความหฤโหดนี้ไว้ได้ นี่จึงไม่ใช่การฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่คือการป้องกันไม่ให้ความโหดร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก" นายวิโรจน์ กล่าว





