“สว.สายแพทย์” แนะ “รัฐบาล” รื้อระบบบอร์ด สปสช. ชี้มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล - กลุ่มอิทธิพลแฝงตัวหาประโยชน์ แฉบางคนในบอร์ดนั่งยาว 18 ปี
ที่รัฐสภา นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว. อภิปรายต่อที่ประชุมรัฐสภา วาระให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ถึงระบบหลักประกันสุขภาพว่า การเข้าถึงบริการระบบประกันสังคม แต่ภาวะการเงินอยู่ใกล้ปากเหว ปัญหาคือระบบงบประมาณหรือธรรมาภิบาลของสปสช. ทั้งนี้มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ กองทุนผู้ป่วยใน เป็นงบบปลายปิด หรือ หมดแล้วหมดเลย ต้นปีงบประมาณ พบว่าผู้ป่วยผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ ได้รับสุทธิ 8,350 บาท แต่ 2 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณเงินหมด จ่ายเพียง 4,400 บาท ซ้ำร้ายกว่านั้นมีเงินเดือนบุคลากรแฝงอยู่ 5,000 บาท เมื่อหักเงินเดือนปลายปีพบว่าติดลบ ทำให้มีคำพูดว่ายิ่งรักษายิ่งขาดทุน นวัตกรรม 7 นางฟ้า คือ คลีนิคเอกชน คลีนิคแพทย์ คลีนิคทันตแพทย์ คลีนิคพยาบาล ร้านยา ร้านตรวจแล็ปกายภาพ และแพทย์แผนไทย สปสช. ให้จ่ายเป็นคู่สัญญา ตั้งงบปี2569 ไว้ 3,700 ล้านบาท แต่เดือนก.พ.ที่ผ่านมาเงินหมดแล้ว ดังนั้นเหลืออีก 7-8 เดือน จะต้องเกลี่ยเงินจากกองทุนอื่นมาเติม ถือว่าสองมาตรฐานชัดเจนระหว่าง โรงพยาบาลรัฐจ่ายแบบปลายปิด แต่คลีนิค7 นางฟ้าจ่ายแบบปลายเปิด ทั้งนี้ตนกังวลว่าโรงพยาบาลรัฐอาจจะล้มก่อนซึ่งจะกระทบต่อประชาชน
“ปี 2563-2564 สมัยที่นายอนุทิน เป็นรมว.สาธารณสุข จับทุจริตคลีนิคชุมชนอบอุ่น 211 แห่ง วงเงินเสียหาย 691 ล้านบาทใช้ผู้ป่วยทิพย์ ตรวจแล็ปทิพย์แล้วนำมาเบิก และเห็นว่าเชื่อมโยงกับคนในบอร์ดสปสช.ด้วย” นพ.ประพนธ์ อภิปราย
นพ.ประพนธ์ อภิปรายต่อว่า ก่อนหน้านี้มีการพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบในเด็กฟรี ของ บอร์ดสปสช. 2 ก.พ. มีมติว่าให้เอาเงิน 2-3 ล้านบาทฉีดนำร่อง ทั้งที่ได้เงินกว่า 200 ล้านบาท โดยไม่ได้นำข้อมูลรายละเอียดไปพิจารณา ทำให้หมอเด็กเคลื่อนไหวทำให้ประชุมอีกครั้ง 2 มี.ค. เปลี่ยนมติ แต่ตนมองว่าความผิดสำเร็จแล้ว การไม่เอาข้อมูลข้อเท็จจริงเข้าที่ประชุม ถือว่าขาดธรรมาภิบาล และมีปัญหาทางจริยธรรรม
"รัฐบาลต้องรื้อระบบสปสช.อย่างจริงจัง ทั้งการบริหารงบและธรรมาภิบาล รื้อด้วยว่ามีผู้ทรงอิทธิพลแฝงในบอร์ดหรือไม่ หรือมีกลุ่มบุคคลใช้ระบบสุขภาพของประชาชนเป็นช่องทางทำมาหากินหรือไม่และต้องรื้อให้สังคมเห็นด้วยว่ามีใครที่ซุกตัวในโครงสร้างอำนาจหลังเกษียณเพื่อคุมทิศทางของระบบหลักประกันสุขภาพ หากไม่กล้ารื้อความจริง ระบบหลักประกันของประชาชน อาจกลายเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่ม ซึ่งสังคมไทยไม่ควรยอมรับ" นพ.ประพนธ์ อภิปราย
ทางด้าน นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. ในประเด็นนโยบายปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ เพราะระบบบัตรทอง หรือ สปสช. ดูแล 47 ล้านคนงบประมาณเกือบ 3 แสนล้านบาท ไม่สามารถปรับปรุงหลักประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ หากกระบวนการคัดเลือกบอร์ดสปสช. ถูกตั้งคำถามเรื่องธรรมาภิบาล โดยภายใต้กฎหมายสปสช. 2545 ออกแบบโครงสร้างให้มี 2 กรรมการใหญ่ คือ บอร์ดสปสช. และ บอร์ดคุณภาพ ต้องคานอำนาจ แยกส่วนงานกันระหว่างการบริหารจัดการการเงิน และควบคุมมาตรฐานการรักษา แต่ที่ผ่านมาพบปัญหาที่แฝงตัวในบอร์ดสปสช. ทั้งนี้ตนนำรายชื่อบอร์ดทั้ง 2 คณะ มาประมวลพบข้อเท็จจริงที่น่าเป็นห่วง พบว่ามีกลุ่มบุคคลเดิมดำรงตำแหน่งวนเวียนในบอร์ดสปสช. ยาวนาน ทำให้ต้องตั้งคำถามในเรื่องธรรมาภิบาล
“อย่างน้อย 30 รายชื่อ ที่เคยอยู่ทั้งบอร์ดสปสช. และบอร์ดคุณภาพสลับไปสลับมา มีอย่างน้อย 10 รายชื่อที่ดำรงในบอร์ดยาวนาน 15 ปี สปสช.มีอายุ 22 ปี คนเดิม 10 กว่าคนอยู่มา 15 ปี และมีบางคนอยู่มา 21 ปี มีปีเดียวที่ไม่ได้เป็นบอร์ดสปสช. ซึ่งผมไม่ได้นับอนุ พอดูรายละเอียดพบสิ่งที่น่ากังวล ขอยกตัวอย่างเพียงคนเดียว ที่เป็นเอ็นจีโอด้านการเกษตร อยู่บอร์ดสปสช. 8 ปี เมื่อครบวาระเปลี่ยนไปเป็นเอ็นจีโอด้านHIV และกลับมาเป็นบอร์ดคุณภาพอีก 4 ปี ต่อจากนั้นคนเดิมยังไปอยู่ในบอร์ดสปสช. อีก6 ปี รวมระยะเวลาอยู่ในบอร์ด 18 ปี” นพ.วีระพันธ์ อภิปราย
นพ.วีระพันธ์ อภิปรายต่อว่า ปรากฎการณ์แบบนี้มีหลายบุคคล ซึ่งแปลว่าเปลี่ยนเป็นเอ็นจีโอแล้วเปลี่ยนเป็นบอร์ดก็ทำได้ คำถามคือ สปสช. มีกระบวนการแต่งตั้งอย่างไรทำให้มีผู้ดำรงตำแหน่งยาวนาน ทั้งที่กฎหมายสปสช. กำหนดให้มีวาระ 4 ปี อยู่ได้ 2 สมัยติดกัน คือ 8 ปี แสดงว่ามีช่องทางบางอย่าง ที่ หยุดพัก แล้วย้ายไปอีกบอร์ดเพื่อเลี่ยงข้อกฎหมาย ทั้งนี้สถาบันวิจัยทีดีอาร์ไอ ออกรายงานเดือน ก.ค. 2568 บอกว่าสปสช. มีช่องโหว่ความโปร่งใส เสนอให้ทบทวนปรับบอร์ดโครงสร้าง เพื่อให้กองทุนยั่งยืน
“ผมขอตั้งคำถามถึงนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข จะเร่ิมต้นนโยบายปรับปรุง การบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร หากบอร์ด สปสช. มีคำถามเรื่องธรรมาภิบาล” นพ.วีระพันธ์ อภิปราย





