นายกฯ อ่านคำแถลงนโยบาย 1 ชม.8 นาที ย้ำความสำคัญกำหนดนโยบายเพื่อสร้างไทยมั่นคง-คนไทยตั้งตัวได้ จ่อรื้อกฎหมาย-คาดโทษ "จนท." ปล่อยยาเสพติดระบาด
ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม โดยบรรยากาศก่อนการแถลงนโยบายเป็นไปอย่างคึกคัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้นำ รัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม เพื่อรับฟังการอภิปรายพร้อมกับตอบชี้แจงต่อที่ประชุม
“นายกฯ” ประเดิมเร่งออกกม.โอนงบฯ69 แก้วิกฤติพลังงาน
จากนั้น นายอนุทิน ได้เริ่มอ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อเวลา 09.05 น. โดยมีสาระสำคัญระบุว่า เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์ จะเร่งดำเนินการนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน บริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เร่งประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณและจัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเน้นการเยียวยากลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบธุรกิจ การเกษตร รวมถึงจะเร่งทำ ร่างพ.ร.บ. งบฯ70 ให้มีผลบังคับใช้ทันปีปฏิทินงบประมาณ
ย้ำเดินหน้าคนละครึ่งพลัส ดัน กฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน
นายอนุทิน แถลงด้วยว่าสำหรับนโยบายที่รัฐบาลจะใช้แกัปัญหาเร่งด่วน 1.)ด้านเศรษฐกิจ คือ สร้างโอกาส จ้างงาน มีอาชีพทุกกลุ่มเท่าเทียม ลดปัญหาหนี้แบบองค์รวม ทำโครงการคนละครึ่งพลัส ควบคู่กับการยกระดับทักษะที่จำเป็นในอนาคต ทักษะการเงิน ลดตุ้นทุนการทำธุรกิจของกลุ่มเอสเอ็มอี ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาพื้นที่ ผ่านการผลักดันกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน รวมไปถึงยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนการลงทุนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
“ด้านการค้าเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า โดยสร้างความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย มีกลไกควบคุม ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศอย่างเข้มงวด และ โปร่งใส ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย ขณะเดียวกันต้องยกระดับภาคการเกษตรเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารไทย ให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่ต้องสร้างไทยให้เป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค” นายอนุทิน แถลง
จ่อทบทวนฟรีวีซ่า-กฎหมาย หวังคุมเข้มเงินเทา เดินหน้าศึกษาเลิกMOU44
นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภาต่อว่า 2.) ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง โดยรัฐบาลจะะเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก กระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจขนาดกลางและพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคต่างๆ เพื่อสร้างทางเลือก ถ่วงดุลระหว่างขั้วอำนาจต่างๆ ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ และส่งเสริมความมั่นคงชายแดนไม่ให้มีภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย นอกจากนั้นคือ ทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า และกฏหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติทุกรูปแบบ การฟอกเงิน และทุนเทา ขณะที่สถานการณ์ไทย-กัมพูชา รัฐบาลจะมุ่งแก้ไขด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกเอ็มโอยู 2544 ให้เสร็จโดยเร็ว
คาดโทษ “จนท.รัฐ” หากละเว้น-ปล่อยยาเสพติดระบาดในพื้นที่
นายอนุทิน แถลงต่อว่านอกจากนั้นบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ทำผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้มากที่สุด ขณะที่การขจัดยาเสพติดหากเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นหรือปล่อยปละละเลยให้มียาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบต้องรับโทษทางวินัยร้ายแรงและอาญา โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน
เดินหน้าทหารอาสา จ้าง4ปี มีค่าตอบแทน
“พัฒนาระบบป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพกองทัพให้พร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคง จัดหาและปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งการผลิตภายในและภายนอกประเทศต้องคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึงพัฒนาระบบทหารอาสาและปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร โดยรัฐบาลจะทำโครงการทหารอาสา 1แสนอัตรา สัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทน” นายกรัฐมนตรีแถลง
สัญญาพัฒนาระบบเตือนภัย-ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ลดความสูญเสีย
นายอนุทิน แถลงต่อว่า 3.) ด้านสังคม คือให้เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ไได้ทุกที่ ทุกเวลา พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ฟรี พัฒนาทักษะด้านกีฬาเพื่อยกระดับมาตรฐานกีฬาไทย รวมถึงพัฒนาระบบประกันสุขภาพ ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม ยกระดับการรบริการสุขภาพ 4.ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลจะเร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติและกักเก็บน้ำเป็นระบบ พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย และบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีเอกภาพ ลดความสูญเสีย และเยียวยาทันท่วงทีมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นคือพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ
รื้อกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ไม่เน้นของถูก พร้อมคาดโทษคู่สัญญารัฐที่พบความเสียหาย
นายอนุทิน แถลงต่อว่า 5.) ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย มุ่งเปลี่ยนผ่านระบบดิจิทับอัจฉริยะ ผลักดันร่างกฎหมายซุปเปอร์ไลเซน ให้แล้วเสร็จและบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมายรวบยอด เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่มาจากกฎหมายล้าสมัย ต่อสภาฯ ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี ปฏิรูประบบราชการ สร้างวินัยการเงินและการคลังของรัฐ
“แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่า สมเหตุสมผล ไม่คำนึงถึงราคาต่ำสุดอย่างเดียว เพิ่มมาตรการรจัดการกับคู่สัญญาของภาครัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ นอกจากนั้นต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยกำหนดมาตรการทางจริยธรรมและประพฤติมิชอบเพื่อให้ปลอดการทุจริต ขณะเดียวกันรัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ” นายอนุทิน แถลง
จัดกลุ่ม 5 ยุทธศาสตร์ มีคนติดตาม-กำกับชัดเจน
นายกฯ แถลงย้ำด้วยว่า รัฐบาลกำหนดให้มีกลไกบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการเพื่อให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสำคัญให้ปฏิบัติได้จริง พูดแล้วทำ โดยวาง 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ อาทิ ด้านเศรษฐกิจมหภาค ด้านการผลิต การค้า ด้านโครงงสร้างพื้นฐาน ด้านสังคมและสวัสดิการ ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง โดยจะมีผู้รับผิดชอบหลัก กำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการทำงานเพื่อให้เป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
“อนุทิน” ย้ำยึดประโยชน์ชาติ ทำทุกทางให้คนไทยตั้งตัวได้
“การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล จะยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยจะใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด รอบคอบ กำกับการใช้เงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ความท้าทายและผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญ รัฐบาลพร้อมทุ่มสรรพกำลังอย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกฯ แถลง
ทั้งนี้ รวมเวลาที่นายกฯ อ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 1 ชั่วโมง 8 นาที 42 วินาที





