เวทีรัฐสภา 9-10 เม.ย.2569 วาระแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” ต่อรัฐสภา สิ่งที่ถูกจับตาคือ การ “ทวงสัญญา” ที่ “พรรคภูมิใจไทย” ในฐานะแกนนำรัฐบาล ได้ประกาศเป็นสัญญาต่อประชาชนในการหาเสียงรอบที่ผ่านมา รวมถึงการท้าพิสูจน์ “ฝีมือ” ว่าจะฝ่าวิกฤติที่รายล้อมไปได้หรือไม่
นอกจากนั้นแล้ว เวทีแถลงนโยบายยังเป็นการพิสูจน์การทำงานของ “ฝ่ายค้าน” ที่ประกอบด้วย “ประชาชน-กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์-ไทรวมพลัง-เสรีรวมไทย-ไทยภักดี” เช่นกันว่า จะใช้เวลา 14 ชั่วโมงครึ่ง วิพากษ์และตรวจสอบอย่างมีคุณภาพอย่างไร
สำหรับประเด็นที่ พรรคฝ่ายค้านประกาศแนวข้อสอบ ให้รัฐบาลเตรียมทำการบ้านมาตอบในรัฐสภา อาทิ การแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน ที่ลามเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง รวมถึงปัญหาความมั่นคงชายแดน ปราบสแกมเมอร์-ธุรกิจสีเทา
เนื่องจากใน “คำแถลงนโยบาย” ระบุเพียงภาพกว้าง ดังนั้นสิ่งที่ฝ่ายค้านต้องการย้ำ คือ “รัฐบาลจะแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรมอย่างไร”
กับอีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ แนวทางของ “รัฐบาลอนุทิน 2”ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สานต่อจาก “รัฐบาลอนุทิน 1”
โดยในคำแถลงนโยบายรัฐบาล ได้ระบุถึง “การทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ในอารัมภบท ย้อนถึงผลงานในช่วงที่ผ่านมา เพียง 1 บรรทัดว่า “รวมทั้งการจัดทำประชามติ รับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง”
ส่วนคำแถลงนโยบายที่เป็นสาระว่ารัฐบาลจะเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดิน มีเรื่องอะไรบ้างที่จะทำให้สำเร็จ กลับไม่ปรากฏแนวทางที่นำไปสู่ “การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” และไม่แม้แต่จะกล่าวถึง ผลการออกเสียงประชามติ เมื่อ 8 ก.พ.2569 ที่มีผู้มีเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กว่า 21.6 ล้านเสียง จากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งสิ้น 52.9 ล้านคน
ประเด็นนี้ “นรเศรษฐ์ ปรัชญากร” สว.ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ตั้งข้อสังเกตว่า คำแถลงนโยบายอนุทิน 2 ที่ไม่ระบุถึงโรดแมปการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจสะท้อนถึงความไม่แน่ใจ หรือความลังเล หรือเป็นความไม่ตั้งใจฟังเสียงประชาชนที่สะท้อนตามผลประชามติกว่า 21 ล้านเสียง ที่เห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“สิ่งที่ไม่ปรากฏในคำแถลงนโยบาย ผมกังวลใจว่าจะทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไปไม่ถึงปลายทางที่ประชาชนต้องการ ก่อนหน้านี้ ผมมีลางสังหรณ์ตั้งแต่ทำงานใน กมธ.แก้รัฐธรรมนูญว่า ไม่ใช่ทุกพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะให้ผ่านไปได้จริงๆ แต่ยังพยายามมองโลกในแง่ดี และในครั้งนี้คิดว่าเสียงกว่า 21 ล้านเสียงของประชาชน มีน้ำหนักมากพอที่รัฐบาลจะรับฟัง หรือบรรจุไว้ในคำแถลงนโยบาย เพราะถือเป็นเจตจำนงของประชาชนที่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” นรเศรษฐ์ ระบุ
หากเทียบเรื่องการจัดทำกติกาสำคัญของประเทศ กับความตั้งใจของรัฐบาลที่จะปัดฝุ่นกฎหมายเก่า-เร่งทำกฎหมายใหม่ ที่ระบุไว้ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะพบว่าประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยกำหนดเวลาแล้วเสร็จชัดเจน เช่น ร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ 2569 ร่างพ.ร.บ.งบฯ 2570 ร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน เพื่อวางระบบหลัก หรือเตรียมเสนอร่างชุดกฎหมาย (Omnibus Law) เพื่อโละกฎหมายปัจจุบันที่ล้าสมัยต่อสภาฯ และวางเป้าให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี
รวมถึงกำหนดกรอบระยะเวลาพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย ในกรณีที่เป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นในหลักการ และร่างกฎหมายครบถ้วนแล้ว โดยให้นายกฯ เลือกยืนยันภายใน 60 วัน จากเดิมที่ไม่มีกรอบเวลาซึ่งเปิดช่องให้ดองร่างกฎหมายของฝ่ายค้านไปจนหมดวาระของสภาฯ ได้
ดังนั้น เมื่อเทียบกับร่างกฎหมายตามนโยบายรัฐบาล หรือร่างกฎหมายที่ “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” หาเสียงไว้ ระบุเวลาแล้วเสร็จไว้ชัดเจน จึงเหมือนสัญญาณว่า “พูดแล้วทำ” แน่นอน
แตกต่างกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่ต้องไปต่อ หลังผลประชามติ 8 ก.พ.2569 ชี้ชัดว่า “จัดทำใหม่” ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รวมถึง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ไม่กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน
อีกทั้งหากย้อนไปดูการใช้อำนาจของ “นายกฯ” เพื่อประกาศวันออกเสียงประชามติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 166 ก็ไม่พบว่า เมื่อได้ผลประชามติจากเรื่องที่ทำแล้ว สเต็ปต่อไป คืออะไร
ทำให้มีข่าวลือจากใต้ถุนรัฐสภาว่า เมื่อรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายประชามติ ไม่มีบทบังคับชัดเจน รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเขียนคำแถลงนโยบายเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อมีผลผูกพัน หรือมัดมือตัวเอง และต่อให้ไม่เขียน รัฐบาลก็สามารถอ้างได้ว่าสามารถผลักดันเรื่องนี้ต่อรัฐสภาได้
ขณะเดียวกัน ประเด็นการจัดทำประชามติ เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ให้ไปผ่านประชามติก่อนจัดทำใหม่ทั้งฉบับ เป็นเพียง “ใบเบิกทาง” เท่านั้น และเป็นคำวินิจฉัยที่มาทีหลังรัฐธรรมนูญ 2560 จึงทำให้ “โรดแมปรัฐธรรมนูญใหม่” มีชนักปักไว้ หาก “รัฐสภาฝ่ายเสียงข้างมาก” จะใช้เป็นเทคนิคตีรวน-ยื้อเวลา ย่อมไม่ใช่เรื่องผิด
กับเรื่องนี้ นรเศรษฐ์ ประธาน กมธ.การเมืองฯ วุฒิสภา บอกไม่ชัดว่า “สัญญาณนั้นจะเป็นจริงหรือไม่” แต่ตั้งคำถามไปยังนายกฯอนุทิน ว่า ตอนเลือกตั้งเสร็จใหม่ๆ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยบอกว่า แม้เป็นพรรคอันดับหนึ่ง ก็ต้องฟังเสียงของประชาชน ที่เป็นผู้ตั้งรัฐบาล เมื่อเทียบกับอีก 21 ล้านเสียงประชามติที่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กลับไม่มีถ้อยคำใด ระบุไว้ในคำแถลงนโยบายรัฐบาล น่าผิดหวัง
เพื่อให้ความกระจ่าง นรเศรษฐ์ จึงพร้อมตั้งคำถามในการแถลงนโยบาย โดยหวังว่านายกฯ จะลุกตอบคำถามด้วยตัวเอง อย่างน้อยก็คือการแสดงความเคารพต่อประชาชนกว่า 21 ล้านคน ที่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว
ความไม่ชัดเจนเรื่องระยะเวลา กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เสมือนเปิดช่องให้รัฐบาลเตะถ่วง มีประเด็นต่อรอง ให้อยู่ไปยาวๆ





