ไทยลุยฟ้องโลก เปิดโปง "ศูนย์สแกมเมอร์โอร์เสม็ด" เฟส 2 ย้ำเหตุคุมพื้นที่ พบฐานโดรน-สไนเปอร์ยิงถล่มไทย ด้าน กต. พร้อมคุย JBC แต่ไม่เห็นความจริงใจ “กัมพูชา”
7 เม.ย.2569 ช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย–กัมพูชา หรือ JIC เปิดเผยหลังจากพาสื่อมวลชน ทั้งสื่อไทย และสื่อต่างประเทศ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และประเด็นศูนย์สแกม อาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ในพื้นที่โอร์เสม็ด-ช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ว่า ศูนย์ฯ ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ฐานสแกมเมอร์ที่โอร์เสม็ด เป็นครั้งที่ 3 เพื่อมาดูสถานที่จริง โดยครั้งนี้ได้พาไปดูห้องที่เป็นห้องจำคุก เพื่อป้องกันไม่ให้คนหนีออกจากพื้นที่ดังกล่าว โดยมีการตั้งกฎในการลงโทษ
นอกจากนี้ยังมีที่ตั้งของโรงพยาบาล ซึ่งภาพรวมเป็นลักษณะของเอ็นเทอเทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งถือเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่มาก รวมถึงมีบอสที่จะควบคุมบังคับบัญชาในพื้นที่
อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีการสู้รบ ทางกองทัพไม่ทราบมาก่อนว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นลักษณะรังสแกมเมอร์ ทราบเพียงว่าเป็นบ่อนกาสิโน เพราะหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่มีคนมาใช้บริการ จึงมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นสแกมเมอร์
สำหรับห้องที่ใช้ในการทำงานของสแกมเมอร์ จะมีระบบในการติดต่อสื่อสาร และคู่มือในการสอนให้หลอกลวง รวมถึงมีวิทยากร ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามระดับโลก ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถแก้ไขได้ต้องช่วยกันในการแก้ไขปัญหา ซึ่งทั้งหมดนี้คือ หลักฐานที่แท้จริง ที่เป็นอันตรายกับผู้ที่บริสุทธิ์
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวต่อว่า พื้นที่ดังกล่าว ไทยสามารถควบคุมพื้นที่ทั้งหมดอย่างเข้มแข็ง ซึ่งจากกรณีที่ฝ่ายกัมพูชานำคณะผู้สังเกตการณ์ หรือ AOT เข้ามาก็ไม่สามารถเข้ามาในพื้นที่นี้ได้ หรือกรณีที่ทหารกัมพูชา มีการเลี้ยงฉลอง จนมีอาการมึนเมา และมีการยิงปืนยั่วยุเข้ามา ฝ่ายไทยก็ได้ยิงแจ้งเตือนไป ซึ่งเป็นไปตามกฎการใช้กำลัง
ส่วนการขยายผลเรื่องสแกมเมอร์ เรื่องนี้ได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อส่งต่อข้อมูลไปยังองค์กรต่างๆ รวมไปถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) หรือองค์การนิรโทษกรรมสากล ซึ่งหากอยากเข้ามาดูพื้นที่จริง ฝ่ายไทยก็พร้อมพาเข้ามาดู เพื่อนำไปต่อยอด และถ่ายทอดหลักฐานต่างๆ เหล่านี้
ฝ่ายไทยได้ใช้กำลังพลเข้ามาควบคุมพื้นที่ดังกล่าวมาแล้วกว่า 3 เดือน ซึ่งต้องรอดูในระยะต่อไปว่า รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไรต่อไปในอนาคต ซึ่งในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ฝ่ายไทยได้ประสานงานไปยังฝั่งกัมพูชา เพื่อพูดคุยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ลดความขัดแย้ง
ส่วนการประเมิน AOT ที่ได้เดินทางเข้ามาในพื้นที่นั้น ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ของฝ่ายไทย ซึ่งอาจจะมีการตีความ หรือเข้าใจผิด ซึ่งขอยืนยันว่า ฝ่ายไทยทำตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม
ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประภาส ได้ย้ำว่า พื้นที่ดังกล่าว ในการสู้รบที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้เป็นฐานปล่อยโดรน รวมไปถึงยิงสไนเปอร์ และยิงอาวุธหนักใส่ฝ่ายไทย ทำให้เราจำเป็นต้องป้องกันตัวเอง เพื่อรักษาชีวิตกำลังพล และประชาชนในพื้นที่ และเป็นเหตุผลที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องควบคุมพื้นที่ไว้ เพื่อให้หน่วยดังกล่าวได้ดำเนินกลยุทธ์ในการดูแลพื้นที่ต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี กัมพูชา เดินทางไปพบกับผู้นำประเทศฝรั่งเศส จะถือว่าเป็นการดึงนานาชาติเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์อยู่ ขอย้ำว่า ไทยได้ทำตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และต้องการที่จะพบปะพูดคุยกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่การที่เราเพิ่งผ่านการปะทะกันอย่างรุนแรง และจะมาพูดคุยกันเลยก็เป็นเรื่องที่ยาก
ดังนั้น ต้องให้สถานการณ์ค่อย ๆ ลดระดับ ลงอยู่ในจุดที่เหมาะสม ซึ่งฝ่ายกัมพูชาจะดำเนินการอย่างไรบ้าง ก็คงเดาไม่ยาก ก่อนที่จะมีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง ซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นช่วงของการให้ข้อมูลข่าวสารของทั้งสองฝ่าย ในการสร้างความชอบธรรม สร้างสภาพแวดล้อมต่างๆ ให้เกื้อกูลกับตนเอง ถือเป็นช่วงเข้าสู่สนามทางการทูต และต่อสู้ในเวทีต่างประเทศ
เราจะไม่ยอมเด็ดขาด ในการที่จะไปพูดคุย และทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ โดยในแต่ละเวที ไม่มีผลในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการแสดงความคิดเห็น สร้างกระแส ซึ่งอาจจะมีการใช้ ล็อบบี้ยิสต์ ด้วย
ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเสริมว่า กรณีที่นายฮุน มาเนต เดินทางไปประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการไปร่วมการประชุม WHO ด้านสาธารณสุข ส่วนอาจจะมีการหารือกันในะดับทวิภาคีกับฝรั่งเศส ก็ถือเป็นสิทธิ์ของกัมพูชา แต่ในส่วนของไทย มีสิทธิ์ที่จะหารือกับผู้นำในหลายๆ ชาติเช่นกัน
เมื่อถามว่า กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นเรื่องข้อพิพาทไปให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ พิจารณา ขณะนี้ท่าทีของศาลโลกเป็นอย่างไร นางมาระตี กล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีเลย แต่ถือเป็นความพยายามของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยได้ติดตาม และตั้งรับมาโดยตลอด
ส่วนการหารือกับฝ่ายกัมพูชาในกรอบคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ในอนาคต นางมาระตี กล่าวว่า ต้องยึดตามกรอบถ้อยแถลง ซึ่งได้ระบุชัดเจนว่า ทั้ง 2 ฝ่าย เห็นร่วมกันว่า ในการจัดทำเขตแดนนั้น พื้นที่จะต้องมีความปลอดภัยจากทุ่นระเบิดก่อน ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็นพัฒนาการในเชิงบวกพอที่จะพูดคุยกันได้ แต่ปัจจุบันหลังมีการตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ฝ่ายไทยก็เริ่มมีกระบวนการ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสำหรับการประชุม JBC
ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 และรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากหลักฐานที่ได้เห็นในวันนี้ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ประเทศกัมพูชาเป็นฐานหลอกลวงประชาชนทั่วโลก ซึ่งการดำเนินการเป็นรูปแบบของบริษัท ในการทำสัญญาจ้าง รับพนักงานมา และมีการฝึกอบรมเพื่อหลอกลวง โดยมีการจำลองโรงพัก ห้องสอบสวน อาทิ ประเทศออสเตรเลีย บราซิล ประเทศในยุโรป อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อมีการยึดพื้นที่นี้แล้ว แต่สถิติของสแกมเมอร์ในเมืองไทยยังไม่ลดลงนั้น อยากจะชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ใช้หลอกลวงคนไทย แต่ส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงคนต่างประเทศ
ในขณะที่ฐานบัญชาการที่ใช้หลอกลวงคนไทย จะอยู่ในเมืองปอยเปตเป็นส่วนใหญ่ เชื่อว่าในพื้นที่ปอยเปตมีลักษณะเช่นเดียวกัน คือ แบบครบวงจร ดังนั้นสแกมเมอร์ยังคงอยู่ต่อไป
ทั้งนี้ สแกมเมอร์จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ การหลอกลวงสร้างเรื่องราวโดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งจะอยู่ในฝั่งประเทศกัมพูชา ส่วนฝั่งประเทศไทยจะเป็นรูปแบบบัญชีม้า การถอนเงิน และการแลกเปลี่ยนเงินสด รวมไปถึงการซื้อทองคำ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติถือว่า เป็นวาระแห่งชาติ ที่จะดำเนินการในทุกมิติในการปราบปราม โดยจะจับกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องทุกประเทศที่อยู่ในกระบวนการฟอกเงิน
ส่วนบอสชาวจีน และองคาพยพทั้งหมดที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน การปราบปรามนั้น ประเทศไทยจะทำฝ่ายเดียวไม่ได้ จึงได้นำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่เวทีในระดับพหุภาคี แต่ก็ยังไม่เห็นความจริงใจในการร่วมปราบปรามปัญหาดังกล่าว
ขณะที่ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เผยกับสื่อมวลชนว่า ปัจจุบันกองทัพบกได้วางกำลังตามแนวชายแดนไว้ทุกที่ แม้จะมีการสับเปลี่ยนกำลังพล เพื่อให้กลับไปฟื้นฟูทั้งสภาพจิตใจ และอาวุธยุทโธปกรณ์ ให้มีความสดชื่น พร้อมรับสถานการณ์ทุกส่วน ซึ่งวันนี้ได้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ทหารไทยได้ให้การดูแลในพื้นที่เป็นอย่างดี
นอกจากการใช้กำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ทั้งลวดหนาม หรือกล้องวงจรปิดที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยในพื้นที่ เราก็ดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งยืนยันว่าเราได้ทำตามหลักสากล
ทั้งนี้แนวการวางกำลัง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงระหว่างประเทศซึ่งทางกัมพูชาก็ยอมรับ และก็ไม่มีอะไรเป็นที่น่ากังวล ส่วนสิทธิ์ในการป้องกันตนเองเราก็พร้อมที่จะใช้สิทธิ์ตรงนี้ หากเกิดการยั่วยุ หรือมีการใช้กำลังเข้ามาใหม่ของกัมพูชา แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มี และยังไม่เป็นที่น่ากังวล แต่หากเกิดสถานการณ์ทหารบกก็มีความพร้อม





