วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน 2569

Login
Login

'กองทัพ' ลุยศูนย์สแกมโอร์เสม็ด ปัดกล่าวหากัมพูชา ยืนยันความจริง ตรวจสอบได้

'กองทัพ' ลุยศูนย์สแกมโอร์เสม็ด ปัดกล่าวหากัมพูชา ยืนยันความจริง ตรวจสอบได้

"กองทัพ" นำสื่อไทย–ตปท. ลุยศูนย์สแกมโอร์เสม็ด เครือข่ายข้ามชาติขนาดใหญ่ ชี้ความจริงตรวจสอบได้ ปัดกล่าวหากัมพูชา ย้ำไทยปฏิบัติตามข้อตกลง ไม่ล้ำเส้น

7 เม.ย.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา พร้อมคณะ ได้นำสื่อมวลชนทั้งในประเทศและนานาชาติ ลงพื้นที่บริเวณช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยระบุว่า เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพื้นที่จริง ทั้งประเด็นศูนย์สแกม อาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ และสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน เพื่อให้เห็นภาพที่ต้องเห็น หลักฐานที่ต้องตรวจ ข้อมูลที่ต้องครบ และความจริงที่ต้องชัด

ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการ พาไปดู แต่คือการเปิดให้พิสูจน์ โดยมีเป้าหมายชัดเจน 4 ประการ คือ
1.เพื่อสร้างความโปร่งใส ให้สื่อเข้าถึงข้อเท็จจริงจากพื้นที่
2.เพื่อให้ข้อมูลรอบด้าน ลดความคลาดเคลื่อนในสาธารณะ
3.เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ
4.เพื่อเสริมความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

“ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ย้ำเสมอว่า ประเทศไทยยืนอยู่บนหลักนิติธรรม ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชน รวมถึงผู้สังเกตการณ์ เข้าถึงข้อมูลจริงอย่างต่อเนื่อง เพราะความเข้าใจร่วม คือหนทางลดความตึงเครียด และความจริงที่เห็นร่วมกัน คือรากฐานของความไว้วางใจ” ผอ. ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าวและว่า

ขณะเดียวกัน ไทยยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อยุติขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ ซึ่งถูกยกระดับเป็นภัยคุกคามระดับโลก ไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาร่วมของโลกทั้งใบ

โดยมีคำถามจำนวนมาก เช่น เหตุใดต้องพาสื่อลงพื้นที่ คำตอบคือ ไทยเชื่อว่า ความจริงต้องถูกมองเห็น ไม่ใช่เพียงถูกกล่าว การลงพื้นที่คือการเปิดโอกาสให้สื่อพิสูจน์ด้วยตนเอง รายงานบนหลักฐาน ไม่ใช่กระแส หรือศูนย์สแกมมีอยู่จริงหรือไม่ ก็ขอตอบว่า สิ่งที่พบ คือข้อสังเกตจากพื้นที่จริง ที่สอดคล้องกับรูปแบบเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ไทยเปิดให้ตรวจสอบ และผลักดันความร่วมมือ เพื่อพิสูจน์ความจริงร่วมกัน

หรือแม้แต่คำถาม ไทยกำลังกล่าวโทษกัมพูชาหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ ไทยไม่ได้ชี้นิ้วกล่าวหาใคร แต่ชี้ไปที่ปัญหา ซึ่งเป็นเครือข่ายข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ส่วนมีการรุกล้ำดินแดนหรือไม่ ไทยเรานั้นยืนยันชัด เราปฏิบัติตามแนววางกำลังตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ไม่มีการล้ำเส้น และดำเนินการภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ตึงเครียดหรือไม่นั้น ตอบได้เลยว่าภาพรวมยังอยู่ภายใต้การควบคุม และอยู่ในช่วงลดระดับความตึงเครียด แม้มีปัจจัยน่ากังวล ไทยเลือกใช้ความยับยั้ง ไม่ยกระดับสถานการณ์ เพราะการตอบโต้อาจสร้างปัญหาใหม่ ไทยจึงเลือกความสุขุม เปิดทางให้กลไกทางการทูตทำงาน เพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ขณะที่แนวทางการแก้ปัญหาสแกมของไทยนั้น ใช้แนวทางบูรณาการ ทั้งด้านข่าวกรอง การบังคับใช้กฎหมาย ความร่วมมือข้ามพรมแดน และการประสานงานกับนานาชาติ เพื่อรื้อถอนเครือข่ายอย่างเป็นระบบ พร้อมคำนึงความปลอดภัยของพลเรือนคือหัวใจสำคัญ ทุกการดำเนินการมุ่งรักษาเสถียรภาพ และหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อชุมชน

ดังนั้น กลไก JBC จะเป็นเวทีสำคัญในการหารือประเด็นละเอียดอ่อน ไทยยืนยันใช้กลไกนี้แก้ปัญหาอย่างสันติ เป็นระบบ และยั่งยืน

“ประเทศไทยส่งสารชัด ถึงประชาคมโลก ยืนบนความโปร่งใส ยึดความยับยั้งชั่งใจ และเดินหน้าความร่วมมือบนกติกาสากล เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความจริงที่ตรวจสอบได้จะสร้างความไว้วางใจ และความไว้วางใจจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน ในเกมข่าวสารที่ซับซ้อน ไทยเลือกใช้ข้อเท็จจริงเป็นคำตอบ ไม่ใช่เสียงดัง แต่คือความชัดเจนที่ตรวจสอบได้” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว