หลังจากนายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คน เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ในวันที่6 เม.ย.2569 ขั้นตอนต่อไป รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันที่ 9-10 เม.ย. จากนั้นจะเริ่มบริหารราชการอย่างเต็มรูปแบบ
เจาะลึกนโยบายรัฐบาล นำโดย พรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะแถลงต่อรัฐสภา แบ่งออกเป็น 5 ด้าน เนื้อหาโดยสรุป
1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นส่งเสริมการลงทุน SMEs ลดการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ และคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพิ่มบทบาทเอกชน และส่งเสริมด้านการค้าระหว่างประเทศเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า
2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ในการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบรวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกMOU 2544ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะทบทวนนโยบาย Free Visa
3.นโยบายด้านสังคม มุ่งเน้นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดยปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่
4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม โดยการบริหารจัดการน้ำ และป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบ
5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เร่งผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (Omnibus law) ต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี
อีกทั้งเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น โดยเสนอ “นโยบายเร่งด่วน” 23 ข้อใหญ่ ดังนี้
ด้านเศรษฐกิจ 1. สร้างโอกาสเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย 2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน ด้านการค้า 3.เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า
ด้านการเกษตร 4.เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ด้านการท่องเที่ยว 5.สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง
ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 6. เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก 7. เสริมสร้างเสถียรภาพ
8. ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทย ผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ“ทีมประเทศไทย” 9.ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ 10. สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 11. พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต 12. พัฒนาระบบทหารอาสา และการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร
ด้านสังคม 13. เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา 14. พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที 15. เสริมสร้างสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย
ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม 16. บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ 17. พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ
18. ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 (คศ.2050) 19.การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล
ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฏหมาย 20. ราชการทันใจ เปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม 21. ปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ 22. การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น 23. แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
“เสถียรภาพ”แข็ง- “ความเชื่อมั่น”อ่อนแอ
ภายใต้ภายความมั่นคงในแง่เสถียรภาพของ “รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย” ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างมาก “293 เสียง” กุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ทว่าเวลานี้ “รัฐบาลภูมิใจไทย” กลับเผชิญสภาวะวิกฤติศรัทธาจากปัญหาพลังงานขาดแคลน ขยายวงไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ
สอดคล้องจากผลสำรวจ “นิด้าโพล”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 เม.ย.2569 หัวข้อ “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” โดยสอบถามความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของ "นายกฯอนุทิน" ในการแก้ไขวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจ
โดยผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ความเห็นเอกฉันท์ “ไม่มั่นใจ”การแก้ปัญหารัฐมนตรีมืออาชีพ ทั้ง “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ รวมถึง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง ต่อประเด็นแก้วิกฤติพลังงาน-เศรษฐกิจได้
“นิด้าโพล” ยังเปิดเผยว่า ความเห็นประชาชน 46.87% ระบุว่า ไม่เห็นใจ “นายกฯอนุทิน” ต่อความพยายามแก้ไขวิกฤติพลังงาน และเศรษฐกิจในปัจจุบัน
เป็นการสะท้อนว่า ภายใต้ความมั่นคงทาง “เสถียรภาพการเมือง” ทว่า นาทีนี้รัฐบาลกลับเผชิญสภาวะความเชื่อมั่นที่ถูก “เซาะกร่อน” จากปัญหาพลังงานและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ฉะนั้นสัญญาณจาก“พรรคสีน้ำเงิน” ในฐานะแกนนำรัฐบาล ที่เวลานี้เห็นชัดว่าพยายาม“พลิกเกม” ปล่อยแคมเปญประชานิยมเพื่อพลิกวิกฤติความเชื่อมั่น ต้องจับตาว่าจะสามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นที่เสียไปกลับคืนมาได้มากน้อยเพียงใด
ยกแรก"ซักฟอก"นโยบายล่า"ไอ้โม่ง"
ที่สำคัญ ต้องจับตาเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐบาล ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 วันข้างหน้า แม้ดูเหมือนจะไม่ต่างอะไรกับสังเวียน“ซักฟอก” ยกแรกของฝ่ายค้าน ท่ามกลางสถานการณ์ที่สังคมยังคงตั้งปมสงสัย ในหลากหลายปมร้อน
โดยเฉพาะประเด็น “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ที่แม้ล่าสุด “นายกฯหนู” จะออกแอ็กชั่นขึงขัง มีข้อมูลอยู่แล้ว แต่เก็บอาการเพื่อไม่ให้ “ผู้กระทำผิด” รู้ตัว ทว่ามีหลายปมที่อาจยังไม่สิ้นข้อสงสัย โดยเฉพาะ “ผู้กระทำผิด” ที่จับได้ เอาเข้าจริงจะเป็น “ไอ้โม่ง” ตัวบงการตัวจริง หรือสุดท้ายเพียง “ปลาซิวปลาสร้อย” เท่านั้น
จับสัญญาณ “ฝ่ายค้าน” ในเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลรอบนี้ ได้ล็อกเป้าไปที่การล่า “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ทั้งพรรคประชาชนในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้าน พุ่งเป้าชี้จุดอ่อนไปที่ผู้นำรัฐบาล "อนุทิน"
ภายใต้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “จากโรคกระจอกถึงรวยไม่ไหวแล้ว” มี “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็น “แม่ทัพ” ในการวางยุทธศาสตร์อภิปราย
โดยเฉพาะประเด็นกักตุนน้ำมัน ก่อนหน้านี้ “รังสิมันต์ โรม”สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาจั่วหัวประเด็นการ “ถอนทุนการเมือง” ของนายทุนพรรคการเมืองบางพรรค ที่เร็วกว่าที่คาดคิด
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุด จัดวาง “5ขุนพล” นำโดย “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง 2 แคนดิเดตนายกฯ และรองหัวหน้าพรรค ทั้ง “กรณ์ จาติกวาณิช ” และ “การดี เลียวไพโรจน์” ร่วมกับหัวหมู่ทะลวงฟันพรรค
ทิ่มตรงไปที่ผลสำรวจนิด้าโพล สะท้อนชัดถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ไม่ต่างจากประเด็นไอ้โม่ง ที่มีการทักท้วงเรื่องดังกล่าวตั้งแต่แรก รวมถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการในการแบ่งเบาภาระของประชาชน ซึ่งรัฐบาลพูดในหลักการมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ไปทั่วถึง ยังไม่ได้มีการปฏิบัติจริง
ต้องจับตาเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐบาล กำลังถูกฝ่ายค้านเปลีี่ยนเป็นเวทีซักฟอกรัฐบาลยกแรก เป็นสนามประลองกำลังระหว่าง 2 ขั้วการเมืองในจังหวะที่รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำอย่างหนัก





