ชื่อ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาลเศรษฐา กลับมาสู่จอเรดาห์การเมืองอีกครั้ง เมื่อมีข่าวคอนเฟิร์มว่า สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ คนปัจจุบัน ในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เชิญมานั่งตำแหน่ง “ประธานที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ” ในรัฐบาลอนุทิน 2.0
เมื่อบรรดาสื่อ ดับเบิลเช็คไปยังทำเนียบรัฐบาล ก็ทราบว่า นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ยินดีอย่างยิ่ง เพราะไม่คิดว่าจะตอบรับ ส่วนรัฐมนตรีสีหศักดิิ์ ก็สั่งการจัดห้องทำงานรอรับทันที
ย้อนกลับไปเมื่อ "ปานปรีย์" ตัดสินใจยื่นใบลาออกจาก รมว.ต่างประเทศ หลังจากนายกฯเศรษฐา ทวีสิน ปรับครม.เมื่อ เม.ย.2567
แม้ฉากหน้าจะถูกกล่าวหาว่า ไม่พอใจที่ถูกริบเก้าอี้รองนายกฯ แต่หลังฉากจากนั้น ก็เป็นที่รู้กันในวงกว้างว่า ไปขวางคอ ขวางทางใคร ในเรื่องงบฯ บางหน่วยงาน จนต้องถูกตัดตอนอำนาจหน้าที่
การตัดสินใจกลับเข้าสู่การเมืองครั้งนี้ “ปานปรีย์” ย้ำว่า มาช่วย“สีหศักดิ์”ทำงาน "โดยขอไม่รับตำแหน่งที่เป็นทางการ หรือตำแหน่งที่มีเงินเดือน เพราะเป้าหมาย คือมาช่วยการทำงานในกระทรวง ไม่ได้มาช่วยในด้านการเมือง"
เพราะที่ผ่านมา สีหศักดิ์ก็เคยถูกปานปรีย์ ดึงไปช่วยงานในตำแหน่ง"ผู้ช่วยรัฐมนตรี" เมื่อครั้งที่เขานั่งรองนายกฯ ควบรมว.ต่างประเทศ เช่นกัน
ตัดสลับกันในวันนี้ เมื่อ “สีหศักดิ์”ขึ้นมาอยู่ในจุดเดียวกัน คือนั่งรองนายกฯ ควบรมว.ต่างประเทศ ทั้งคู่จึงกลับมาทำงานเป็น “ทีมเดียวกัน” อีกครั้ง
หากย้อน ที่มาที่ไปความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ก็เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมงานกันมายาวนาน
ปานปรีย์ - สีหศักดิ์ เจอกันมาตั้้งแต่ยุค“บ้านพิษณุโลก” เมื่อครั้งพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งคู่ยังเป็นข้าราชการ ซี 5-6
ในช่วงนั้น ปานปรีย์ ทำงานประสานงานที่ทำเนียบฯ และประจำหน้าห้องทำงานนายกฯ ชาติชาย ส่วนสีหศักดิ์ ข้าราชการกระทรวงบัวแก้ว ถูกส่งมาเป็นผู้ประสานงานระหว่างทำเนียบรัฐบาลกับกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้ปานปรีย์และสีหศักดิ์รู้จักกัน ตั้งแต่ครั้งนั้น
ความโดดเด่นของสีหศักดิ์ ชัดเจนตั้งแต่เวลานั้นคือ เชี่ยวชาญการเขียนสปีชภาษาอังกฤษ ซึ่งขณะนั้นทีมบ้านพิษณุโลก อยากจะให้เขียนสปีชไปในทิศทางใด ก็จะให้สีหศักดิ์ช่วยร่างให้ ซึ่งทีมบ้านพิษณุโลกในเวลานั้น ทั้ง ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ต่างก็รู้จักทั้งคู่
กระทั่งต่อมา สีหศักดิ์ไปเป็นทูตในประเทศต่างๆ ทั้งญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ก็ยังเจอกันบ้างกับปานปรีย์
หากเทียบสไตล์ ที่สีหศักดิ์เป็นนักการทูตที่นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว ย่อมแตกต่างกับปานปรีย์ ที่เป็นสไตล์นักยุทธศาสตร์การเมือง มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ทำงานเชิงรุก ทะลุทะลวง ทำให้เป็นส่วนผสมที่ดี สำหรับงานกระทรวงการต่างประเทศในยุคนี้
โจทย์ใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศ หากดูตามนโยบายของรัฐบาลผสม 16 พรรค ที่นายกฯอนุทิน เตรียมแถลงต่อรัฐสภา จึงเป็นความท้าทายของทั้งคู่
โดยได้รวมเอานโยบายด้านการต่างประเทศไว้กับความมั่นคง ที่เน้นการส่งเสริมความมั่นคงชายแดน ให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศในภูมิภาค มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไข สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่
รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า
อย่างไรก็ตาม นอกจากกรอบกว้างๆ ข้างต้น เมื่อดูรายละเอียด ที่จะเป็น "เรื่องเร่งด่วน" ในนโยบายหลัก 5 ด้านของรัฐบาล มี "7 ข้อ" ใน 23 ข้อ เป็นด้านการต่างประเทศและความมั่นคง คือ ข้อ 6-12 ดังนี้
ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต พัฒนาระบบทหารอาสา และการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร
ที่น่าสนใจ คือ ในส่วนของการเร่งเสริมสร้างสถานะ และความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก เสริมสร้างเสถียรภาพ ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ ที่ขยายโอกาสให้ประชาชน และธุรกิจไทย ผ่านการบูรณาการการทำงาน ในลักษณะ ทีมประเทศไทย
ทั้งนี้ ปานปรีย์ได้ริเริ่ม “คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ” เอาไว้ แล้วก็ยุติไป หลังจากเขาลาออกจาก ครม.เศรษฐา
คณะกรรมการชุดนี้ ปานปรีย์ นั่งหัวโต๊ะในฐานะรองนายกฯ ได้ดึง 3 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ระดับรัฐมนตรีว่าการ ทั้ง รมว.ต่างประเทศ รมว.พาณิชย์ รมว.เกษตรฯ เข้ามาร่วม บูรณาการการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจสำคัญ เรื่องที่ไทยต้องไปเจรจา อาทิ เอฟทีเอ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ถือเป็นกลไกที่ทำให้นโยบายในเวลานั้นมีเอกภาพ ไม่เป็นลักษณะต่างคนต่างทำ
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่างานด้านเศรษฐกิจ อาจเป็นจุดอ่อนของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งปานปรีย์เคยพูดเสมอ เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีว่า “ทิศทางโลกไปทางเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นที่กระทรวงการต่างประเทศต้องสร้างคนใน ข้าราชการที่เข้ามาใหม่ ให้มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจที่ดีในระดับหนึ่ง ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหา เราจะรู้เฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้ รู้แค่ความร่วมมือกัน ทำข้อตกลงกัน แค่นี้ไม่ได้ เพราะทั่วโลกล้วนแลกเปลี่ยนกันด้วยผลประโยชน์ ”
ตัดมาเวลานี้ ปานปรีย์ มองว่า การต่างประเทศเปลี่ยนไปมาก ที่เห็นได้ชัดคือ ประธานาธิบดีทรัมป์ เรื่องนโยบายภาษี ที่ไม่มีวิน-วิน ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราต้องหนักแน่นกว่านี้ เพื่อให้เราได้เปรียบประเทศอื่นบ้าง ไม่อย่างนั้นเราก็เหมือนกับประเทศอื่น คือโดนภาษีเท่าไหร่ก็เท่ากัน ไม่มีอะไรที่ได้เปรียบใครเลย แล้วเรายังแข่งขันใครไม่ได้ด้วย
บทบาทกระทรวงการต่างประเทศยุคนี้ แม้รัฐมนตรีสีหศักดิ์ จะมีผลงานโดดเด่นเรื่องศึกในเวทีโลกกับกัมพูชา ทว่า เมื่อเข้าสู่บริบทงานด้านอื่นๆ ของกระทรวง ย่อมต้องเผชิญโจทย์ยากและท้าทายอีกมาก
ข้อเด่นและความสำคัญของกระทรวงการต่างประเทศ คือการมีทูตอยู่ทั่วโลก มีข้อมูลในแต่ละประเทศ ละเอียด ลึกซึ้ง มีคอนเนกชัน มีกลไกในการประสาน บูรณาการ ผลักดันให้นโยบายรัฐบาลไปสู่ความสำเร็จได้ จึงอยู่ที่ฝ่ายการเมืองจะมีนโยบาย และใช้จุดแข็งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศให้มากที่สุดหรือไม่อย่างไร
ดังนั้น หัวขบวนกระทรวงบัวแก้ว รัฐบาลอนุทิน 2.0 ที่มีทั้งคนในอย่างสีหศักดิ์ และคนกันเองอย่างปานปรีย์ จึงน่าจับตา บทบาทของกระทรวงนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักความเชื่อมั่นของรัฐบาล จะปรับทิศให้ประเทศไปกลับไปสู่จอเรดาห์โลกได้อย่างไร





