โฉมหน้า “ครม.อนุทิน2” ที่เริ่มประกอบร่างและจะเริ่มนับหนึ่งบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มรูปแบบ หลังแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่9-10เม.ย.นี้
อย่างที่รู้กันด้วย“ยี่ห้อภูมิใจไทย” ที่ถูกจัดอยู่ในสถานะพรรคกระสุนสะท้อนจากผลเลือกตั้งที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งจนสามารถชิงอำนาจในการจัดตั้งสำเร็จ ทว่าจุดอ่อน “พรรคสีน้ำเงิน” ยังอยู่ตรงที่โหวตเตอร์ในกลุ่มเจน Y ลงไปจนถึงเจน Zที่อาจยังตกเป็นรอง “พรรคส้ม” ในฐานะพรรคการเมือง“ขั้วเสรีนิยม”อยู่พอสมควร
ฉะนั้นหากส่องลึกรายชื่อครม.อนุทิน2 ที่กำลังจะเริ่มนับหนึ่งปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
โฟกัสในส่วนของโควตาพรรคภูมิใจไทย เห็นชัดถึงการจัดวางบทบาทของกลุ่ม “รัฐมนตรีลูกเทพ”ที่มี“ลูกนก” ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคนำและเป็น“ทายาทการเมือง” ของครูใหญ่สีน้ำเงิน เป็นแกนนำ แถมรั้งตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเดิมที่ตำแหน่งรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) อีกหนึ่งสมัย
ย้อนกลับไปในช่วง “ครม.อนุทิน1” ซึ่งเวลานั้นพรรคภูมิใจไทยอยู่ในสถานะ “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” หรือเรียกว่าเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ บริหารประเทศ4เดือน “ไชยชนก” เวลานั้นขึ้นแท่นเสนาบดีป้ายแดง ในวัย35ปี โชว์นโยบายรัฐบาลครอบคลุมภัยทั้ง 4 ด้านภายใต้ระยะเวลารัฐบาลเแพาะกิจ 4 เดือน
ภัยธรรมชาติ ขอให้หน่วยงานร่วมบูรณาการการใช้งานข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา เพื่อพัฒนาและออกแบบแผนงานการนำข้อมูลไปใช้งานด้านการรับมือภัยธรรมชาติ ให้มีความแม่นยำและสอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย การลดความสูญเสียและเยียวยาความเสียหายของประชาชนที่ได้รับจากภัยพิบัติต่างๆ
ภัยความมั่นคง เร่งรัดให้มีการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้เป็นเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วนและนำเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีในหน่วยงานของกระทรวงดีอีมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ภัยเศรษฐกิจ กระทรวงดีอี พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการผูกขาดของแพลตฟอร์มรายใหญ่ โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมแนวทางการสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการแพลตฟอร์มและประชาชนทั้งที่เป็นผู้บริโภค และผู้ให้บริการในแพลตฟอร์ม
ภัยทางสังคม สร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มความเข้าใจและสร้างสังคมดิจิทัลที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้จริงอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์
ทว่าภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องเวลาบริหารประเทศ4เดือน แถม "ดุลอำนาจ" ในฐานะรัฐบาลเฉพาะกิจ ยังเกิดเกมการเมืองทำให้พรรคน้ำเงินชิงตัดจบด้วยการประกาศยุบสภา ของ "อนุทิน ชาญวีรกูล" นายกฯและรมว.มหาดไทย ย่อมส่งผลไปถึงการเดินหน้านโยบายต่างๆที่อาจหยุดชะงักตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มประกอบร่าง
ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง วันเปิดนโยบายพรรคภูมิใจไทย “ไชยชนก” จึงชิงจังหวะประกาศยกระดับฐานข้อมูลการพยากรณ์ภัยต่าง ๆ รวมถึงการเสริมอุปกรณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดยเทคโนโลยีดาวเทียม และ AI ระดับโลก เป็นการบูรณาการข้อมูลทุกหน่วยงานด้วยความโปร่งใส วางแผนรับมือ ประสานงานอย่างแม่นยำ รวดเร็ว แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด มีการจัดทำผังอย่างละเอียดรายตำบล เพื่อการวางแผนจัดการเมื่อประสบภัย สร้างช่องทางในการส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนในการประกอบการตัดสินใจมาตรการ
ขณะเดียวกันจะตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” เพื่อสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชน ต้องเป็นสิทธิพื้นฐานที่ครัวเรือนประเทศไทยทั้งหมด 29,505,775 ครัวเรือน ได้รับ
“รัฐจ่ายค่าประกันภัย 1,000 ต่อครัวเรือน เพื่อทำประกันกองทุนภัยพิบัติ รวมมูลค่าเกือบ 30,000 ล้านบาท เมื่อเกิดน้ำท่วม AI จับข้อมูลได้ จะจ่ายทันทีครัวเรือนละ 100,000 บาท ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม โดยหากประชาชนต้องการจะเพิ่มวงเงินเอาประกันสูงขึ้น สามารถทำเพิ่มเองได้” สิ่งที่ไชยชนกเคยประกาศในวันเปิดนโยบายพรรคภูมิใจไทยวันที่24ธ.ค.2568
แน่นอนว่า ประเด็นการ “ยกระดับฐานข้อมูล” การพยากรณ์ภัยพิบัติ น่าสนใจตรงที่จะไม่ใช่เป็นเพียงแต่เดิมพันวัดฝีมือ “รัฐมนตรีนก” ในฐานะรมว.ดีอีแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงเดิมพันของพรรคภูมิใจไทยที่มีปมหลอนเกี่ยวกับการกำกับสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ ในช่วยเดือนพ.ย.2568ที่ผ่านมา ซึ่งเวลานั้นรัฐบาลอนุทิน1 ถูกถล่มอย่างหนักถึงการบริหารจัดการที่ผิดพลาดเป็นเหตุให้หลายจังหวัดภาคใต้ตกอยู่ในสถานการณ์จมบาดาล
ประะเด็นนี้จะกลายเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ ของพรรคภูมิใจไทยในช่วงเทอม2ว่า จะสามารถลบภาพฝังใจจากประชาชนชนต่อเหตุการณ์ดังกล่าวได้หรือไม่อย่างไร
เหนือไปกว่านั้นที่ต้องจับตา หากยังจำกันได้ในช่วงหลังการประกาศยุบสภา ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลภูมิใจไทย1 ภายใต้เกมการเมืองที่เปิดหน้าท้ารบกันไปมาในเวลานั้น “ไชยชนก” เคยออกมาเปิดเผยกรณีมี “10นักการเมือง” ที่มีส่วนเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ และเว็บพนัน
“2ชื่อ” ที่พอจะคาดเดาได้เพราะมีการเปิดเผยไปก่อนหน้านี้ คือ รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ อดีตสส.ตาก พรรคประชาชน ที่ถูกตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บช.สอท. ควบคุมตัว ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พร้อมแจ้งข้อกล่าาวหา พัวพันเว็บไซต์พนันออนไลน์ อีกกรณีคือ กรณีของ“สส.กฤต” ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)ดำเนินคดีเว็ปพนัน
ในเชิงลึกว่ากันว่า ในส่วนของรายชื่ออื่นๆที่เหลือ จำนวนนี้มีสส.ในขั้วรัฐบาลในเวลานี้รวมอยู่ด้วย ที่สำคัญคือต่างฝ่ายต่างถือข้อมูลชุดนี้ไว้ในมือ เสมือนเก็บไว้ต่อรองอะไรบางอย่างในห้วงที่การเมืองอาจ“ไม่สมประโยชน์” ในอนาคต
แน่นอนว่า ภายใต้ดุลอำนาจที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย รวมถึง “รัฐมนตรีนก” ถือในมือในฐานะรมว.ดีอี จึงต้องจับตาว่าหลังจากนี้จะมีรายชื่อนักการเมืองที่เหลือจะถูกเปิดเผยออกมาหรือไม่อย่างไร
ท่ามกลางฉากหน้าของ “รัฐบาลอนุทิน2” ที่กำลังเข้าสู่โหมดนับหนึ่งบริหารประเทศหลังแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ไม่ต่างจากบมบาทของ “รัฐมนตรีนก” ในพาร์ทของการทำหน้าที่รมว.ดีอี สมัยที่สอง ยังเป็นจังหวะเดียวกับที่ “หลังฉาก” สีน้ำเงินกำลังส่งสัญญาณกลายๆในการวางเส้นวางแนวทางการเมือง เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ “ยุคนิวเจน”
เห็นได้ชัดจากรายชื่อ “ครม.อนุทิน2” แม้ก่อนหน้าจะมีการล็อกสูตร “สส.ยกจังหวัด แจก1รัฐมนตรี”
ทว่ารายชื่อที่ออกมา กลับได้เห็นปรากฎการณ์ที่บรรดา "บ้านใหญ่" หลายบ้านตกอยู่ในอาการอกหัก ต่างจากรัฐมนตรีกลุ่มนิวเจน ที่รอบหน้าเห็นได้ชัดว่า ขึ้นแท่นเสนาบดีเกือบค่อนครม. เฉพาะกลุ่มลูกเทพ ที่มี “ไชยชนก” เป็นแกนนำก็ปาเข้าไปแล้ว8คน
สัญญาณที่เกิดขึ้นจึงเป็นการบ่งชี้ว่า ฉากหลังภูมิใจไทยกำลังการปูทางเพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้เตรียมผงาดสู่การเป็น “ผู้นำพรรค” แถวสองในอนาคต
ต้องจับตาบทบาทของกลุ่ม "รัฐมนตรีลูกเทพ" ภายใต้การนำของ "ไชยชนก" ที่จะต้องฝ่าบทพิสูจน์ด้วยผลงาน "สเปกเทพ" หลังจากนี้





